สำรวจพลังพิเศษของดนตรีอิเล็กทรอนิกส์ และชีวิตแบบไทย ๆ ในศิลปะดิจิทัล กับสี่ศิลปินจากซีนอิเล็กทรอนิกส์ไทย Pasuth / Soup Snakes / CRSRCRSRRR / Digital Trash 012 ก่อนไปเปิดโสตประสาทที่ DIAGE 2026

Post on 28 October 2026

DIAGE คือเทศกาลที่ศิลปินฝากเตือนว่า “พกที่อุดหูมาด้วยนะ… หยิบแว่นดำติดกระเป๋าไว้เลย”

ไม่ใช่เพราะผลงานของพวกเขาน่ารำคาญ แต่เพราะโปรดักชั่นเทศกาลดนตรีอิเล็กทรอนิกส์และดิจิทัลอาร์ตอย่าง ‘DIAGE’ ขึ้นชื่อมานาน ว่าทะลุทะลวงโสตประสาทอย่างที่หาที่เทียบเคียงยากจริง ๆ และอุปกรณ์ทั้งสองอย่างนั้น จะช่วยให้เราดื่มด่ำกับมันได้ยาวนานยิ่งขึ้น

“มันมีบางย่านเสียงที่เปิดแล้วกางเกงเรากระพือไปเลย” ธนภัทร โอกาสเลิศ หรือ ‘CRSRCRSRRR’ ผู้สร้างดนตรีจากการเขียนโค้ดในคอมพิวเตอร์เล่าถึงประสบการณ์ของเขากับเทศกาลนี้ “จอ LED ปีนี้ใหญ่ กว้าง และสูงแบบหลายช่วงตัวคน ใหญ่ที่สุดที่เคยเล่นมาเลย”

แต่เราไม่ได้แค่อยากอวยโปรดักชั่นอลังการ ที่จริงมันเป็นจุดเริ่มต้นหัวข้อพูดคุยในวันนี้ด้วยซ้ำ ว่างานศิลปะที่ท้าทายขีดจำกัดในการสร้างและการเสพเหล่านี้ มีความหมายอย่างไร? อะไรคือจุดเด่นของเสียงที่สร้างขึ้นมาจากสัญญาณ? คณิตศาสตร์ เมื่อกลายเป็นภาพ จะเปลี่ยนแปลงวิธีการมองโลกของเราอย่างไร? และวัฒนธรรมคลับจะมีหน้าตาอย่างไร เมื่ออยู่ในบริบทของเทศกาล?

GROUNDCONTROL คุยกับสี่ศิลปินจากเทศกาล DIAGE: Digital Trash 012 (ศาสตร์ พรมุณีสุนทร) โปรเจกต์เล่นกับเครื่องสังเคราะห์เสียง Modular synthesizer ของมือเบสวง Bomb at Track, Pasuth (พศุตม์) นักออกแบบภาพเคลื่อนไหว VJ (Visual Jockey) หรือผู้ ‘สร้างโลก’ (worldbuilding), Soup Snakes คู่ดีเจ ผู้เชื่อมดนตรีสายย่อเข้ากับวงการอิเล็กทรอนิกส์, และ CRSRCRSRRR (ธนภัทร โอกาสเลิศ) ศิลปินผู้ทดลองกับกระบวนการสร้างเสียงผ่านงานไลฟ์โค้ดดิ้ง

4 ศิลปิน ที่คล้ายจะแตกต่างในการทำงาน แต่ก็รวมตัวกันในชุมชนดนตรีและศิลปะนี้ เราคุยกันเรื่องเสน่ห์และคุณสมบัติเฉพาะตัวของงานอิเล็กทรอนิกส์ และวิธีการสร้าง-วิธีการเสพที่ต่างออกไปจากโลกของวงแบบกีตาร์-เบส-กลอง เรื่องแรงบันดาลใจจากสิ่งรอบตัว ไม่ว่าจะเป็นตุ๊กแก รถขายไอติม หรือวัฒนธรรมอินเตอร์เน็ต และเรื่องชุมชนภายใต้บริบทของเทศกาลนี้ ว่ามี ‘เพื่อน’ แบบไหน รอเจอเราอยู่ ที่กรุงเทพฯ กับธีม ‘Bangkok Calling’ ที่อาจแปลได้เรียบง่ายเพียงว่า “โปรดมาเที่ยวที่เมืองของฉัน”

