คุยกับ Lotus Arts de Vivre อเตอลิเยร์คราฟต์ที่นำภูมิปัญญาตะวันออกมา “เล่นแร่แปรธาตุ” ในคอลเลกชันเฟอร์นิเจอร์ร่วมกับดีไซเนอร์จีน Gu Hailong

Post on 16 April 2026

เมื่อพูดถึงโลกของงานคราฟต์ระดับลักชัวรี ชื่อของ Lotus Arts de Vivre (โลตัส อาร์ต เดอ วีฟร์) มักปรากฏขึ้นในฐานะอเตอลิเยร์ศิลป์ที่ยืนหยัดอยู่บนความประณีตของงานฝีมือและมรดกวัฒนธรรมเอเชีย

แบรนด์ก่อตั้งขึ้นในปี พ.ศ. 2525 โดย รอล์ฟ วอน บือเรน และ เฮเลน วอน บือเรน พร้อมแนวคิดในการนำภูมิปัญญาช่างฝีมือดั้งเดิมมาหลอมรวมกับภาษาการออกแบบแบบตะวันตก จนกลายเป็นผลงานเครื่องประดับ ของตกแต่งบ้าน แอ็กเซสซอรีแฟชั่น และวัตถุศิลป์ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว

จุดเด่นสำคัญของแบรนด์คือการใช้วัสดุธรรมชาติหายาก ตั้งแต่ไม้ หิน ไปจนถึงวัสดุอินทรีย์จากธรรมชาติ ควบคู่กับเทคนิคหัตถศิลป์ที่ถ่ายทอดกันมาหลายรุ่น ทำให้ผลงานแต่ละชิ้นไม่ได้เป็นเพียงวัตถุแห่งความงาม หากยังทำหน้าที่เป็นตัวกลางบอกเล่าเรื่องราวของภูมิปัญญาและวัฒนธรรมในภูมิภาคเอเชีย ปัจจุบันแบรนด์มีร้านแฟลกชิปในประเทศไทยและมาเลเซีย พร้อมเครือข่ายตัวแทนในตลาดสำคัญทั่วโลก ตั้งแต่สิงคโปร์ จีน อินเดีย อิสตันบูล รัสเซีย สหรัฐอเมริกา ไปจนถึงมัลดีฟส์และแซงต์บาร์เธเลมี อีกทั้งยังนำเสนอผลงานผ่านนิทรรศการในนานาประเทศอย่างต่อเนื่อง

เมื่อเดือนที่ผ่านมา Lotus Arts de Vivre ได้เปิดนิทรรศการ ‘The Alchemy of Art’ ซึ่งเป็นความร่วมมือกับ GORDON GU สตูดิโอออกแบบร่วมสมัยจากจีน เพื่อนำเสนอคอลเลกชันของตกแต่งบ้านและวัตถุศิลป์ที่หลอมรวมงานคราฟต์จากธรรมชาติเข้ากับนวัตกรรมวัสดุร่วมสมัย นิทรรศการนี้ไม่ได้ตั้งใจเป็นเพียงพื้นที่แสดงเฟอร์นิเจอร์หรือของตกแต่งเท่านั้น หากยังเป็นสนามทดลองที่เชื่อมโยงศิลปะ การออกแบบ และวัฒนธรรมจากสองภูมิภาคเข้าด้วยกัน

สตูดิโอ GORDON GU (กอร์ดอน กู) ก่อตั้งขึ้นในปี พ.ศ. 2565 โดย กู ไห่หลง นักออกแบบผู้มีประสบการณ์กว่า 20 ปีในวงการศิลปะ การออกแบบ และนวัตกรรมไลฟ์สไตล์ แนวคิดหลักของแบรนด์คือการผสานศิลปะ วัฒนธรรม และทรัพย์สินทางปัญญาเข้ากับการใช้ชีวิตอย่างประณีต ผลงานของสตูดิโอมักเลือนเส้นแบ่งระหว่าง “งานศิลปะสำหรับสะสม” กับ “การออกแบบเพื่อการใช้งาน” โครงสร้างของแบรนด์แบ่งออกเป็นสี่กลุ่มหลัก ได้แก่ ART, LUXE, CRAFT และ CASA ซึ่งสะท้อนความสนใจในสุนทรียศาสตร์ร่วมสมัย การทดลองวัสดุ และงานฝีมือระดับสูง

