“อยู่ที่เรียนรู้ อยู่ที่ยอมรับมัน” ก็ยังเป็นเนื้อเพลงที่เรียกน้ำตาและชวนร้องตามได้ตลอด แต่บอย โกสิยพงษ์แฝงแนวคิดอะไรอยู่ในเพลง ‘Live and Learn’ กันแน่ถึงได้เดินทางข้ามกาลเวลาขนาดนี้? อาจไม่ใช่เพราะมันคลาสสิกเหนือกาลเวลา แต่เพราะมันสะท้อนปรัชญาแห่งการเปลี่ยนแปลงได้ลึกซึ้ง
และใครจะไปนึกว่าเรื่อง “ความไม่แน่นอนคือความแน่นอน” ในเพลงเพลงหนึ่ง จะกลายมาเป็นชื่อ แคมเปญ ‘Live and Learn Home’ โดยผู้นำแบรนด์อสังหาฯ ลักชัวรีอย่าง SC ซึ่งแปลงแนวคิดนี้มาเป็นการไม่ยึดติดกับภาพในอุดมคติว่าบ้านที่ดีต้องเป็นแบบไหน แต่ยอมรับและออกแบบจากสิ่งที่ผู้อยู่อาศัยเป็นจริง ๆ ต่างหาก ซึ่งได้เจ้าของเพลงตัวจริง บอย โกสิยพงษ์ มาเรียบเรียงและบันทึกเสียงใหม่ จนได้ผลงานที่เติบโตกับหัวใจไปอีกขั้น
ฟังเผิน ๆ เพลงกับบ้านอาจดูเป็นคนละเรื่องกันโดยสิ้นเชิง คือเพลงพูดเรื่องความรู้สึก บ้านพูดเรื่องพื้นที่ใช้สอย แต่ถ้าลองตั้งใจฟังเนื้อเพลงอีกครั้งดู จะพบว่าเพลงนี้พูดเรื่อง “การอยู่” มาโดยตลอด คืออยู่กับสิ่งที่มี ไม่ใช่สิ่งที่ฝัน อยู่กับความเปลี่ยนแปลงที่ไม่มีใครเลือกเวลาได้ และอยู่ร่วมกับคนอื่นโดยไม่จำเป็นต้องเหมือนกัน และไม่จำเป็นต้องเหมือนเดิมไปตลอด และสิ่งเหล่านี้บังเอิญมาตอบโจทย์เดียวกันกับที่นักออกแบบบ้านต้องเผชิญเลย
เพลงเพลงหนึ่งที่แต่งขึ้นเมื่อ 20 ปีก่อนโดยไม่ได้ตั้งใจพูดเรื่องบ้านเลยสักนิด กลายมาเป็นแนวคิดที่อธิบายการออกแบบได้อย่างไร นั่นอาจต้องเริ่มจากคำถามว่า SC ฟังเพลงนี้แล้วคิดอะไรอยู่กันแน่ ก่อนจะตัดสินใจวางแผนกระบวนการ จนมาเป็นบ้าน 8 ซีรีส์ 19 ทำเลศักยภาพ ราคาเริ่มต้น ประมาณ 8-80 ล้านบาท ภายใต้แนวคิด ‘Live and Learn Home’
“สิ่งที่มี” ไม่เหมือน “สิ่งที่ฝัน” ยังไง?
ข้อมูลที่ SC เก็บและนำมาใช้ บางครั้งเป็นเรื่องเล็ก ๆ ที่ดูเหมือนไม่น่าเกี่ยวกับการออกแบบบ้าน แต่กลับทำให้เห็นภาพการอยู่อาศัยจริงได้ชัดขึ้น ตั้งแต่เสียงจาก Call Center การลงพื้นที่ After-sales และ Preventive Maintenance ไปจนถึงการให้ผู้บริหารเข้าไปเห็นบ้านของลูกบ้านด้วยตัวเอง อย่างเช่น ลูกบ้านเก็บกระเป๋าเดินทางไว้ที่ไหน หรือทำไมบ่อดักไขมันบางบ้านเต็มเร็วกว่าที่คาด เพราะทำอาหารบ่อยกว่าที่คิด
รวมถึง Insight เชิงความรู้สึก อย่างบ้านที่เคยแบ่งเป็น ‘ห้องนอน 1’ ‘ห้องนอน 2’ ขนาดไม่เท่ากัน จนทำให้บางคนรู้สึกว่า “ทำไมเราได้ห้องที่เล็กที่สุด” SC จึงนำมาสู่แนวคิด ‘Equitable Home’ การออกแบบให้แต่ละห้องมีคุณภาพใกล้เคียงกัน
เมื่อข้อมูลเหล่านี้สะสมมากขึ้น วิธีคิดของ SC จึงขยับจากการมอง “ครอบครัว” เป็นหนึ่งเดียว สู่การมองคนแต่ละคนในบ้าน หรือ ‘Individual Centric’ เพราะบ้านหนึ่งหลังอาจมีคนสี่คน และทั้งสี่คนก็อาจต้องการพื้นที่ที่แตกต่างกัน
ทั้งหมดนี้สะท้อนความต่างระหว่าง “บ้านที่คิดว่าคนจะใช้แบบไหน” กับ “บ้านที่คนใช้จริง” และเชื่อมโยงกับปรัชญาของเพลง ‘Live and Learn’ — การอยู่กับสิ่งที่มี ไม่ใช่สิ่งที่ฝัน
เพราะบางทีความสุขของเราอาจไม่ได้ต้องการบ้านที่เป็นไปตามภาพในจินตนาการ แต่อาจเป็นแค่ครัวที่ตอบโจทย์คนรักการทำอาหาร หรือมุมเล็ก ๆ ที่ทำให้เรามีสมาธิได้อย่างพอดี
เพราะบ้านที่ดี อาจไม่ใช่บ้านในฝัน แต่คือบ้านที่เข้าใจชีวิตที่เราเป็นอยู่จริง ๆ
อยาก “สุขก็เตรียมไว้” ต้องออกแบบยังไงดี?
