GC - ICONIC Art_Cover web.jpg

รวม 8 งานศิลป์ชั้นครู ใน ICONSIAM ที่นักฮอปสายอาร์ตพลาดไม่ได้

Post on 14 October 2022

ประติมากรรมสายน้ำพลิ้วไหวต้องแสงแดด กระจกสีริมแม่น้ำเจ้าพระยาที่เปลี่ยนเฉดตามท้องฟ้า แชนเดอเลียร์วิบวับเวอร์วังจากพวงมาลัย และโอ่งปั้นมือบอกเล่าเรื่องราวของชาวไทยภาคต่างๆ 

ที่กล่าวมาทั้งหมดเป็นเพียงส่วนหนึ่งของงานศิลปะในไอคอนสยาม ที่ชาวเราอาจเดินผ่านไปไม่ทันสังเกต หรือเห็นว่าสวยปังแต่โนไอเดียว่านี่คือศิลปะที่ละเมียดละไมจากศิลปินนานาชาติกว่า 100 คน ! ทั้งหมดนี้เกิดจากความตั้งใจของไอคอนสยาม ที่อยากให้ชาวไทยและชาวต่างชาติได้ชื่นชมและถ่ายภาพกับแลนด์มาร์คด้านสถาปัตยกรรมเจ๋งๆ ซึ่งตกแต่ง ตั้งแต่ชั้นล่างสุดอย่างสุขสยามไปจนถึงชั้น 7 ของอาคาร เรียกได้ว่าเป็นหนึ่งใน Public Art Space ที่โดดเด่นที่สุดในกรุงเทพมหานคร และยังเป็นโกลบอลเดสติเนชั่นที่อลังการที่สุดแห่งหนึ่งของโลกเลยทีเดียว 

เพราะความปังและอลังขนาดนี้ เราจึงอยากชวนทุกคนออกเดินทางไปสำรวจทั่วทั้งไอคอนสยาม ค้นหาที่มาของงาน เช็กอินและแชะภาพ 8 ไฮไลท์สุดยอดผลงานศิลปะชั้นครูที่ไม่ได้แค่สวยงามชวนมอง แต่มีแนวคิดเบื้องหลังน่าสนใจและเต็มไปด้วยเรื่องราวน่าค้นหา

รู้แล้วอย่ารอช้า เตรียมกล้องให้พร้อม แล้วสาวเท้าไปสแนปกันเลย!


 

‘ประตูเมือง’ บอกเล่าประวัติศาสตร์

ก่อนจะเข้าเยือนที่เมืองไหนๆ แน่นอนว่าเราต้องผ่านประตูเมืองของแต่ละที่กันก่อน เราจึงขอพาทุกคนมาเช็กอินจุดแรกที่ชั้น G โซน ICONLUXE กับผลงาน ‘จารึกสัญลักษณ์สุวรรณภูมิ คือแสงแห่งปัญญา’ เสาสูง 16 เมตร 4 ต้น โดยศิลปินแห่งชาติ ‘ศาสตราจารย์เกียรติคุณ ปรีชา เถาทอง’ ซึ่งถือเป็นประตูบานแรกของงานศิลปะแห่งเมืองไอคอนสยาม

ดูจากไกลๆ ว่าอลังแล้ว แต่ขอแนะนำให้กระเถิบเข้าไปดูผลงานใกล้ๆ เราจะพบว่าศิลปินเลือกใช้เทคนิคการลงรักปิดทองที่เราคุ้นเคยตามวัดวาอารามมานำเสนอเรื่องราวอาณาจักรสุวรรณภูมิ ดินแดนที่มีประเทศไทยเป็นศูนย์กลาง ปักหมุดตั้งแต่ยุคก่อนประวัติศาสตร์อย่างยุคบ้านเชียงไล่เรียงมาจนถึงปัจจุบัน ถือเป็นงานศึกษาค้นคว้าที่อาจารย์ทำมายาวนานกว่า 50 ปี
 

ไฮไลท์เด็ดที่คนรักศิลปะไม่ควรพลาดคือทองที่กดทับลงบนเสาจะสะท้อนแสงที่ให้ความรู้สึกแตกต่างกันในแต่ละช่วงเวลา ถ้าอยากเก็บภาพสวยๆ ไม่มีใครเหมือน แนะนำว่าต้องทดลองสแนปภาพเสาเหล่านี้ทั้งเวลากลางวันและกลางคืน ผลลัพธ์ไม่เหมือนกันอย่างแน่นอน

