แม้ Game of Thrones จะได้รับแรงบันดาลใจอย่างมากจาก Wars of the Roses สงครามแย่งชิงราชบัลลังก์ของอังกฤษในศตวรรษที่ 15 แต่เมื่อ House of the Dragon พาผู้ชมย้อนกลับไปสู่สงครามกลางเมืองของตระกูลทาร์แกเรียน หรือ 'Dance of the Dragons' ต้นทางของความขัดแย้งกลับย้อนลึกไปไกลกว่านั้นหลายร้อยปี สู่หนึ่งในเหตุการณ์นองเลือดที่สุดของอังกฤษอย่าง The Anarchy
เบื้องหลังสงครามมังกรในโลกแฟนตาซี ไม่ได้มีเพียงเรื่องของมังกรและการแย่งชิงบัลลังก์ แต่ซ่อนโครงสร้างความขัดแย้งที่สะท้อนประวัติศาสตร์จริง ทั้งวิกฤตการสืบราชบัลลังก์ การต่อสู้ของผู้มีสิทธิ์ครองอำนาจ คำสัตย์ของเหล่าขุนนางที่ถูกทดสอบ และสงครามที่ค่อย ๆ เปลี่ยนอาณาจักรจากภายใน
แล้วเหตุการณ์จริงในประวัติศาสตร์อังกฤษถูกนำมาหลอมรวมเป็นมหากาพย์แห่งตระกูลทาร์แกเรียนได้อย่างไร? ไปดูกัน แล้วจะพบว่าเรื่องราวใน Dance of the Dragons และโลกของเวสเทอรอสอาจใกล้เคียงกับปโลกของเราากว่าที่คิด
The Anarchy: สงครามแย่งบัลลังก์ที่เป็นต้นแบบของ Dance of the Dragons
จุดเริ่มต้นของ The Anarchy เกิดขึ้นจากวิกฤตการสืบราชบัลลังก์ที่แทบไม่ต่างจากความขัดแย้งภายในราชวงศ์ทาร์แกเรียน เมื่อพระเจ้าเฮนรีที่ 1 แห่งอังกฤษ ต้องเผชิญกับปัญหาการขาดทายาทชายผู้สามารถสืบทอดบัลลังก์ได้
เดิมที พระองค์มีพระโอรสเพียงคนเดียวที่เป็นความหวังของราชวงศ์ นั่นคือ เจ้าชายวิลเลียม อเดลิน แต่ในปี ค.ศ. 1120 พระองค์เสียชีวิตจากเหตุการณ์เรือไวต์ชิป (White Ship Disaster) ทำให้พระเจ้าเฮนรีที่ 1 ต้องเผชิญกับสถานการณ์ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน นั่นคือการไม่มีทายาทชายโดยชอบธรรมที่จะสืบทอดราชบัลลังก์
เพื่อรักษาเสถียรภาพของราชวงศ์ พระองค์จึงตัดสินใจแต่งตั้งพระธิดา จักรพรรดินีมาทิลดา เป็นผู้สืบทอดบัลลังก์ ซึ่งถือเป็นการตัดสินใจที่ท้าทายธรรมเนียมของยุโรปยุคกลางอย่างมาก เพราะในเวลานั้นแนวคิดเรื่องสตรีขึ้นครองอำนาจยังไม่ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวาง และเหล่าขุนนางจำนวนมากเชื่อว่าบัลลังก์ควรตกเป็นของบุรุษมากกว่า
จักรพรรดินีมาทิลดา
สถานการณ์นี้สะท้อนโดยตรงกับเรื่องราวของกษัตริย์วิซีริสที่ 1 แห่งทาร์แกเรียน ผู้แต่งตั้งเจ้าหญิงเรนีราเป็นผู้สืบทอด แม้จะรู้ดีว่าการเลือกผู้หญิงเป็นทายาทอาจนำมาซึ่งความขัดแย้งภายในอาณาจักร
พระเจ้าเฮนรีที่ 1 ทรงตระหนักว่าการให้มาทิลดาสืบทอดราชบัลลังก์จะต้องเผชิญกับแรงต่อต้าน พระองค์จึงบังคับให้เหล่าขุนนางอังกฤษกล่าวคำสัตย์หลายครั้งว่าจะสนับสนุนสิทธิ์ของพระนางหลังจากพระองค์สิ้นพระชนม์ แต่เมื่อพระเจ้าเฮนรีที่ 1 สิ้นพระชนม์ในปี ค.ศ. 1135 คำสาบานเหล่านั้นกลับถูกละทิ้งอย่างรวดเร็ว เหล่าขุนนางอ้างว่าผู้หญิงไม่เหมาะสมกับการปกครอง และหันไปสนับสนุน สตีเฟนแห่งบลัวส์ ลูกพี่ลูกน้องของมาทิลดาแทน