หนึ่งในเอกลักษณ์ที่ทำให้ผลงานของสตูดิโอเป็นที่จดจำคือการบุกเบิกการใช้เรซินผ่านการปรับโครงสร้างระดับโมเลกุล ผสานกับรูปทรงเชิงประติมากรรมที่โดดเด่น จนเกิดเป็นภาพลักษณ์ของดีไซน์ลักชัวรีจีนยุคใหม่ และการออกแบบที่ผสมผสานวิสัยทัศน์ทางศิลปะเข้ากับความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี

ในโอกาสของนิทรรศการครั้งนี้ เราได้มีโอกาสพูดคุยกับ นิกกี้ วอน บูเรน CEO ของ Lotus Arts de Vivre และ กู่ ไห่หลง ผู้ก่อตั้งและผู้อำนวยการฝ่ายสร้างสรรค์ของ GORDON GU ถึงแนวคิดเบื้องหลังโปรเจกต์ที่หลอมรวมงานคราฟต์ดั้งเดิมเข้ากับการออกแบบร่วมสมัย ถึงจุดเริ่มต้นของความร่วมมือระหว่างสองโลกของงานออกแบบ แนวคิดเรื่อง “Alchemy” หรือการเล่นแร่แปรธาตุในเชิงศิลปะ ตลอดจนมุมมองต่อบทบาทของงานคราฟต์ วัสดุธรรมชาติ และความหมายของคำว่า luxury ในโลกปัจจุบัน บทสนทนานี้จึงชวนให้เราเข้าไปสำรวจว่า เมื่อภูมิปัญญาเก่าแก่ของงานหัตถศิลป์มาพบกับการทดลองวัสดุและความคิดแบบร่วมสมัย ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจะสามารถเปิดมุมมองใหม่ให้กับโลกของศิลปะและการออกแบบได้อย่างไร

เคมีของนักสร้างสรรค์

เรื่องราวของโปรเจกต์นี้ไม่ได้เริ่มต้นจากแผนธุรกิจ หากแต่เริ่มจากความบังเอิญระหว่างการเดินทาง โดย นิกกี้ วอน บูเรน เล่าว่าเขาได้พบผลงานเฟอร์นิเจอร์ของ Gordon Gu เป็นครั้งแรกระหว่างการไปเยือนภูเก็ต ภายในโรงแรมแห่งหนึ่งที่จัดวางเฟอร์นิเจอร์ซึ่งมีลักษณะโดดเด่นแตกต่างจากสิ่งที่เคยเห็นมาก่อน ความประทับใจในครั้งนั้นทำให้เขาเริ่มค้นหาว่าใครคือผู้ออกแบบ จนในที่สุดก็ได้ติดต่อกับเจ้าของผลงาน และเดินทางไปเยี่ยมสตูดิโอของเขาที่เมืองหางโจว ประเทศจีน

“จุดเริ่มต้นจริง ๆ ค่อนข้างเป็นเรื่องบังเอิญ ตอนนั้นผมไปเที่ยวภูเก็ต แล้วได้ไปเห็นชิ้นงานเฟอร์นิเจอร์ชิ้นหนึ่งในโรงแรม Four Seasons ซึ่งเป็นงานของ Gordon Gu พอเห็นแล้วก็รู้สึกทันทีว่าเป็นงานที่พิเศษมาก เลยตั้งใจว่าจะต้องหาว่าใครเป็นคนทำ หลังจากนั้นเราก็เริ่มค้นหาข้อมูล จนในที่สุดก็ได้ติดต่อกับเขา แล้วก็มีโอกาสเดินทางไปที่หางโจว ประเทศจีน ไปเยี่ยมเขาที่บ้านและเวิร์กช็อป

“พอไปถึงก็ยิ่งรู้สึกว่ามันไม่ใช่แค่เฟอร์นิเจอร์ธรรมดา วิธีการทำงานของเขา ตั้งแต่กระบวนการผลิตไปจนถึงวิธีดูแลทีมงาน ทุกอย่างละเอียดและพิถีพิถันมาก บ้านของเขาเองก็สะท้อนความคิดสร้างสรรค์แบบศิลปิน ทำให้เรารู้เลยว่าคนคนนี้พิเศษจริง ๆ