‘สายน้ำพลิ้วไหว’ สะท้อนความเป็นไทยในมุมตะวันตก

ถัดมาจากจุดแรกอีกเล็กน้อยในโซน ICONLUXE สายตาของเราก็ต้องจับจ้องไปที่ประติมากรรมเพดานขนาดใหญ่โดยสตูดิโอออกแบบแสงชื่อดังจากลอนดอน Haberdashery Studio ซึ่งถือเป็นงานใหญ่และเป็นงานในพื้นที่สาธารณะที่ท้าทายที่สุดในเอเชียของพวกเขา

ความน่าสนใจข้อแรกคือ Ben Rigby ครีเอทีฟไดเรกเตอร์และผู้ร่วมก่อตั้งเล่าว่าก่อนทำงานจริง ทีมงานถือโอกาสเก็บข้อมูลพร้อมๆ กับท่องเที่ยวในกรุงเทพมหานคร​ จึงได้หยิบเอาความเปล่งประกายของกระเบื้องเซรามิกตามวัดที่เกิดจากแสงตกกระทบ ซึ่งคล้ายกับแสงระยิบระยับที่สะท้อนบนผืนน้ำอันพลิ้วไหวมาเป็นแรงบันดาลใจสำคัญ 

ความน่าสนใจข้อที่สองคือสตูดิโอยังเอาแรงบันดาลใจนั้นมาผสมผสานกับรอยจีบบนผืนผ้าไทย ลักษณะตัวอักษรไทย และความโค้งเว้าอันอ่อนโยนของลายกนกที่ ‘ศาสตราจารย์เกียรติคุณ ปรีชา เถาทอง’ นำมาใช้ในผลงาน จนได้เป็นประติมากรรมกนกเปลว 3 สี ทั้งเงิน ทอง และนาก เรียกได้ว่าเป็นงานศิลปะที่รวมอัตลักษณ์ของไทยไว้ในชิ้นเดียว

ถ้าเรามองผลงานชิ้นนี้จากด้านล่าง ด้านซ้าย และด้านขวา มุมถ่ายภาพที่ได้จะแตกต่างกันไป บางมุมให้ภาพของแม่น้ำทอดยาว บางมุมชวนให้นึกถึงผืนน้ำกว้างใหญ่ แถมความที่ประติมากรรมชิ้นนี้มีมากถึง 3 สี ภาพที่ถ่ายจากต่างมุมก็จะให้สีสันและความรู้สึกที่แตกต่างกัน ขอแอบบอกว่าในวันที่แสงแดดเป็นใจ ให้ลองถ่ายภาพทั้งมุมกว้างและมุมใกล้ เราจะได้ภาพประติมากรรมระยิบระยับคล้ายกับแสงที่กระทบเกลียวน้ำที่เคลื่อนไหวได้จริงๆ เลยแหละ

เมื่อ ‘ธรรมะ’ และ ‘ธรรมชาติ’ รวมเป็นหนึ่งเดียว 

ไปต่อกันที่ชั้น M และชั้น 1 เราจะพบกับเสาสีทองพิมพ์ลายใบไม้ ผลงานของ ‘ศาสตราจารย์ ถาวร โกอุดมวิทย์’ ศิลปินแห่งชาติและศิลปินสาขาภาพพิมพ์ที่มีชื่อเสียงระดับนานาชาติ คีย์สำคัญของงานชิ้นนี้คือการทำให้งานศิลปะเข้าถึงชีวิตคนทั่วไปและเป็นส่วนหนึ่งของชุมชนอย่างแท้จริง ศิลปินจึงหยิบเอาคำว่า ‘ธรรมะ’ และ ‘ธรรมชาติ’ ซึ่งเป็นสิ่งธรรมดาสามัญแต่มีคุณค่ามาผสานรวมกัน 

อาจารย์ถาวรสะท้อน ‘ธรรมะ’ ผ่านการใช้สีทองในลวดลาย คล้ายกับเวลาที่ชาวพุทธปิดทองคำเปลวบนองค์พระพุทธรูป ส่วน ‘ธรรมชาติ’ แสดงผ่านลวดลายใบไม้ที่มาจากต้นไม้มงคลของไทยอย่างต้นประดู่และต้นคูณ เสาทุกต้นจึงเป็นตัวแทนของการเคารพสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ของชาวไทยนั่นเอง

นอกจากความหมายของเสาแล้ว สิ่งที่น่าสนใจชวนให้ไปมองงานใกล้ๆ คือกระบวนการสร้างสรรค์ผลงานที่อาจารย์เริ่มจากออกแบบลวดลายบนผืนผ้าใบ ก่อนนำไปถ่ายเป็นภาพฟิล์ม แล้วจึงสกรีนลงบนพื้นผิวของเสา 


