ชายคนนี้เขียนบทกวี เขียนคอลัมน์หนังสือพิมพ์ ทำหนัง พัฒนาทฤษฎีว่าด้วยสัญญะ และเป็นคอมมิวนิสต์ (ที่ถูกขับออกจากพรรค) ความคิดของเขาซับซ้อน และหลายครั้งก็เหมือนจะขัดแย้งกัน การลดทอนเขาเหลือเป็น ‘คนทำหนังโหดโรคจิตกินของเสีย’ จึงชวนให้เศร้าอยู่ไม่น้อย แม้พฤติกรรมกับเยาวชนของเขาจะคู่ควรกับคำประณามจริง ๆ
ปิแอร์ เปาโล ปาโซลินี เสียชีวิตในปี 1975 ด้วยวัย 53 ปี จากเหตุฆาตรกรรมอย่างโหดเหี้ยมทารุณ และเต็มไปด้วยปริศนา แค่อ่านคำพรรณาภาพร่างของเขาก็ทำให้เรารู้สึกอึดอัดได้ ทฤษฎีหนึ่งอธิบายว่าเขาพยายามจะล่วงละเมิดทางเพศเด็กหนุ่มวัย 17 ปี จึงถูกทุบตีจนเสียชีวิต อีกทฤษฎีก็ว่ามันคือการสังหารทางการเมือง เมื่อเด็กหนุ่มจากทฤษฎีก่อนหน้ากลับคำให้การว่าจริง ๆ มีคนอีกสามคนเป็นผู้ลงมือฆ่า พร้อมสบถคำด่าไปด้วยว่านี่คือ ‘คอมมิวนิสต์สกปรก’ หรือบางที ฆาตกรอาจทำลงไปไม่ใช่เพราะเกลียดเขา แต่คือคนที่เกลียดชังตัวเอง แล้วนำความรู้สึกนั้นไปลงกับชายคนนี้ เพื่อจบชีวิตตัวตนหนึ่งของตัวเองภายในร่างของปาโซลินี
สำหรับคอภาพยนตร์สายดาร์ก ชื่อของ Salo, or the 120 Days of Sodom (1975) คือผลงานคัลต์ระดับตำนาน ที่นักดูต้องลองทดสอบความคลื่นไส้และอึดอัดสักครั้งให้ได้ ภาพความรุนแรงสุดวิปลาส การทารุณกรรมทางเพศ และฉากบังคับกินสิ่งปฏิกูลที่ถูกจัดวางอย่างเยือกเย็นเป็นระบบ ราวกับคู่มือของความป่าเถื่อน ทำให้หนังเรื่องนี้ถูกแบนในหลายประเทศและขึ้นแท่นเป็นหนึ่งในภาพยนตร์ที่ดูยากที่สุดในประวัติศาสตร์โลก ปาโซลินี เจ้าของผลงานนี้ ถูกตราหน้าว่าเป็นคนทำหนังโรคจิต ก่อนที่ตัวเขาเองจะถูกฆาตกรรมอย่างปริศนาและทารุณหลังจากหนังเรื่องนี้ออกฉายได้เพียงสองสัปดาห์
สมัยวัยรุ่นเขามองตัวเองเป็นคนไม่มีศาสนา โตขึ้นมาในช่วงคลื่นการลุกฮือของนักศึกษปี 1968 เขาเรียกตัวเองเป็นมาร์กซิสต์คาทอลิก เขาอยู่ในคุกสี่เดือนจากหนังสั้น La ricotta (ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของโปรเจกต์รวมดาว Rossellini, Godard, Pasolini, Gregoretti) เพราะมัน ‘ดูหมิ่นศาสนา’ แต่กับอีกผลงานอย่าง The Gospel According to St. Matthew ก็ได้คำชมจากหนังสือพิมพ์วาติกันว่าเป็น ‘หนังพระเยซูที่ดีที่สุดที่เคยมีมาเลย’
ตลอดชีวิตการทำงาน ปาโซลินีหยิบยืมวรรณกรรมคลาสสิกมาดัดแปลงแบบนับครั้งไม่ถ้วน ตั้งแต่งานจากยุคกรีก คริสต์ศตวรรษแรก ยุคกลาง ไปจนถึงศตวรรษที่ 18 ทั้งหมดมาจากสมัยเก่าก่อน ก่อนที่ทุนนิยมและบริโภคนิยมจะมาเปลี่ยนทั้งเมืองและชีวิตของคน และงานทั้งหลายเหล่านั้นก็เคยกระตุ้นข้อถกเถียงมาแล้ว ถูกแบนก็มีบ้าง ถูกหลงลืมก็ไม่น้อย รวมทั้งที่ถูกกลืนกินไปโดยอีกวัฒนธรรมจนเปลี่ยนเรื่อง