สตีเฟนแห่งบลัวส์
สตีเฟนฉวยโอกาสเดินทางไปยังลอนดอน ยึดคลังสมบัติของราชวงศ์ และสถาปนาตนเองขึ้นเป็นกษัตริย์แห่งอังกฤษ ก่อนที่มาทิลดาจะสามารถทวงสิทธิ์ของตนเองได้ เหตุการณ์นี้สะท้อนโดยตรงกับการขึ้นครองบัลลังก์ของเอกอนที่ 2 แห่งทาร์แกเรียน เมื่อฝ่ายกรีนสนับสนุนให้เขายึดอำนาจจากเรนีรา แม้ว่ากษัตริย์วิซีริสจะเคยประกาศให้นางเป็นทายาทโดยชอบธรรม
เช่นเดียวกับที่อังกฤษถูกแบ่งออกเป็นสองฝ่ายระหว่างผู้สนับสนุนกษัตริย์สตีเฟนและฝ่ายของมาทิลดา เวสเทอรอสก็ถูกฉีกออกเป็นสองขั้วระหว่างฝ่ายกรีนและฝ่ายแบล็ก จนนำไปสู่สงคราม Dance of the Dragons
หลังจากการแย่งชิงบัลลังก์ อังกฤษเข้าสู่สงครามกลางเมืองยาวนานเกือบสองทศวรรษ ดินแดนถูกแบ่งแยก อำนาจของกษัตริย์อ่อนแอลง และประชาชนต้องเผชิญกับความวุ่นวายอย่างต่อเนื่อง พงศาวดารในยุคนั้นบรรยายช่วงเวลานี้ด้วยถ้อยคำอันโด่งดังว่า บ้านเมืองอยู่ในยุคที่ “ราวกับว่าพระคริสต์และเหล่านักบุญกำลังหลับใหล” สะท้อนถึงความสิ้นหวังต่อความรุนแรงและความไร้ระเบียบที่เกิดขึ้นทั่วอาณาจักร
มาทิลดายกทัพกลับอังกฤษเพื่อทวงสิทธิ์ของตนเอง และในปี ค.ศ. 1141 นางสามารถจับกุมกษัตริย์สตีเฟนได้สำเร็จ ทำให้ดูเหมือนว่าชัยชนะกำลังอยู่ในมือของฝ่ายตน อย่างไรก็ตาม แม้มาทิลดาจะมีสิทธิ์ทางสายเลือด แต่บุคลิกที่แข็งกร้าวและการไม่ยอมประนีประนอมของนางกลับทำให้สูญเสียการสนับสนุนจากประชาชนและศาสนจักร เมื่อพยายามเข้าสู่กรุงลอนดอน ประชาชนกลับลุกฮือต่อต้าน จนนางต้องถอนตัวออกจากเมืองก่อนที่จะได้รับการสวมมงกุฎอย่างเป็นทางการ
เช่นเดียวกับเรนีรา สงครามไม่ได้จบลงด้วยชัยชนะเด็ดขาด แม้ทั้งสองฝ่ายต่างอ้างสิทธิ์เหนือบัลลังก์ แต่ความขัดแย้งกลับค่อย ๆ ทำลายกำลังของทุกฝ่าย จนไม่มีผู้ใดเหลือพลังมากพอที่จะคว้าชัยชนะอย่างสมบูรณ์
เมื่อสงครามดำเนินต่อไปจนทั้งสองฝ่ายเริ่มอ่อนแรง มาทิลดาจึงเปลี่ยนเป้าหมาย จากการพยายามยึดบัลลังก์ด้วยตัวเอง มาเป็นการรักษาสิทธิ์ของพระโอรสอย่าง เฮนรีที่ 2 แห่งอังกฤษ แทน จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นเมื่อพระโอรสของกษัตริย์สตีเฟนเสียชีวิตอย่างกะทันหัน ทำให้ทั้งสองฝ่ายหมดเหตุผลที่จะสู้ต่อ และนำไปสู่ข้อตกลงวอลลิงฟอร์ด
ภายใต้สนธิสัญญานี้ สตีเฟนยังคงครองราชย์ต่อไปจนสิ้นพระชนม์ แต่หลังจากนั้นบัลลังก์อังกฤษจะตกเป็นของพระโอรสของมาทิลดา หนึ่งปีต่อมา สตีเฟนเสียชีวิต และเฮนรีที่ 2 ขึ้นครองราชย์ ก่อตั้งราชวงศ์แพลนทาเจเน็ต ซึ่งกลายเป็นหนึ่งในราชวงศ์ที่ทรงอิทธิพลที่สุดในประวัติศาสตร์อังกฤษ
เฮนรีที่ 2