 

ทองหยอด’ ประติมากรรมที่ต่อยอดจาก Venice Biennale 2013 

นี่เป็นโอกาสดีที่เราจะได้ชมงานศิลปะที่เคยได้รับคัดเลือกให้แสดงในงาน Venice Biennale 2013 เพราะศิลปินเจ้าของผลงานอย่าง ‘อริญชย์ รุ่งแจ้ง’ ได้หยิบเอาผลงานในครั้งนั้นมาต่อยอดเป็นประติมากรรมทองเหลืองร่วมสมัยอย่าง ‘ทองหยอด’ บริเวณโถงทางเดินกลาง ชั้น M

อริญชย์พบว่าความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับโปรตุเกสเริ่มต้นจากการค้าน้ำตาลผ่านการเดินเรือ เขาจึงหยิบเอา ‘ทองหยอด’ ของ ‘ท้าวทองกีบม้า’ ชาวโปรตุเกสที่ว่ากันว่าเป็นต้นตำรับของขนมไทยที่มีไข่เป็นส่วนผสมเป็นตัวตั้งต้น จากนั้นจึงเลือกใช้ ‘ทองเหลือง’ ซึ่งสื่อถึงศาสนาพุทธในไทยเป็นวัสดุหลักและเลือกหล่อทองเหลืองในโรงงานหล่อพระ จนได้เป็นงานประติมากรรมที่มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางราว 5 เมตร 

‘ทองหยอด’ จึงไม่ได้เป็นเพียง ‘ขนม’ แต่เป็นผลงานศิลปะที่สะท้อนถึงประเทศไทยจากอดีตจนปัจจุบันที่เต็มไปด้วยความหลากหลายของวัฒนธรรม การซ้อนทับทางประวัติศาสตร์และความประณีตนั่นเอง นอกจากนี้ ความพิเศษของงานอาร์ตสีทองชิ้นนี้คือถ้าเราถ่ายภาพจากมุมที่แตกต่างกัน ความหมายและรูปทรงของทองหยอดก็จะเปลี่ยนแปลงแตกต่างกันไปด้วย 


 

‘แสงสยาม’ กำแพงไทยสไตล์ตะวันตกริมแม่น้ำเจ้าพระยา

จุดไฮไลต์สำคัญของไอคอนสยาม มีหลากหลายแห่ง แต่จุดที่ใครๆ ก็อยากมาเช็กอินคือ ICONSIAM Park ชั้น 2  หน้า Apple Store  เพราะได้เห็นวิวแม่น้ำเจ้าพระยาแบบเต็มอิ่ม แต่ทีเด็ดที่หลายคนอาจพลาดไปคือถ้าเราหันหน้าเข้าแม่น้ำเจ้าพระยา เดินเบี่ยงซ้ายจากลานด้านบนมายังลานด้านล่าง เราจะพบกับทางเดินเอียงลาดที่ตกแต่งด้วยกำแพงศิลปะ!

กำแพงศิลปะที่ว่าเป็นผลงานของศิลปินรุ่นใหม่อย่าง ‘สิทธิ์วุธ ยาวิชัย’ ผู้ที่เห็นความงดงามและความเป็นไปได้ใหม่ๆ ของ ‘กระจกสี’ วัสดุที่มักใช้ตกแต่งวัดวาอารามที่ปัจจุบันหาดูได้ยาก เขาจึงหยิบกระจกสีมาสร้างความหมายใหม่โดยตัดออกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย นำมาติดให้มีระยะห่างและชิดคล้ายฝีแปรงแบบศิลปะอิมเพรสชั่นนิสม์ แล้วประสานด้วยอีพ็อกซี่ จนได้เป็นศิลปะกระจกเกรียบร่วมสมัยสไตล์อิมเพรสชั่นนิสม์อย่าง ‘แสงสยาม’ ที่แต่ละช่วงเวลาจะสะท้อนแสงและให้ความรู้สึกที่แตกต่าง 


 

‘แสงสยาม’ มาจากคำว่า ‘แสง’ ที่สื่อถึงความรุ่งเรือง สอดคล้องกับการสะท้อนของกระจกสีผสานกับคำว่า ‘สยาม’ อันหมายถึงแผ่นดินไทยในอดีตที่รุ่งโรจน์ ซึ่งสื่อถึงความไอคอนนิกของ ‘ไอคอนสยาม’ จากคำนี้เอง สิทธิ์วุธตีความออกมาเป็นอาร์ตวอลล์ขนาด 60 เมตรที่แบ่งออกเป็น 3 ส่วน คือท้องฟ้า แผ่นดิน และสายน้ำ 