เสียงต่ำจนกางเกงกระพือ โน๊ตค้างยาวเป็นชั่วโมง: สุนทรียะของดนตรีอิเล็กทรอนิกส์

ด้านหนึ่ง ‘Digital Trash 012’ คือศิลปินนักเล่นโมดูลาร์ซินธ์ (เครื่องสังเคราะห์เสียงที่ผู้เล่นสามารถเชื่อมต่อสัญญาณและโมดูลต่าง ๆ ได้เอง) เขาได้แรงบันดาลใจจากไฟล์ ‘ขยะดิจิทัล’ สร้างเสียงแปลกใหม่ขึ้นมาในโชว์ด้วยปลายนิ้ว และเป็นหนึ่งในศิลปินที่ดูจะให้คำตอบเราได้ว่าดนตรีอิเล็กทรอนิกส์คืออะไร แต่อีกด้านหนึ่งเขาก็เป็นมือเบสวงร็อคอย่าง Bomb At Track ซึ่งคุ้นชินกับเครื่องดนตรีอย่างกีตาร์ เบส กลอง แบบในวงทั่วไป ในความเห็นของเขา สิ่งที่แตกต่างกันของดนตรีสองแบบนี้มีอยู่ทั้งในการเล่นและการฟัง

“พอมาทำดนตรีสังเคราะห์หนัก ๆ สิ่งที่คิดมันกลายเป็นเรื่องของค่าไฟฟ้าครับ” เขาเล่า “ผมไม่ได้มีความรู้เรื่องไฟฟ้ามาก่อน แต่ค่อย ๆ เรียนรู้โมดูลทีละชิ้น กลายเป็นว่า “ทฤษฎีดนตรี” ลดความสำคัญไปเป็นศูนย์เลยก็ได้ แต่เป็นเรื่องของการจ่ายไฟ สูง-ต่ำ หรือรูปทรงของคลื่นเสียง (Waveform) มากกว่า”

เขามองความคาดเดาไม่ได้ (Randomness) ในดนตรีอิเล็กทรอนิกส์เป็นเสน่ห์ “การหมุนลูกบิดหรือเสียบสายเปลี่ยนตำแหน่งเพียงเล็กน้อย อาจกำเนิดเสียงที่ไม่เคยคิดมาก่อนว่าอยากได้ จนกระทั่งได้ยินมันดังออกมา ทำให้การขึ้นไปลุ้นสดบนเวทีอาจจะมีความน่ากลัวบ้าง แต่ก็ทำให้รู้สึกสนุกกับความเป็นไปได้ของมัน”

“ความถี่” (Frequency) และ “เท็กซ์เจอร์” (Texture) ของเสียง เป็นตัวอย่างองค์ประกอบทางดนตรีที่ก้าวขึ้นมามีบทบาทนำ แทนที่จะเป็นเรื่องของการฟังตัวโน๊ตหรือทางเดินคอร์ด ในดนตรีประเภทนี้

“ดนตรีอิเล็กทรอนิกส์มันไม่ถูกจำกัดด้วยเครื่องว่าต้องมีกี่ชิ้น กี่คน หรือมีเครื่องอะไรบ้าง แต่ละคนก็เลยจะมีวิธีการนำเสนอเครื่องมือต่าง ๆ ในแบบเฉพาะของตัวเอง ทุกคนก็มีไอเดียที่ไม่เหมือนกัน ก็เอามาแชร์กัน ทำให้มันสนุกขึ้นมา— ทุกครั้งที่ไปเล่นผมก็ได้ไอเดียใหม่ ๆ ด้วยเสมอ