เส้นทางของ The Anarchy จึงสะท้อนกับตำนาน Dance of the Dragons อย่างชัดเจน สงครามไม่ได้จบลงด้วยชัยชนะของผู้เรียกร้องสิทธิ์ดั้งเดิม เพราะทั้งเรนีราและมาทิลดาต่างสูญเสียโอกาสในการครองบัลลังก์ด้วยตนเอง แต่ท้ายที่สุด สายเลือดของพวกนางยังคงดำรงอยู่ผ่านคนรุ่นใหม่ และกลายเป็นผู้สืบทอดอำนาจที่สงครามทั้งหมดพยายามปกป้องมาตั้งแต่ต้น
ตัวละคร House of the Dragon กับต้นแบบจากประวัติศาสตร์
แม้เรื่องราวของ House of the Dragon จะเกิดขึ้นในโลกแฟนตาซีที่เต็มไปด้วยมังกรและราชวงศ์สมมติ แต่เบื้องหลังตัวละครและความขัดแย้งจำนวนมากกลับได้รับแรงบันดาลใจจากบุคคลและเหตุการณ์จริงในประวัติศาสตร์ ตั้งแต่นักเดินเรือผู้สร้างอำนาจผ่านการค้า สงครามสืบราชบัลลังก์ ไปจนถึงเครือข่ายสายลับในราชสำนัก
แฟน ๆ ของ House of Dragons ต่างวิเคราะห์กันว่า ลอร์ดคอร์ลิส เวแลเรียน หรือ “Sea Snake” เป็นหนึ่งในตัวละครที่สะท้อนภาพของนักสำรวจและพ่อค้าผู้สร้างอำนาจผ่านการเดินทางมากกว่าสายเลือด เขาไม่ได้กลายเป็นบุคคลที่ร่ำรวยที่สุดในเวสเทอรอสจากมรดก แต่สร้างชื่อเสียงและความมั่งคั่งด้วยการเดินทางทางทะเลครั้งยิ่งใหญ่ทั้งเก้าครั้ง หรือ Nine Voyages ซึ่งนำเขาไปสู่ดินแดนตะวันออกและกลับมาพร้อมกับเครื่องเทศ ผ้าไหม และทรัพย์สมบัติจำนวนมหาศาล จนทำให้ตระกูลเวแลเรียนก้าวขึ้นมาเป็นหนึ่งในตระกูลที่ทรงอำนาจที่สุดของอาณาจักร
ลอร์ดคอร์ลิส เวแลเรียน หรือ “Sea Snake”
เรื่องราวของคอร์ลิสสะท้อนภาพนักเดินทางในประวัติศาสตร์อย่าง มาร์โค โปโล ผู้เดินทางตามเส้นทางสายไหมไปยังดินแดนจีนในศตวรรษที่ 13 และนำเรื่องราวของโลกตะวันออกกลับมาเผยแพร่แก่ชาวยุโรป ขณะเดียวกัน การเดินทางของเขายังมีลักษณะคล้ายกับกองเรือมหาสมบัติของ เจิ้งเหอ แม่ทัพเรือแห่งราชวงศ์หมิง ผู้บัญชาการกองเรือขนาดใหญ่ที่เดินทางข้ามมหาสมุทรอินเดียเพื่อนำสินค้า ความรู้ และเครื่องบรรณาการกลับสู่จักรวรรดิจีน คอร์ลิสจึงเป็นภาพแทนของบุคคลในประวัติศาสตร์ที่ใช้การค้าและการสำรวจเป็นเครื่องมือสร้างอำนาจทางการเมือง
ภาพโมเสกของ มาร์โค โปโล จัดแสดงอยู่ภายในพระราชวังดอเรีย-ตูร์ซี (Palazzo Doria-Tursi) เมืองเจนัว ประเทศอิตาลี
นอกจากนี้ ธรรมเนียมการแต่งงานระหว่างสายเลือดของตระกูลทาร์แกเรียน ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อรักษา “สายเลือดมังกร” ให้บริสุทธิ์ ยังได้รับแรงบันดาลใจจากราชวงศ์ปโตเลมีแห่งอียิปต์ หลังจากยุคของอเล็กซานเดอร์มหาราช อียิปต์ตกอยู่ภายใต้การปกครองของราชวงศ์ปโตเลมี ซึ่งมีกฎธรรมเนียมให้กษัตริย์แต่งงานกับพี่น้องของตนเอง เพื่อรักษาความศักดิ์สิทธิ์ของสายเลือดและป้องกันไม่ให้บุคคลภายนอกเข้ามาอ้างสิทธิ์เหนือบัลลังก์