ทั้งหมดบอกเล่าเรื่องราวพุทธศิลป์ในไทยหลากหลายแห่ง ทั้งความงามแบบล้านนาอย่าง ‘วัดภูมินทร์’ ความรุ่งเรืองของทวารวดีอย่าง ‘องค์พระปฐมเจดีย์’ ความเจริญของศิลปะอีสานอย่าง ‘พระธาตุพนม’ และความรุ่งโรจน์ของดินแดนศรีวิชัยเช่น ‘วัดพระบรมธาตุวรวิหาร’ 

ถ้าครั้งหน้าไปเช็กอินที่นี้ อย่าลืมเดินขยับลงไปอีกนิดเพื่อเก็บภาพกระจกสีที่สะท้อนน้ำและท้องฟ้าในช่วงเวลาที่แตกต่างกันนะ รับรองว่าภาพที่ได้จะถูกใจสายอิมเพรสชั่นนิสม์แน่นอน

‘โอ่ง’ และ ‘การละเล่นพื้นบ้าน’ สะท้อนวิถีไทยในอดีต

เพราะอยากถ่ายทอดความเป็นไทยในทุกมิติโดยเฉพาะมิติของอาหารการกินซึ่งเป็นเรื่องใหญ่ของคนไทยแบบสุดๆ ชั้น G ของไอคอนสยาม อย่างโซนเมืองสุขสยาม จึงนำเสนอความเป็นไทยแบบจัดเต็ม แม้กระทั่งห้องน้ำก็ยังเต็มไปด้วยศิลปะบอกเล่าความเป็นไทย 

ห้องน้ำแต่ละโซนบอกเล่าเรื่องราวที่แตกต่างกัน ถ้าเราถ่ายตัวเองในกระจกห้องน้ำโซนภาคใต้หรือ ‘ทักษิณหรรษา’ เราจะได้ภาพสุดเก๋ท่ามกลางผนังโทนสีฟ้า-น้ำเงินที่สื่อถึงทะเลใต้ของไทย และลวดลายอาคารบ้านเรือนแบบสถาปัตยกรรมชิโน-โปรตุกีส แต่ถ้าเราส่องกล้องไปที่กระจกโซน ‘อีสานสุขสันต์’ เราจะอยู่ท่ามกลางงานจิตรกรรมที่สะท้อนถึงวิถีชีวิตและวัฒนธรรมของชาวอีสานอย่างตำนานผีตาโขน งานบุญบั้งไฟ  แต่หากแฉลบไปยัง ‘สวรรค์กลางกรุง’ เราจะพบกับชีวิตความเป็นอยู่ของผู้คนริมฝั่งเจ้าพระยา ซึ่งงานจิตรกรรมทั้งหมดที่ว่ามาเป็นฝีมือของกลุ่มศิลปิน Hooker's Green

เพราะโอ่งนั้นอยู่คู่กับคนไทยมานานแสนนาน อีกจุดเด่นของห้องน้ำโซนภาคกลางและภาคอีสานนั้นคือ ‘โอ่งสุขสยาม’ โดยฝีมืองานปั้นของศิลปินไทยมากความสามารถ ‘วศินบุรี สุพานิชวรภาชน์’ ทายาทโรงงานเถ้า ฮง ไถ่ จังหวัดราชบุรี ที่ก่อตั้งมากว่า 80 ปี  

ความตั้งใจแรกของวศินบุรีคือการวาดลวดลายของโอ่งแต่ละภาคให้แตกต่างกันเพื่อสะท้อนวัฒนธรรมอันหลากหลาย เช่น โอ่งภาคอีสานก็วาดลวดลายดอกไม้ท้องถิ่นอย่างดอกคูนและจิตรกรรมฝาผนังที่วัดไชยศรี จังหวัดขอนแก่น ความตั้งใจต่อมาของเขาคือการปั้นโอ่งด้วยวิธีดั้งเดิมให้ได้มากที่สุดเพื่อที่วันหนึ่ง หากศิลปะการปั้นโอ่งนั้นหายไปจากไทยแล้ว ไอคอนสยามจะได้กลายเป็นพื้นที่เก็บบันทึกเรื่องราวหัตถกรรมของไทย

‘ห้องน้ำ’ ในชั้นนี้จึงไม่เพียงเป็นพื้นที่ของการปลดทุกข์แต่ยังเป็นพื้นที่แห่งการสร้างสุขและถ่ายทอดวัฒนธรรม


 

จากภาพ 35,000 ชิ้น คอลลาจเป็น ‘รวมพลังความเป็นไทยหนึ่งเดียว’