เมื่อได้เห็นทั้งเวิร์กช็อป กระบวนการผลิต และสภาพแวดล้อมการทำงานทั้งหมด ก็ยิ่งชัดเจนว่างานของ Gordon Gu ไม่ได้เป็นเพียงเฟอร์นิเจอร์ แต่เป็นระบบความคิดสร้างสรรค์ที่ผสมผสานศิลปะ วัฒนธรรม และเทคโนโลยีเข้าไว้ด้วยกัน ความร่วมมือจึงเริ่มต้นจากสิ่งที่เขาเรียกว่า “เคมี” ระหว่างนักสร้างสรรค์ มากกว่าจะเป็นข้อตกลงทางธุรกิจ

“ความร่วมมือจึงเริ่มต้นจากสิ่งที่เรียกว่า ‘เคมี‘ ระหว่างกันก่อน มากกว่าจะเป็นแผนธุรกิจตั้งแต่ต้น“

ในช่วงแรก Lotus Arts de Vivre เริ่มต้นจากการเป็นผู้จัดจำหน่ายเฟอร์นิเจอร์ของ Gordon Gu ในประเทศไทย ความร่วมมือนี้เปิดโอกาสให้ทั้งสองฝ่ายได้ทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดมากขึ้น ทั้งการเดินทางไปเยี่ยมสตูดิโอ การพาลูกค้าไปชมกระบวนการผลิต และการแลกเปลี่ยนแนวคิดเกี่ยวกับการออกแบบ ยิ่งได้เห็นวิธีการทำงานมากเท่าไร ก็ยิ่งชัดเจนว่าสิ่งที่ Gordon Gu สร้างขึ้นนั้นไม่ได้เป็นเพียงเฟอร์นิเจอร์ แต่เป็นวัตถุที่มีเรื่องเล่าและแนวคิดอยู่เบื้องหลัง เมื่อความสัมพันธ์แน่นแฟ้นขึ้น ความคิดใหม่จึงเริ่มก่อตัวขึ้นว่า หากจะพัฒนาความร่วมมือนี้ให้ลึกยิ่งขึ้น การออกแบบผลงานร่วมกันจริง ๆ อาจเป็นก้าวต่อไปที่น่าสนใจ

“ตอนแรกเราเริ่มจากการเป็นผู้จัดจำหน่ายเฟอร์นิเจอร์ของเขาในประเทศไทยก่อน เป็นขั้นแรกของความร่วมมือ ทำให้เราได้เรียนรู้ธุรกิจของเขามากขึ้น และก็เดินทางไปมาหาสู่กันอยู่บ่อยครั้ง รวมถึงพาลูกค้าไปดูงานที่จีน หลังจากไปครั้งแรก เราก็รู้เลยว่าสิ่งที่เขาทำมันไม่ได้เป็นแค่เฟอร์นิเจอร์ แต่มันมีทั้งวัฒนธรรม ศิลปะ และแนวคิดอยู่ในนั้น

“พอความสัมพันธ์แน่นแฟ้นขึ้น เราก็เริ่มคิดว่า ถ้าเราอยากพัฒนาความร่วมมือนี้ให้ลึกขึ้น เราน่าจะทำงานออกแบบร่วมกันจริง ๆ ไม่ใช่แค่การจัดจำหน่าย”

การเล่นแร่แปรธาตุของวัสดุและความคิด

หนึ่งในจุดเด่นสำคัญของ Gordon Gu ที่ก่อตั้งโดย กู่ ไห่หลง คือวัสดุที่เขาพัฒนาขึ้นเอง วัสดุชนิดนี้เป็นเรซินวิศวกรรมที่ผ่านการปรับโครงสร้างระดับโมเลกุล มีลักษณะคล้ายคริสตัล โปร่งแสง และสามารถขึ้นรูปได้อย่างอิสระ แต่ในขณะเดียวกันก็มีความแข็งแรงและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม สำหรับ Lotus Arts de Vivre ซึ่งเป็นแบรนด์ที่มีชื่อเสียงจากการใช้วัสดุธรรมชาติ การทดลองนำวัสดุร่วมสมัยเช่นนี้มาผสมกับภาษาการออกแบบของตัวเองจึงเหมือนการเปิดพื้นที่ทดลองใหม่ การนำวัสดุจากสองโลก ทั้งโลกของธรรมชาติและโลกของเทคโนโลยี มาหลอมรวมกัน จึงกลายเป็นแนวคิดหลักของคอลเลกชัน และนำไปสู่ชื่อ “The Alchemy of Art” ซึ่งสื่อถึงกระบวนการเล่นแร่แปรธาตุ การทดลองผสมสิ่งต่าง ๆ เพื่อให้เกิดสิ่งใหม่ที่ไม่เคยมีมาก่อน