คลีโอพัตราที่ 7 ผู้ปกครององค์สุดท้ายของราชวงศ์ปโตเลมี ก็เป็นผลผลิตจากสายตระกูลที่มีประวัติการแต่งงานระหว่างเครือญาติ และเคยแต่งงานกับพระอนุชาของตนเองตามธรรมเนียมราชวงศ์ แนวคิดนี้สะท้อนกับทาร์แกเรียนอย่างชัดเจน เพราะแม้การแต่งงานระหว่างสายเลือดจะถูกมองว่าเป็นเรื่องผิดธรรมชาติในหลายวัฒนธรรม แต่สำหรับราชวงศ์เหล่านี้ มันคือเครื่องมือทางการเมืองที่ใช้รักษาอำนาจ ความชอบธรรม และสิทธิ์ในการปกครอง
ดังนั้น เบื้องหลังโลกแฟนตาซีของ House of the Dragon จึงเต็มไปด้วยร่องรอยจากประวัติศาสตร์จริง ทั้งการเดินทางเพื่อแสวงหาอำนาจ สงครามแย่งชิงบัลลังก์ การต่อสู้ผ่านข้อมูลข่าวสาร และความพยายามของราชวงศ์ในการรักษาสายเลือดของตนเอง สิ่งเหล่านี้ทำให้ความขัดแย้งในเวสเทอรอสไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของมังกร แต่เป็นภาพสะท้อนของการเมืองและธรรมชาติของอำนาจในโลกมนุษย์
เดมอน ทาร์แกเรียน: เจ้าชายผู้ไล่ล่ามงกุฎ
เดมอน ทาร์แกเรียน เป็นตัวละครที่ไม่ได้ถอดแบบมาจากบุคคลในประวัติศาสตร์เพียงคนเดียว แต่เป็นการผสมผสานบุคลิกและเส้นทางชีวิตของเจ้าชายผู้ทะเยอทะยาน นักรบผู้เก่งกาจ และผู้มีอิทธิพลทางการเมืองหลายคนเข้าด้วยกัน โดยเฉพาะบุคคลจากช่วงสงคราม The Anarchy ซึ่งเป็นแรงบันดาลใจสำคัญของ Dance of the Dragons
หนึ่งในต้นแบบสำคัญคือ เจฟฟรีย์แห่งอ็องฌู (Geoffrey of Anjou) สามีของจักรพรรดินีมาทิลดา ผู้มีบทบาทในการต่อสู้เพื่อสิทธิ์ในราชบัลลังก์อังกฤษ เช่นเดียวกับเดมอนที่แต่งงานกับเรนีราเพื่อเสริมความแข็งแกร่งให้กับการอ้างสิทธิ์ของนาง เจฟฟรีย์ก็ใช้การแต่งงานเป็นเครื่องมือทางการเมืองเพื่อสนับสนุนการขึ้นครองอำนาจของมาทิลดา
เจฟฟรีย์แห่งอ็องฌู
ทั้งสองมีลักษณะร่วมกันในฐานะนักรบผู้มีเสน่ห์ แต่เต็มไปด้วยความทะเยอทะยานและอารมณ์ร้อน พวกเขาเป็นบุคคลที่ทั้งน่าเกรงขามและคาดเดาได้ยาก มีความสามารถด้านการทหาร แต่ในขณะเดียวกันก็มีความทะเยอทะยานส่วนตัวที่ทำให้พวกเขากลายเป็นบุคคลสำคัญในความขัดแย้งทางการเมือง
สิ่งที่เชื่อมโยงทั้งสองอย่างชัดเจนคือมรดกทางสายเลือด หลังจากสงคราม The Anarchy จบลง บุตรของเจฟฟรีย์และมาทิลดา คือ พระเจ้าเฮนรีที่ 2 แห่งอังกฤษ ได้ขึ้นครองราชย์และก่อตั้งราชวงศ์แพลนทาเจเน็ต เช่นเดียวกับสายเลือดของเดมอนและเรนีรา ที่ท้ายที่สุดนำไปสู่การขึ้นครองบัลลังก์ของเอกอนที่ 3 แห่งทาร์แกเรียน แม้ว่าผู้ที่เริ่มต้นการต่อสู้จะไม่ได้เป็นผู้ครองบัลลังก์ด้วยตนเองก็ตาม
นอกจากเจฟฟรีย์แห่งอ็องฌูแล้ว เดมอนยังมีความคล้ายคลึงกับ โรเบิร์ตแห่งกลอสเตอร์ (Robert of Gloucester) พี่ชายต่างมารดาของจักรพรรดินีมาทิลดา ผู้เป็นกำลังสำคัญในฝ่ายของนางระหว่างสงคราม