หลังสแนปภาพงานศิลปะทุกชั้นกันเรียบร้อย เราขอพาทุกคนไปปรับโฟกัสบริเวณสุราลัยฮอลล์ ชั้น 7 เพราะที่นี่มีงานศิลปะคอลลาจขนาดใหญ่กว่า 10 x 27 เมตร ปรากฏอยู่ ความอลังของงานศิลปะชิ้นนี้คือถ้าเราซูมดูงานใกล้ๆ เราจะเห็นว่าใต้ฉากหลังและคำว่า ‘ไทย’ นั้นเต็มไปด้วยภาพขนาดเล็กกว่า 35,000 ภาพ ซึ่งรวบรวมจากคนจำนวนมากที่ร่วมส่งภาพของตัวเองเข้ามาบอกเล่าความเป็นไทยในมิติต่างๆ 

จากภาพ 35,000 ภาพที่ว่า ‘ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ประทีป สุธาทองไทย’ อาจารย์ประจำคณะศิลปกรรมศาสตร์ ภาควิชาทัศนศิลป์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม ผู้มีชื่อเสียงด้านศิลปะภาพพิมพ์และโฟโต้คอลลาจได้หยิบมารวมให้เป็นภาพหนึ่งเดียวโดยออกแบบเป็นแพทเทิร์นที่ได้รับแรงบันดาลใจจากลายผ้าไทย รูปทรงเรขาคณิตและงานประดับกระจกตู้พระธรรมสมัยรัตนโกสินทร์ซึ่งเป็นสมบัติของชาติ ณ หอสมุดแห่งชาติ


 

อาจารย์ยังเลือกใช้โทนสีเงิน ทอง และนาก ซึ่งสื่อถึงสิ่งสูงค่าเป็นฉากหลัง ตัดสลับกับสีเงินอมเขียวของตัวอักษรเพื่อสร้างมิติที่แตกต่างในแต่ละช่วงเวลา ความน่าสนใจที่อยากชวนสังเกตอีกข้อคือตัวอักษรคำว่า ‘ไทย’ ที่ศิลปินได้ออกแบบขึ้นใหม่จากโครงฟอนต์เก่าของธนบัติไทยแต่ละสมัยเพื่อส่งต่อความรู้สึกเชื่อมโยงถึงความเป็นไทยในอดีต

นอกจากการฮอปงานศิลปะครั้งนี้จะทำให้เราได้ภาพงานอาร์ตเก๋ๆ ไปลงโซเชียลกันแล้ว จะเห็นได้ว่างานศิลปะในแต่ละชั้นนั้นหลากหลายจริงๆ แถมทุกชิ้นยังผ่านกระบวนการสุดละเอียดเพื่อถ่ายทอดความเป็นไทยออกมาอย่างเต็มที่ เรียกได้ว่าไอคอนสยาม ไม่ได้เป็นเพียงพื้นที่มอบความสุขอย่างเดียว แต่ยังเป็นอีกหนึ่งอาร์ตสเปซที่รวบรวมงานอาร์ตของศิลปินชั้นแนวหน้าของไทยและศิลปินระดับโลกที่เปิดให้ทุกคนเข้าถึงงานศิลปะกันได้ไม่ยาก


 

RELATED POSTS

ผืนผ้า ความทรงจำ และทะเลที่ไม่หายไป: วัน แบงค็อก พาผลงานร่วมของ อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล และ Guo-Liang Tan สู่ Singapore Biennale 2025
Advertorial
Posted on Feb 3
สยามเซ็นเตอร์ และสยามดิสคัฟเวอรี่ ชวนเดินสำรวจแรงบันดาลใจทางการออกแบบ พร้อมจุดประกายไอเดียสร้างสรรค์ ผ่านนิทรรศการ ตลาดอาร์ท และเวิร์กชอป ใน Bangkok Design Week 2026
Advertorial
Posted on Jan 30
Decoding Japan ถอดรหัสวิถีญี่ปุ่นที่นำมาสู่แนวคิด “คิดทุกหยดแบบนิปปอน” ของนิปปอนเพนต์ “สีญี่ปุ่น ที่คิดเพื่อคุณ”
Advertorial
Posted on Jan 30
ชวนไป ‘DG TAIWAN 2026’ อีเวนต์ ของคนรักคาแรกเตอร์ งานดีไซน์ และของขวัญสร้างสรรค์ แลนด์มาร์คสายครีเอทีฟที่ต้องมาเช็กอินให้ได้ในปีนี้ 16 - 19 เม.ย. 2026
Advertorial
Posted on Jan 27