ปี 2026 นี้เราจะได้ดู Salo, or the 120 Days of Sodom แบบจอใหญ่กันแล้วที่ House สามย่าน GROUNDCONTROL เลยอยากชวนมาทำความรู้จักคนทำหนังเจ้าของฉายา ‘ท้าทายศีลธรรม’ คนนี้ ผ่านเบื้องหลังวรรณกรรมที่เขาเลือก นำมาดัดแปลง
เราอยากชวนมารู้จักปาโซลินี ในฐานะผู้สังเกตุว่าหิ่งห้อยได้หายไปจากชุมชนอิตาลี ผู้เห็นโลกในอดีต เป็นบ่อกำเนิดของความเป็นไปได้ ผู้หลงใหลในความ “บริสุทธิ์” และผู้ทำความเข้าใจตัวการบ่อนทำลายความบริสุทธิ์นั้น แล้วเราอาจเห็นว่าประวัติศาสตร์ที่น่าสะพรึง ชวนให้เราทั้งโหยหาและหวาดกลัว เพราะมันกำลังชำแหละระบบความคิด ความเชื่อ ความรู้ และ “โครงสร้าง” ทั้งหลาย ที่ประกอบเข้าเป็นความเป็นมนุษย์ข้ามกาลเวลา
The Gospel According to St. Matthew (1964)
หนังพระเยซูที่ดีที่สุด จากคอมมิวนิสต์ไร้ศาสนา
ปาโซลินีไม่ได้เป็นชาวคริสต์ เขาเติบโตมาแบบไม่เชื่อในพระเจ้า แล้วโตมาสนใจแนวคิดแบบมาร์กซิสต์ในช่วงหลังสงครามโลก แต่ในปี 1962 เมืองอัสซีซีกำลังรอต้อนรับสมเด็จพระสันตะปาปาหัวปฏิรูป จอห์นที่ 23 ปาโซลินีนั่งอ่านพระวรสารนักบุญมัทธิวเวอร์ชันต้นฉบับ และประทับใจใน “ความงามทางศีลธรรม” หรือความเป็นมนุษย์ของพระเยซูมาก ๆ หลายปีต่อมา ภาพยนตร์ The Gospel According to St. Matthew (1964) ของเขาได้รับคำชมจากหนังสือพิมพ์ในวาติกันว่าเป็นหนังเกี่ยวกับพระคริสต์ที่ดีที่สุดที่เคยมีการสร้างมาเลย… เรื่องราวของพระคริสต์ฉบับนี้เป็นอย่างไรกันแน่? ทำไมคอมมิวนิสต์ผู้ไม่มีพระเจ้าในหัวใจถึงได้ซาบซึ้งกับมันถึงขึ้นทำหนัง ซึ่งดันทำถึงจนได้การยอมรับขนาดนั้น?
“พระวรสารนักบุญยอห์นนั้นเร้นลับไป ของมาระโกก็หยาบกระด้างเกิน และของลูกาก็ซาบซึ้งเกิน” ปาโซลินีพูดถึงพระวรสารทั้งสี่เล่มในศาสนาคริสต์ พระวรสาร (Gospels) คือเรื่องราวของพระเยซูคริสต์ในคัมภีร์ไบเบิลภาคพันธสัญญาใหม่ มีเนื้อหาเกี่ยวกับ “ข่าวดี” คือพระชนม์ชีพ คำสอน การสิ้นพระชนม์ และการคืนพระชนม์ของพระเยซู ซึ่งตั้งชื่อตามชื่อผู้ที่เชื่อกันว่าเป็นผู้เขียน โดยพระวรสาร 4 ฉบับที่คริสตจักรยอมรับเข้าในสารบบคัมภีร์ไบเบิล