“หนึ่งในสิ่งที่น่าสนใจมากคือวัสดุที่กู่ ไห่หลงใช้ วัสดุของเขาเป็นวัสดุไฮเทคที่ทันสมัย แต่ในขณะเดียวกันก็เป็นวัสดุที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และที่สำคัญคือมันมี ‘ชีวิต’ วัสดุชนิดนี้สามารถเปลี่ยนรูปร่างหรือพื้นผิวได้ตามมุมมองของการออกแบบ มันเปิดโอกาสให้ศิลปินตีความได้หลากหลาย

“สำหรับ Lotus Arts de Vivre ปกติเราใช้วัสดุธรรมชาติเป็นหลัก ดังนั้นการนำวัสดุชนิดนี้เข้ามาผสมกับภาษาการออกแบบของเรา จึงเหมือนการทดลองบางอย่าง นั่นจึงเป็นที่มาของแนวคิดเรื่อง ‘Alchemy’ หรือการเล่นแร่แปรธาตุ การผสมสิ่งต่าง ๆ ให้เกิดสิ่งใหม่ขึ้นมา”

หากมองจากภายนอก Lotus Arts de Vivre และ Gordon Gu อาจดูเหมือนแบรนด์ที่อยู่คนละโลก ฝั่งหนึ่งคือแบรนด์ไทยที่เติบโตจากงานฝีมือและวัสดุธรรมชาติ อีกฝั่งคือสตูดิโอออกแบบที่ใช้วัสดุไฮเทคและภาษาการออกแบบร่วมสมัย แต่เมื่อทั้งสองโลกมาพบกัน ผลลัพธ์กลับไม่ได้เป็นความขัดแย้ง หากเป็นพื้นที่ตรงกลางที่เปิดโอกาสให้ทั้งสองฝ่ายทดลองและสร้างสรรค์สิ่งใหม่ร่วมกัน สำหรับทีม Lotus ชิ้นงานในคอลเลกชันนี้จึงไม่ได้เป็นเพียงของตกแต่งบ้าน หากเป็น “ศิลปะ” เพราะแต่ละชิ้นเกิดขึ้นจากกระบวนการคิด ทดลอง และสร้างสรรค์เหมือนงานศิลป์มากกว่าการผลิตแบบอุตสาหกรรม

“จริง ๆ แล้วคำว่า Alchemy สะท้อนวิธีทำงานของเราทั้งสองฝ่าย เราเป็นองค์กรที่มีไอเดียเยอะมาก และการออกแบบของเราก็เป็นกระบวนการที่ค่อนข้างลื่นไหล หลายครั้งเวลาเราเข้ามาทำงานในออฟฟิศ เราเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่าวันนั้นจะออกแบบอะไร แต่เราจะทดลอง เล่นกับไอเดียใหม่ ๆ อยู่ตลอด เพราะฉะนั้นกระบวนการมันเหมือนการทดลองจริง ๆ เราไม่รู้ว่าผลลัพธ์สุดท้ายจะออกมาเป็นแบบไหน แต่ความสนุกอยู่ที่การได้เห็นว่ามันจะพัฒนาไปถึงจุดไหน

“สำหรับผมมันมากกว่าของตกแต่งบ้าน มันคือศิลปะ งานของ Lotus ใช้วัสดุธรรมชาติเป็นหลัก ส่วนงานของ Gordon จะมีความโมเดิร์นมากกว่า การร่วมมือกันจึงเหมือนการนำสองโลกมาผสมกัน ด้านหนึ่งคือโลกของงานคราฟต์แบบดั้งเดิม อีกด้านคือโลกของการออกแบบร่วมสมัย”