โรเบิร์ตไม่สามารถขึ้นครองบัลลังก์ได้ เนื่องจากสถานะการเกิดนอกสมรส แต่เขากลายเป็นแม่ทัพคนสำคัญ นักวางกลยุทธ์ และผู้ปกป้องสิทธิ์ของมาทิลดา เขาเป็นกำลังทางทหารที่แท้จริงเบื้องหลังการต่อสู้ของนาง เช่นเดียวกับเดมอนที่ไม่ได้เป็นเพียงเจ้าชายผู้มีสิทธิ์ในราชบัลลังก์ แต่ยังเป็นนักรบและผู้นำทางทหารที่มีบทบาทสำคัญในสงคราม Dance of the Dragons
อย่างไรก็ตาม เดมอนไม่ได้สะท้อนเพียงบุคคลจาก The Anarchy เท่านั้น แต่ยังเข้ากับภาพจำของเจ้าชายยุโรปผู้มีความสามารถและใช้ชีวิตเพื่อแสวงหามงกุฎ เช่น ชาร์ลส์แห่งวาลัวส์ (Charles of Valois) พระอนุชาของพระเจ้าฟิลิปที่ 4 แห่งฝรั่งเศส
ชาร์ลส์แห่งวาลัวส์
ชาร์ลส์แห่งวาลัวส์เป็นเจ้าชายผู้มีความสามารถด้านการทหารและมีความทะเยอทะยานอย่างสูง เขาเคยพยายามแสวงหาบัลลังก์หลายแห่ง ทั้งในอารากอน อัลเบเนีย และแม้แต่ตำแหน่งจักรพรรดิแห่งจักรวรรดิโรมันอันศักดิ์สิทธิ์ แต่ท้ายที่สุดกลับไม่เคยได้เป็นกษัตริย์ด้วยตัวเอง
อย่างไรก็ตาม ความทะเยอทะยานของเขายังคงส่งผลต่อประวัติศาสตร์ เพราะพระโอรสของชาร์ลส์ในเวลาต่อมากลายเป็นกษัตริย์แห่งฝรั่งเศส สะท้อนกับชะตากรรมของเดมอนที่แม้ไม่ได้ครองบัลลังก์เหล็กด้วยตนเอง แต่สายเลือดของเขากลับกลายเป็นผู้สืบทอดราชบัลลังก์ในท้ายที่สุด
สงคราม Dance of the Dragons กับสงครามจริงในประวัติศาสตร์
นอกจากตัวละครและการเมืองภายในราชสำนักแล้ว เหตุการณ์สำคัญใน House of the Dragon หลายครั้งยังได้รับแรงบันดาลใจจากยุทธการและความขัดแย้งในประวัติศาสตร์จริง โดย George R. R. Martin ไม่ได้เพียงหยิบยืมเหตุการณ์เดียวมาเล่าใหม่ แต่ผสมผสานรูปแบบของสงคราม การแย่งชิงอำนาจ และโศกนาฏกรรมจากหลายยุคสมัยเข้าด้วยกัน
เหตุการณ์ยุทธการรู๊กส์เรสต์ (Battle of Rook’s Rest) สะท้อนภาพจากยุทธการลินคอล์น (Battle of Lincoln) ในปี ค.ศ. 1141 หนึ่งในจุดเปลี่ยนสำคัญของสงคราม The Anarchy เมื่อกษัตริย์สตีเฟนแห่งอังกฤษ ผู้เป็นคู่ขัดแย้งกับจักรพรรดินีมาทิลดา ถูกฝ่ายของมาทิลดาจับกุมหลังพ่ายแพ้ในการรบ
ภาพ 'ยุทธการลินคอล์น' (The Battle of Lincoln) จากหนังสือ Historia Anglorum ของ แมทธิว แพรีส
ใน House of the Dragpn ศึกที่รู๊กส์เรสต์จึงไม่ได้เป็นเพียงการปะทะกันระหว่างมังกร หากยังเป็นจุดเปลี่ยนที่สั่นคลอนภาพลักษณ์ของกษัตริย์ผู้เคยถูกมองว่าไร้เทียมทาน การบาดเจ็บสาหัสของเอกอนที่ 2 ทำให้ฝ่ายกรีนสูญเสียความมั่นคง เช่นเดียวกับการถูกจับกุมของกษัตริย์สตีเฟนในยุทธการลินคอล์น ซึ่งกลายเป็นเหตุการณ์ที่ทำให้ผู้คนเริ่มตั้งคำถามต่อความสามารถในการครองบัลลังก์ของพระองค์เอง
ขณะที่ยุทธการเดอะกัลเล็ต (Battle of the Gullet) ได้รับแรงบันดาลใจจากทั้ง ยุทธการซาลามิส และเหตุการณ์ กองเรืออาร์มาดาของสเปน ซึ่งต่างสะท้อนบทเรียนสำคัญของสงครามทางทะเลว่า ความได้เปรียบด้านจำนวนไม่ได้เป็นเครื่องชี้ขาดเสมอไป หากกลยุทธ์ การเลือกพื้นที่ และความสามารถในการปรับตัวสามารถเปลี่ยนผลลัพธ์ของสงครามได้