“มันไม่มีเรื่องการเล่นโน้ตถูกหรือผิด ทุกอย่างมันเป็นอิสระมาก ๆ จนเห็นอะไรใหม่ ๆ ได้เสมอ บางทีมันความสนุกมันก็อยู่ที่จังหวะเต้นรำ บางทีมันก็สนุกด้วยคลื่นความถี่เสียงที่ต่ำเกินไปกว่าที่เครื่องดนตรีที่ไม่ใช้ไฟฟ้าจะทำได้มาก ๆ หรืออาจสนุกกับพื้นผิวทางเสียงของมัน ที่เราอาจจะไม่ได้คุ้นเท่าจังหวะนับได้แบบเพลงทั่วไป — ความสนุกมันก็มีคนละแบบ”

‘CRSRCRSRRR’ ผู้เติบโตมาในสภาพแวดล้อมของวงโยธวาทิต ก่อนมาสนใจ ‘กระบวนการสร้างเสียง’ ของดนตรีอิเล็กทรอนิกส์ ก็เคยมีประสบการณ์คล้ายกันนี้ “อย่างโชว์ของ Koichi Shimizu (นักออกแบบเสียงและนักแต่งเพลงชาวญี่ปุ่น) ใน DIAGE ปี 2023 มันจะมีบางย่านเสียงที่เปิดแล้วผ้ากางเกงเรากระพือไปเลยจริง ๆ และมีบางตัวโน๊ตที่สั้นหรือยาวเกินกว่าขีดจำกัดทางกายภาพของคนกับเครื่องดนตรีที่ไม่ใช้ไฟฟ้า

“นึกถึงถ้ากดตัวโน๊ตบนเปียโนมันจะดังในนานระดับหนึ่งแล้วก็เบาลงไป แต่ในดนตรีอิเล็กทรอนิกส์ถ้าเราอยากเปิดโน๊ตตัวเดียวยาว ๆ ไปเป็นชั่วโมงเลยก็ทำได้” ศิลปินผู้สร้างดนตรีด้วยการเขียนโค้ดกล่าว

มีม Tiktok อนุภาคของฝูงนก: เบื้องหลังวัฒนธรรมดิจิทัลก็อาจมีวัฒนธรรมท้องถิ่น

ภายใต้ฉากหน้าของเครื่องมือล้ำ ๆ และแสงสีทะลุโสตประสาท ศิลปะดิจิทัลและดนตรีอิเล็กทรอนิกส์อาจมีภูมิหลังทางวัฒนธรรม ที่ไม่ได้หลุดลอยออกไปจากชีวิตประจำวันเช่นเดียวกับศิลปะแนวอื่น ๆ ตั้งแต่เสียงของนก ตุ๊กแก รถไอติม และมีมหลุด ๆ จากอินเตอร์เน็ต วีเจ Pasuth และดีเจ Soup Snakes ทำงานกับสิ่งเหล่านี้ ทั้งในโปรเจกต์ของแต่ละคนเอง หรือในตอนที่พวกเขาทำโชว์ด้วยกัน

หลังจากเป็นดีเจในคลับ ‘Pasuth’ ขยับมาทำเพลง และทำภาพเคลื่อนไหวสด โดยหนึ่งในเครื่องมือที่เขาใช้ก็คือระบบเกมเอนจิน (Game Engine)

“วิธีทำงานของผมคือการหากึ่งกลางระหว่างภาพและเสียง คือหาวิธีที่จะทำให้ผู้ชมเกิดประสบการณ์ร่วมกับมัน ซึ่งองค์ประกอบที่ใช้ก็มาจากการสังเกตสิ่งต่าง ๆ รอบตัว เช่นวิธีการบินของนก การเติบโตของต้นไม้ แล้วเราก็เอามาเล่าบ้าง เป็นการสร้างโลก Worldbuilding ขึ้นมาบ้าง หรือบางทีก็เป็นการคิดแบบคณิตศาสตร์ ขึ้นอยู่กับแต่ละโชว์

“เวลาทำงานผมจะคิดเรื่องลำดับของภาพ (sequence) ผมมองมันเป็นหนัง ว่าเราจะเล่าเรื่องอะไร พาคนดูไปรู้สึกถึงตรงไหน ฉากไหนทำให้คนดูรู้สึกอย่างไร อารมณ์ความรู้สึกจะขึ้นไปตอนไหนแล้วจะลงมาตอนไหน