ช่วงหนึ่งในเอ็มวีเพลง ‘Live and Learn’ เวอร์ชั่นใหม่ สมาชิกแต่ละคนในครอบครัวมีกิจกรรมที่ต่างกัน แต่ก็ยัง “อยู่ด้วยกัน” ได้ นี่คือแนวคิด ‘Me Time × We Time’ ของ SC ที่มองว่าความสุขของครอบครัว ไม่จำเป็นต้องทำทุกอย่างร่วมกัน แต่คือการมีพื้นที่ให้แต่ละคนได้เป็นตัวเอง และยังกลับมาเชื่อมถึงกันได้
ผู้ใหญ่อาจอยากนั่งชงมัทฉะ เด็ก ๆ อาจอยากวิ่งเล่นหรือกินไอศกรีม สิ่งสำคัญจึงไม่ใช่การแบ่งบ้านให้ทุกคนแยกจากกัน แต่คือ Space Design ที่ทำให้พื้นที่ “เชื่อมกันได้ และแยกออกจากกันได้” ตามจังหวะของชีวิต
เพราะเราไม่มีทางรู้ว่าชีวิตจะเปลี่ยนไปเมื่อไหร่ SC จึงนำแนวคิด ‘Flexible Living’ มาใช้ บ้านไม่จำเป็นต้องกำหนดว่าห้องหนึ่งต้องเป็น “ห้องอะไร” ไปตลอด แต่ควรถามว่า “ห้องนี้มีศักยภาพจะเป็นอะไรได้บ้าง?”
นี่คือแนวคิด ‘Transformable Space’ ที่ทำให้พื้นที่ปรับเปลี่ยนตามชีวิตได้ เช่น ห้องรับแขกที่วันหนึ่งอาจกลายเป็นห้องเด็ก หรือพื้นที่อเนกประสงค์ชั้น 2 ที่เปลี่ยนเป็นมุมเตรียมอาหารและเครื่องดื่มสำหรับวันพิเศษได้
แม้แต่ฟังก์ชัน ‘Lift-ready’ ก็เป็นการเตรียมบ้านให้พร้อมสำหรับอนาคต โดยพื้นที่ที่เตรียมไว้สำหรับลิฟต์ยังสามารถปรับใช้เป็นฟังก์ชันอื่นได้ในวันนี้
เพราะ “ความสุขความทุกข์ไม่มีใครรู้ว่าจะมาเมื่อไหร่” บ้านที่ดีจึงไม่ใช่บ้านที่เตรียมทุกอย่างไว้ตายตัว แต่คือบ้านที่ พร้อมเปลี่ยนไปพร้อมกับชีวิตของเรา
พูดง่าย ๆ คือ บ้านไม่ได้ตีกรอบว่าอนาคตเราจะเป็นอย่างไร แต่เตรียมพื้นที่ให้เราเปลี่ยนแปลงได้เมื่อวันนั้นมาถึง
“สุขก็เตรียมไว้ ว่าความทุกข์คงตามมาอีกไม่ไกล” จึงถูก SC ตีความใหม่เป็น ‘Future-ready Home’ บ้านที่เตรียมพร้อมสำหรับสมาชิกใหม่ กิจกรรมใหม่ หรือไลฟ์สไตล์ที่เปลี่ยนไป โดยไม่จำเป็นต้องพึ่งเทคโนโลยีล้ำสมัย แต่คือบ้านที่ “ยืดหยุ่น” และเติบโตไปพร้อมกับเรา
เช่นเดียวกับเพลง ‘Live and Learn’ ที่ บอย โกสิยพงษ์ นำมาเรียบเรียงใหม่ให้สนุกและร่วมสมัยขึ้น สอดคล้องกับบ้านที่ปรับเปลี่ยนได้ เพราะสิ่งที่ทำให้เพลงนี้ยังเข้าถึงคนรุ่นใหม่ ไม่ใช่การหยุดอยู่กับที่ แต่คือการเปลี่ยนไปพร้อมกับคนฟัง
และนี่คือหัวใจของ Live and Learn Home — บ้านที่เข้าใจว่าอนาคตไม่มีสูตรสำเร็จ แต่เมื่อชีวิตเปลี่ยน บ้านก็ควรเปลี่ยนตามได้
SC จึงพัฒนาแบบบ้านใหม่ 8 ซีรีส์ 27 ดีไซน์ ราคาเริ่มต้น ประมาณ 8-80 ล้านบาท และนำแนวคิด Live and Learn Home ไปใช้ใน 19 โครงการ เช่น แกรนด์ บางกอก บูเลอ
วาร์ด, บางกอก บูเลอวาร์ด ชิกเนเจอร์, เวิร์คเพลส, เวนิว ไอดี, เวิร์ฟ รามคำแหง-วงแหวน และเดอะ พาวิลเลียน วิภาวดี-พหลฯ ปัจจุบันเปิดเผยแล้ว 4 ซีรีส์ ได้แก่ Cape Dutch Revival, Modern Tropical, Pause Series และ Mid-Century Modern
ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.scasset.com