ในยุทธการซาลามิส กองเรือกรีกใช้ประโยชน์จากช่องแคบที่คับแคบเพื่อจำกัดการเคลื่อนไหวของกองเรือเปอร์เซียซึ่งมีจำนวนมากกว่า ก่อนพลิกสถานการณ์ด้วยยุทธวิธีที่เหนือกว่า ขณะที่ความขัดแย้งระหว่างอังกฤษกับกองเรืออาร์มาดาของสเปน แสดงให้เห็นการปะทะกันระหว่างกองเรือขนาดใหญ่ที่พึ่งพาอาวุธหนัก กับกองเรืออังกฤษที่อาศัยความคล่องตัว การโจมตีระยะไกล และการเลือกจังหวะการรบอย่างแม่นยำ
ทั้งสองเหตุการณ์จึงกลายเป็นแรงบันดาลใจสำคัญต่อการถ่ายทอดยุทธการเดอะกัลเล็ต ที่ไม่ได้เป็นเพียงการต่อสู้ทางทะเลครั้งใหญ่ หากยังเป็นบทพิสูจน์ว่าผู้ที่มีกำลังน้อยกว่าสามารถเอาชนะได้ เมื่อมีภูมิประเทศและกลยุทธ์ที่เหมาะสม
แนวคิดเดียวกันปรากฏในสงครามทางทะเลของเวสเทอรอส เมื่อกองเรือฝ่ายเวแลเรียนต้องใช้ตำแหน่งทางยุทธศาสตร์ในการควบคุมเส้นทางเดินเรือ และเผชิญหน้ากับศัตรูที่มีทั้งจำนวนและอาวุธต่อต้านมังกร
สงครามในสเต็ปสโตนส์ (Stepstones) และการต่อสู้กับครากัส ดราฮาร์ หรือ 'Crabfeeder' สะท้อนภาพความขัดแย้งระหว่างมหาอำนาจทางทะเลกับกลุ่มโจรสลัดที่คุกคามเส้นทางการค้า โดยได้รับแรงบันดาลใจจากประวัติศาสตร์การแย่งชิงอำนาจในทะเลเมดิเตอร์เรเนียน โดยเฉพาะการล้อมมอลตา (Siege of Malta) และสงครามต่อต้านโจรสลัดบาร์บารี
การล้อมมอลตาในปี ค.ศ. 1565 เป็นการเผชิญหน้าระหว่างจักรวรรดิออตโตมัน ซึ่งต้องการขยายอิทธิพลในทะเลเมดิเตอร์เรเนียน กับอัศวินฮอสปิทัลเลอร์แห่งเซนต์จอห์น (Knights Hospitaller) ผู้ปกป้องเกาะมอลตา แม้ฝ่ายออตโตมันจะมีกำลังพลและกองเรือเหนือกว่า แต่กองกำลังป้องกันเกาะสามารถใช้ประโยชน์จากป้อมปราการ ภูมิประเทศ และการตั้งรับอย่างมีระบบ ต้านทานการโจมตีครั้งใหญ่จนฝ่ายออตโตมันต้องถอนกำลัง
ขณะที่สงครามกับโจรสลัดบาร์บารีเป็นความขัดแย้งยาวนานระหว่างรัฐยุโรปกับกลุ่มโจรสลัดจากชายฝั่งแอฟริกาเหนือ ซึ่งควบคุมเส้นทางเดินเรือในทะเลเมดิเตอร์เรเนียนตะวันตก โจรสลัดเหล่านี้อาศัยฐานที่มั่นตามชายฝั่ง การโจมตีแบบฉับพลัน และความรู้เกี่ยวกับน่านน้ำท้องถิ่น เพื่อสร้างภัยคุกคามต่อกองเรือพาณิชย์และมหาอำนาจทางทะเล แม้จะไม่มีกองกำลังขนาดใหญ่เทียบเท่ารัฐมหาอำนาจ
ลักษณะของความขัดแย้งทั้งสองจึงสอดคล้องกับสงครามในสเต็ปสโตนส์ เมื่อกองกำลังของเวสเทอรอสต้องเผชิญกับศัตรูที่ไม่ได้พึ่งพากำลังรบโดยตรง แต่ใช้พื้นที่แคบ ฐานที่มั่น และยุทธวิธีกองโจรเพื่อชดเชยความเสียเปรียบด้านจำนวน สะท้อนแนวคิดสำคัญว่า แม้การควบคุมทะเลจะเป็นหัวใจของอำนาจ แต่พื้นที่ชายขอบและกลุ่มนักรบนอกระบบก็สามารถกลายเป็นภัยคุกคามต่อมหาอำนาจได้เช่นกัน