สำหรับพระวรสารนักบุญมัทธิว จุดเด่นหลักคือการนำเสนอพระเยซูในฐานะผู้สืบสายจากประวัติศาสตร์ยิว โครงเรื่องจะเล่าแบบแบ่งเป็นเรื่องเล่ากับคำเทศนาสลับกัน โดยมีฉากสำคัญของเรื่องอยู่ที่คำเทศนาบนภูเขา เกี่ยวกับความสุขอันแท้จริง (Beatitudes) และลักษณะหรือคุณสมบัติของสาวกพระเยซูคริสต์ ผู้ที่เหมาะสมสำหรับแดนสวรรค์ มันคือเนื้อหาที่กินใจชาวคริสเตียนเชื้อสายยิวที่ไม่มีที่ยืนบนโลก (เพราะด้านหนึ่งก็อำนาจโรมันยึดครอง อีกด้านก็คือชุมชนยิวกระแสหลักที่ไม่ยอมรับศรัทธาใหม่) แนวคิดเรื่องความสุขที่แท้จริงจึงเป็นการโอบรับและสร้างพื้นที่สำหรับผู้คน เช่นคนที่บกพร่องหรือยากจน แท้จริงนั่นคือเรื่องดีนะ เพราะอาณาจักรสวรรค์เป็นของเขา (เพราะไม่ยึดติดกับสิ่งใด รู้ว่าตัวเองไม่มีอะไร และเปิดรับพระเจ้าใจหัวใจ) แต่มาถึงตรงนี้ยิ่งสงสัยกันแล้วใช่ไหม ว่านี่เกี่ยวกับมนุษยนิยมอย่างไรนะ…
สำหรับปาโซลินี ผู้มีชนชั้นแรงงานในหัวใจ แนวคิดเหล่านี้ฟังดูการเมืองมาก พระเยซูในเรื่องนี้ไม่ใช่พระเจ้าบนฟ้า แต่เป็นกวีนักปฏิวัติ ผู้เดินเท้าเปล่าในดินแดนแห้งแล้ง และเทศนาท้าทายอำนาจโดยตรง เรื่องราวของพระเยซูคือเรื่องราวของการแสวงหาและพิสูจน์ความรู้ โดยปราศจากความหวาดกลัว และปาโซลินีเลือก “ดัดแปลง” เป็นภาพยนตร์โดยไม่ลดไม่เพิ่มคำพูดเลย ทุกข้อความที่เราได้ยินในหนัง ก็คือทุกข้อความที่อยู่ในพระวรสารนักบุญมัทธิว (น่าจะถูกใจพี่ชายสายเคารพต้นฉบับ) แต่เขาใช้มุมกล้องและจังหวะซึ่งชวนให้นึกถึงหนังสารคดี มีทั้งภาพสั่น ๆ เพราะถือกล้องด้วยมือ และภาพนิ่งจากหนัง ปาโซลินีเชื่อจนสุดใจว่าไม่มีภาพหรือคำพูดใดที่จะสามารถไปถึงจุดสูงสุดทางกวีนิพนธ์ของงานประพันธ์ต้นฉบับได้ และนั่นไม่ใช่เรื่องโรแมนติกสุด ๆ ไปเลยหรอ กับการแสวงหาความบริสุทธิ์จากคนธรรมดา ภูมิประเทศธรรมดา แต่เรื่องราวไม่ธรรมดา…
Oedipus Rex (1967)
โศกนาฏกรรมในสถาบันครอบครัว
เรื่องของลูกที่ฆ่าพ่อและแต่งงานกับแม่อาจฟังดูผิดแปลก แต่กลับกลายเป็นหนึ่งในโศกนาฏกรรมที่โด่งดังและถูกพูดถึงมากที่สุดในประวัติศาสตร์โลก บทละคร Oedipus Rex ของ Sophocles ถูกเขียนขึ้นราว 429 ปีก่อนคริสตกาล ในช่วงเวลาที่กรุงเอเธนส์กำลังเผชิญทั้งโรคระบาดและสงคราม
อีดิปัสถูกพยากรณ์ตั้งแต่เกิดว่า วันหนึ่งเขาจะฆ่าพ่อและแต่งงานกับแม่ของตัวเอง พ่อแม่จึงสั่งให้นำทารกไปปล่อยตายบนภูเขา แต่ทาสที่ได้รับคำสั่งกลับสงสาร เขาจึงฝากเด็กไว้กับคนเลี้ยงแกะ ก่อนที่อีดิปัสจะถูกส่งต่อไปเติบโตในฐานะบุตรบุญธรรมของกษัตริย์อีกเมืองหนึ่ง
โศกนาฏกรรมเริ่มขยับเข้าใกล้ชะตากรรมเมื่ออีดิปัสล่วงรู้คำพยากรณ์ และพยายามหนีออกจากเมืองเพื่อหลีกเลี่ยงมัน ระหว่างทางเขาทะเลาะกับชายกลุ่มหนึ่งและลงมือฆ่าพวกเขา โดยไม่รู้เลยว่าหนึ่งในนั้นคือพ่อแท้ ๆ ของตนเอง หลังจากนั้นเขาเดินทางกลับสู่เมืองธีบส์ ช่วยชาวเมืองจากปริศนาของสฟิงซ์ จนได้รับรางวัลเป็นบัลลังก์กษัตริย์ และการอภิเษกกับราชินีม่ายของเมือง ซึ่งก็คือแม่แท้ ๆ ของเขา