เมื่อเทคโนโลยีเติบโต งานที่ทำด้วยมือยิ่งมีคุณค่า

ในโลกที่เทคโนโลยีและระบบอัตโนมัติกำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว หลายคนอาจตั้งคำถามว่างานแฮนด์คราฟต์ยังมีความหมายอยู่หรือไม่ แต่สำหรับ Lotus คำตอบกลับตรงกันข้าม ยิ่งโลกเคลื่อนไปสู่เทคโนโลยีมากขึ้นเท่าไร งานที่ทำด้วยมือก็ยิ่งมีคุณค่ามากขึ้นเท่านั้น เพราะแม้ AI จะสามารถสร้างภาพ ออกแบบวัตถุ หรือจำลองสิ่งต่าง ๆ ได้อย่างรวดเร็ว แต่มีสิ่งหนึ่งที่เทคโนโลยีไม่สามารถแทนที่ได้ง่าย ๆ นั่นคือความสามารถในการสร้าง ‘ความฝัน’ ให้กับผู้คน ศิลปะยังคงเป็นพื้นที่ที่มนุษย์ใช้จินตนาการและประสบการณ์ชีวิตในการสร้างสรรค์สิ่งใหม่ และสิ่งนั้นยังคงเป็นสิ่งที่เทคโนโลยีไม่สามารถทดแทนได้อย่างสมบูรณ์

“ผมคิดว่ายิ่งโลกไปทางเทคโนโลยีมากขึ้น งานที่ทำด้วยมือจะยิ่งมีคุณค่ามากขึ้น ในอนาคต AI อาจทำอะไรได้หลายอย่าง แต่มีสิ่งหนึ่งที่ AI ทำไม่ได้ นั่นคือการสร้างความฝันให้กับผู้คน ศิลปะคือสิ่งที่สร้างความฝัน และสิ่งนั้นยังคงต้องมาจากมนุษย์”

แนวคิดนี้ยังเชื่อมโยงกับความหมายของคำว่า “ลักชัวรี” ในยุคปัจจุบัน ในช่วงเวลาที่สินค้าหรูหลายอย่างสามารถเข้าถึงผู้บริโภคได้มากขึ้น ความหรูหราอาจไม่ได้หมายถึงราคาเพียงอย่างเดียวอีกต่อไป สำหรับ Lotus Arts de Vivre ความหรูหราที่แท้จริงคือ “ความหายาก” การครอบครองวัตถุที่มีเพียงชิ้นเดียวในโลก หรือผลิตในจำนวนจำกัด ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างเจ้าของกับวัตถุชิ้นนั้นแตกต่างออกไปทันที ด้วยเหตุนี้ ผลงานในคอลเลกชัน The Alchemy of Art จึงถูกผลิตในรูปแบบ Limited Edition จำนวนจำกัด ต้นแบบหลายชิ้นเป็นงานแบบ one-of-a-kind ก่อนจะถูกพัฒนาเป็นเวอร์ชันที่ผลิตเพียงไม่กี่สิบชิ้น เพื่อรักษาความพิเศษของแต่ละผลงานเอาไว้

“สำหรับเรา Luxury จริง ๆ คือ ‘ความหายาก’ ถ้าคุณซื้อของสักชิ้นแล้วรู้ว่ามันมีแค่ชิ้นเดียวในโลก ความรู้สึกนั้นมันต่างออกไปทันที นั่นคือเหตุผลที่ Lotus ทำงานแบบผลิตจำนวนน้อยมาก หลายชิ้นเป็น one-of-a-kind สำหรับคอลเลกชันนี้ เรานำชิ้นงานต้นแบบที่มีอยู่เพียงชิ้นเดียว มาพัฒนาเป็น Limited Edition ซึ่งก็ยังคงจำนวนจำกัดอยู่”

ท้ายที่สุดแล้ว สิ่งที่ทำให้โปรเจกต์นี้น่าสนใจอาจไม่ใช่เพียงดีไซน์ของวัตถุ แต่คือบทสนทนาระหว่างวัฒนธรรมที่เกิดขึ้นผ่านงานออกแบบ เมื่อช่างฝีมือ วัสดุจากธรรมชาติ และเทคโนโลยีสมัยใหม่ถูกนำมาผสมกันผ่านมุมมองของนักออกแบบจากหลายประเทศ ผลลัพธ์จึงไม่ใช่เพียงสินค้า แต่เป็นเรื่องเล่าทางวัฒนธรรมที่สะท้อนว่าศิลปะจากอดีตสามารถอยู่ร่วมกับโลกสมัยใหม่ได้อย่างไร

และบางที นั่นอาจเป็นความหมายที่แท้จริงของคำว่า Alchemy ในโลกของศิลปะร่วมสมัย ….การหลอมรวมสิ่งที่แตกต่างให้กลายเป็นสิ่งใหม่ที่ไม่เคยมีมาก่อน