'การแสดงตำแหน่งของปืนใหญ่ทั้งหมด' (Dimostrazione di tutte le batterie) จิตรกรรมฝาผนังโดย มัตเตโอ เปเรซ ดาเลชโช ณ พระราชวังแกรนด์มาสเตอร์ เมืองวัลเลตตา ประเทศมอลตา ถ่ายทอดเหตุการณ์การล้อมมอลตา ค.ศ. 1565
กลยุทธ์ของครากัส ดราฮาร์ หรือ 'Crabfeeder' ที่หลบซ่อนอยู่ในถ้ำ ใช้ภูมิประเทศเป็นเกราะกำบัง และเลือกโจมตีแบบกองโจร สะท้อนรูปแบบการต่อสู้ของกองกำลังตามพื้นที่ชายฝั่งทะเลเมดิเตอร์เรเนียน ซึ่งมักใช้ความได้เปรียบจากภูมิประเทศเพื่อรับมือกับศัตรูที่มีกำลังเหนือกว่า
อีกหนึ่งเหตุการณ์สำคัญคือการทำลายล้างดินแดนริเวอร์แลนด์สของเอมอนด์ ทาร์แกเรียน ด้วยมังกรวาการ์ ซึ่งสะท้อนยุทธวิธี Chevauchée ที่ใช้ในสงครามร้อยปีระหว่างอังกฤษและฝรั่งเศส
Chevauchée ไม่ใช่การรบเพื่อยึดครองพื้นที่โดยตรง แต่เป็นยุทธวิธีสร้างความเสียหายและความหวาดกลัวต่อศัตรู กองทัพอังกฤษมักบุกเข้าไปในพื้นที่ชนบท เผาหมู่บ้าน ทำลายพืชผล และสังหารปศุสัตว์ เพื่อทำลายฐานทรัพยากร ลดการสนับสนุนของฝ่ายตรงข้าม และบีบให้ศัตรูเข้าสู่ภาวะอ่อนแอโดยไม่จำเป็นต้องเผชิญหน้าในสนามรบ
การใช้วาการ์ของเอมอนด์จึงไม่ได้เป็นเพียงปฏิบัติการทางทหาร แต่เป็นสงครามจิตวิทยาที่มุ่งทำลายขวัญกำลังใจของฝ่ายดำ เช่นเดียวกับที่กองทัพยุโรปยุคกลางใช้การเผาทำลายเพื่อบั่นทอนศัตรู ความน่ากลัวไม่ได้อยู่เพียงในจำนวนผู้เสียชีวิต แต่อยู่ที่การทำให้ผู้คนรู้สึกว่าไม่มีพื้นที่ใดปลอดภัยอีกต่อไป
ขณะที่การต่อสู้เหนือทะเลสาบก็อดส์อาย (Battle Above the Gods Eye) ระหว่างเดมอน ทาร์แกเรียน และเอมอนด์ ทาร์แกเรียน ได้รับแรงบันดาลใจจากยุทธการเฮสติงส์ (Battle of Hastings) ในปี ค.ศ. 1066 หนึ่งในเหตุการณ์สำคัญที่เปลี่ยนแปลงประวัติศาสตร์อังกฤษ
ฉาก 'กษัตริย์ฮาโรลด์ถูกสังหาร' (Harold rex interfectus est) จากผ้าปักบาเยอ (Bayeux Tapestry) ถ่ายทอดยุทธการเฮสติงส์ ค.ศ. 1066
ในยุทธการเฮสติงส์ กษัตริย์ฮาโรลด์ที่ 2 แห่งอังกฤษสิ้นพระชนม์ระหว่างการรบ หลังถูกโจมตีบริเวณดวงตาตามบันทึกในตำนานและภาพถ่ายทอดยุคหลัง เหตุการณ์ดังกล่าวกลายเป็นจุดเปลี่ยนที่นำไปสู่ชัยชนะของวิลเลียมแห่งนอร์มังดี และการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างอำนาจของอังกฤษ
แม้การต่อสู้ระหว่างเดมอนและเอมอนด์จะอยู่ในโลกแฟนตาซีที่มีมังกรเป็นอาวุธ แต่การโจมตีจุดอ่อนของผู้นำฝ่ายตรงข้ามสะท้อนแนวคิดเดียวกัน นั่นคืออำนาจของราชวงศ์สามารถสั่นคลอนได้จากการสูญเสียบุคคลสำคัญเพียงคนเดียว การตายของเอมอนด์จึงกลายเป็นจุดเปลี่ยนของสงครามมังกร เช่นเดียวกับการเสียชีวิตของฮาโรลด์ที่เปลี่ยนเส้นทางประวัติศาสตร์อังกฤษ