“พอเครื่องมือที่ผมใช้มันเป็นระบบเกม มันก็เลยมีองค์ประกอบของเกมค่อนข้างเยอะ เช่นวิธีการสัมผัสผลงานมันอาจคล้ายกับการอยู่ในฉากฉากหนึ่ง ในโลกที่สร้างขึ้นมา แต่บางมุมกล้องก็อาจจะตัดสลับไปไวมาก หรือบางทีก็อาจไปอยู่ในที่ที่เราไม่รู้จักเลยก็ได้

“ผมทำงานกับระบบอนุภาค (particle) ที่จำลองปรากฏการณ์ต่าง ๆ ได้ เช่นการรวมตัวของฝูงนก หยดน้ำ น้ำฝน ซึ่งบางทีมันเกิดขึ้นเล็กมาก แต่ส่งผลต่ออะไรที่ใหญ่ขึ้นมาได้ ผมสนใจชุดสมการตัวเลขที่จริง ๆ มันก็มีฟอร์ม มีรูปร่างหน้าตาของมัน ซึ่งมันอธิบายปรากฏการณ์ทางธรรมชาติได้ เช่นการเติบโตของต้นไม้ เราก็สามารถจำลองและทดลองได้ใน game engine

“งานอย่าง DIAGE ก็จะทำให้เห็นความหลากหลายในแง่เครื่องมือของศิลปินในงานด้วย บางคนก็สร้างเครื่องบางอย่างขึ้นมาเองเลย”

แต่เมื่อเราถาม ‘Soup Snakes’ ว่าการร่วมงานกับ Pasuth มีลักษณะอย่างไร เท่าที่เคยทำงานกันมา พวกเขาตอบเพียงว่า “คีย์เวิร์ดมันคืออะไรเหี้ย ๆ อะ”

“เหมือนเราเจอวิดีโออะไรใน Tiktok ก็จะส่งให้เขาเล่น” เขาเล่า

“ผมก็จะโหลดมาทั้งหมดแล้วก็ยำเล่นเป็นอะไรก็ไม่รู้ปล่อยไปทั้งคืน” Pasuth เสริม “มันเป็นพวกวัฒนธรรมอินเตอร์เน็ตแบบท้องถิ่น”

“บางทีโหลดมีมมาแล้วผมไม่ทำอะไรต่อเลย” พวกเขาหัวเราะ “แค่ยำ ๆ รวม ๆ”

“ผมว่ามันก็เพราะเราโตมาในยุคนี้ด้วยกัน เราเสพอะไรที่มันกำลังเกิดขึ้นในปัจจุบัน ตัวอย่างเช่นเพลงพี่███ ที่กำลังดังในอินเตอร์เน็ต มันก็เป็นตัวอย่างโลกปัจจุบันที่เราอยู่ด้วยกัน แล้วคนคนหนึ่งก็สามารถทำงานได้หลากหลายได้ ขึ้นอยู่กับวิธีการที่จะเล่า ว่าปัจจุบันมันเป็นแบบไหนได้บ้าง”

ที่จริงสองดีเจ Soup Snakes ก็อธิบายสไตล์ตัวเองด้วยคำว่าวัฒนธรรมไทยแบบป๊อบ ๆ โดยผสมรวมตั้งแต่เครื่องดนตรีท้องถิ่นอย่าง ‘กาเมลัน’ จากอินโดนีเซีย “เวลาทำเซ็ตดีเจเราจะใช้เสียงรอบตัวอย่างเช่นเสียงตุ๊กแก เสียงรถไอติม เพราะมันเป็นสิ่งที่เชื่อมโยงความรู้สึกกับทุกคนได้ และเราเองก็โตมากับสิ่งเหล่านี้”

นอกจากโชว์ที่พวกเขาเล่น สุนทรียะป๊อบคัลเจอร์ของ Soup Snakes อาจอธิบายได้จากอีกโปรเจกต์กลุ่มคอลเลกทีฟ ‘GIAM TUA na ha’ ที่พวกเขาทำ โดยเริ่มต้นมาจากปาร์ตี้ แล้วกลายมาเป็นอัลบั้มรวมผลงานของเพื่อน ๆ ที่เชื่อมโลกดนตรีฝั่งอิเล็กทรอนิกส์เข้ากับฝั่งดนตรียกล้อและสายย่อ