ทั้งหมดทั้งมวลนี้ทำให้สิ่งที่ทำให้ House of the Dragon ทรงพลัง ไม่ใช่เพียงเรื่องราวของมังกรหรือราชวงศ์สมมติ แต่คือการนำรูปแบบความขัดแย้งจากประวัติศาสตร์มนุษย์มาสร้างใหม่ จอร์จ อาร์. อาร์. มาร์ติน ไม่ได้คัดลอกเหตุการณ์จริงแบบหนึ่งต่อหนึ่ง หากหยิบเศษเสี้ยวจากสงครามกลางเมืองอังกฤษ การแย่งชิงราชบัลลังก์ยุโรป ยุทธศาสตร์ทางทหาร และโศกนาฏกรรมของราชวงศ์ต่าง ๆ มาผสมผสาน
ผลลัพธ์คือโลกแฟนตาซีที่น่าหวาดหวั่น เพราะแม้เวสเทอรอสจะมีมังกร แต่รากเหง้าของความขัดแย้งกลับเป็นสิ่งเดียวกับโลกจริง นั่นคือความทะเยอทะยาน ความหวาดกลัว และความกระหายในอำนาจของมนุษย์
อ้างอิง
‘The Real Medieval Civil War That Inspires “House of the Dragon.”’ History News Network, 4 September 2022. historynewsnetwork.org.
‘House of the Dragon: The Real History Behind the Game of Thrones Prequel.’ 4 September 2022. denofgeek.com/.
‘The Anarchy: The Real War That Inspired House of the Dragon.’ 13 August 2022. winteriscoming.net.
Henry of Huntingdon, Historia Anglorum: The History of the English People, ed. Diana Greenway (Oxford: Oxford University Press, 1996).
Gesta Stephani: The Deeds of Stephen, trans. K. R. Potter (Oxford: Clarendon Press, 1976).
David Crouch, The Normans: The History of a Dynasty (London: Hambledon Continuum, 2002), 241–265.
Marjorie Chibnall, The Empress Matilda: Queen Consort, Queen Mother and Lady of the English (Oxford: Blackwell, 1991).
Herodotus, Histories, trans. Robin Waterfield (Oxford: Oxford University Press, 1998), Book 8.
Barry Strauss, The Battle of Salamis: The Naval Encounter That Saved Greece (New York: Simon & Schuster, 2004).
Garrett Mattingly, The Armada (Boston: Houghton Mifflin, 1959).
Fernand Braudel, The Mediterranean and the Mediterranean World in the Age of Philip II, trans. Siân Reynolds (Berkeley: University of California Press, 1995).
Ernle Bradford, The Great Siege: Malta 1565 (London: Wordsworth Editions, 1961).
Molly Greene, Catholic Pirates and Greek Merchants of the Mediterranean (Princeton: Princeton University Press, 2010).
Jonathan Sumption, The Hundred Years War, Volume I: Trial by Battle (Philadelphia: University of Pennsylvania Press, 1990).
Clifford J. Rogers, War Cruel and Sharp: English Strategy under Edward III, 1327–1360 (Woodbridge: Boydell Press, 2000).
Frank Barlow, The Battle of Hastings (London: Weidenfeld & Nicolson, 1980).
David Howarth, 1066: The Year of the Conquest (New York: Viking Press, 1977).