“ฝั่งอิเล็กทรอนิกส์กับฝั่งดีเจสายย่อเป็นคนละกลุ่มก้อนกัน สิ่งที่เราสนใจคือการทำให้พวกเขามาประสานเข้าหากัน

“บางทีมันก็เริ่มจากการซื้อเพลงยกล้อทางเฟสบุ๊ค แล้วพอทำโปรเจกต์ก็เลยชวนพวกเขามาทำ เพื่อน ๆ ต่างชาติเขาก็ชอบเพลงยกล้อและสามช่า เราก็อยากสร้างสะพานเชื่อม เพราะดนตรีแนวนี้ยังจำกัดอยู่แค่ในเพจภาษาไทย”

ถึงเพื่อน ๆ (ไม่ว่าจะรู้จักกันมาก่อนหรือไม่): โปรดมาเที่ยวที่เมืองของฉัน

“โปรดมาเที่ยวที่เมืองของฉัน” คือนิยามของชื่องานของ DIAGE ในปีนี้ว่า ‘Bangkok Calling’ ในความรู้สึกของ CRSRCRSRRR

เขามองว่ากรุงเทพฯ เป็นเมืองที่มีความหลากหลาย เป็นศูนย์กลางการผสมผสานทางวัฒนธรรม และเป็นพื้นที่ที่พร้อมต้อนรับแขกเข้ามา และนั่นก็เป็นจุดเด่นของงานเทศกาลแบบนี้ด้วย สำหรับเขา

“เทศกาลมันไม่เหมือนการไปดูดนตรีที่คลับเพราะมันมีความหลากหลายสูงมาก ๆ ทางเลือกของคนดูก็มีเยอะขึ้น อย่าง DIAGE ในปีนี้ก็จะมีเพื่อน ๆ เราทั้งจากอินโดนีเซีย หรือสิงคโปร์ ซึ่งเขาก็คงขนเอาวัตถุดิบที่เขามีมาโชว์เต็มที่ในสถานที่เดียวกัน ทำให้เราได้เรียนรู้จากกันและกันด้วย ซึ่งผมคิดว่าสิ่งนี้มีความหมายมาก ๆ ในยุคที่โลกเต็มไปด้วยสื่อแบบที่ดูไปก็เสียเวลา เทศกาลมันคือสื่อที่ผลิตออกมาอย่างตั้งใจ”

และถ้าถามว่าแล้วเทศกาลอย่างนี้จะได้ประสบการณ์ด้อยลงไปกว่าคลับไหม Pasuth คิดว่าไม่ “เราไม่ประนีประนอมกับสิ่งที่ตัวเองอยากโชว์ออกมาอยู่แล้ว ไม่ว่าจะโปรดักชั่นใหญ่หรือเล็ก ทุกคนเล่นออกมาอย่างซื่อสัตย์ต่อสิ่งที่ตัวเองอยากจะเล่น แล้วคนดูเองก็จะรับรู้ได้ถึงพลังงานแบบนี้”

ในแง่เดียวกัน Soup Snakes ก็เห็นว่า “คนที่มา DIAGE ก็คงมีความเปิดใจในระดับหนึ่งอยู่แล้ว และพร้อมที่จะรับสิ่งใหม่” ทำให้เกิดเป็นพื้นที่ส่งต่อพลังงานกันระหว่างกลุ่มคนดูที่ก็เป็นเพื่อน ๆ กันด้วย

“เราคิดว่าคนที่มา DIAGE ก็คือเพื่อน ๆ กัน” CRSRCRSRRR กล่าว “หมายความถึงทั้งเพื่อนที่เรารู้จักกันอยู่แล้ว ได้มารวมตัวกัน และเพื่อนใหม่ที่จะได้ทำความรู้จักกันในอนาคตด้วยนะ หลังจากที่ดูโชว์แล้วมาทำความรู้จักกัน” เขากล่าว กึ่งเชิญชวนมายังทุก ๆ คน