บทละครต้นฉบับไม่ได้เล่าเรื่องทั้งหมดตามลำดับเวลา แต่เริ่มต้นจากช่วงที่อีดิปัสกลายเป็นกษัตริย์ผู้เป็นที่รักของประชาชนแล้ว ขณะเดียวกัน เมืองธีบส์กำลังถูกปกคลุมด้วยโรคระบาด ผู้พยากรณ์บอกว่า เมืองจะไม่สงบจนกว่าจะตามหาฆาตกรของไลอัส อดีตกษัตริย์แห่งธีบส์มาลงโทษ อีดิปัสจึงเริ่มสืบสวนหาความจริง ก่อนจะค่อย ๆ ตระหนักว่า คนที่เขาตามล่าอยู่ก็คือตัวเขาเอง
สำหรับ ปิแอร์ เปาโล ปาโซลินี เรื่องราวนี้อาจสะท้อนบางอย่างที่ใกล้ตัวเขาไม่น้อย พ่อของปาโซลินีเป็นนายทหาร ผู้มีความสัมพันธ์ที่ตึงเครียดกับภรรยาอยู่เสมอ ขณะที่แม่คือคนที่เขาผูกพันอย่างลึกซึ้ง ถึงขั้นเขียนบทกวีอุทิศให้เธออยู่บ่อยครั้งในลักษณะที่ชวนให้รู้สึกกระอักกระอ่วนไม่น้อย อย่างไรก็ตาม ปาโซลินียืนยันอย่างหนักแน่นว่าเขาไม่เคยมีความปรารถนาทางเพศต่อแม่ของตัวเอง แต่ถึงอย่างนั้น หนังเรื่องนี้ก็ยังสั่นคลอนภาพ ‘ครอบครัวอันศักดิ์สิทธิ์’ ได้อย่างรุนแรงอยู่ดี
บางทีการมองหนังเรื่องนี้ในฐานะการสำรวจ ‘ความทุกข์สากล’ ของมนุษย์อาจเหมาะสมกว่า ความทุกข์ที่ไม่ได้เกิดจากเงื่อนไขทางสังคมหรือประวัติศาสตร์เท่านั้น แต่เป็นบางสิ่งที่ติดอยู่กับการดำรงอยู่ของมนุษย์อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ต่างจากงานก่อนหน้าอย่าง The Gospel According to St. Matthew ที่ยังแสวงหาภาพอดีตอันบริสุทธิ์ ปาโซลินีใน Oedipus Rex กลับหันไปหาภูมิทัศน์ของทะเลทราย ป้อมดินเหนียว เสื้อผ้าที่ปะปนข้ามยุคข้ามวัฒนธรรม ไปจนถึงภาพพ่อในเครื่องแบบทหารกลางศตวรรษที่ 20 ราวกับต้องการทำให้เรื่องเล่านี้หลุดออกจากเวลา และกลายเป็นฝันร้ายที่เป็นของมนุษย์ทุกยุคสมัย
Medea (1969)
สัญชาติญาณปะทะอารยธรรม
เมเดียเป็นตำนานเทพปกรณัมกรีกที่ไม่มีคำตอบถูกผิด แต่มีคู่ขัดแย้งที่เผชิญหน้ากันอย่างสมศักดิ์ศรี มันเต็มไปด้วยภาษาแบบนักปฏิบัติและภาษาของเกียรติยศ ซึ่งผู้ชมก็เหมือนจะนั่งอยู่ระหว่างโลกสองใบที่ไม่มีทางเจรจากันได้นี้
เรื่องเริ่มต้นจากเมเดียและเจสัน สองสามีภรรยาที่มีลูกชายด้วยกันสองคน แต่เจสันกำลังจะทอดทิ้งเธอไปแต่งงานกับเจ้าหญิงเกลาเช เพื่อสถานะและอำนาจทางการเมือง แม้เขาจะพยายามอธิบายว่าตนยังสามารถดูแลเมเดียต่อไปได้ก็ตาม เมเดียปฏิเสธข้อเสนอนั้นอย่างสิ้นเชิง เธอส่งชุดอาบยาพิษไปให้เกลาเช จนเจ้าหญิงและกษัตริย์ผู้เป็นพ่อเสียชีวิต ก่อนจะลงมือฆ่าลูกชายทั้งสองของตัวเอง เพื่อทำลายทุกสิ่งที่เจสันเห็นว่ามีค่า และท้ายที่สุด เมเดียก็หลบหนีไปบนรถม้าของเฮลีออส เทพสุริยะผู้เป็นปู่ของเธอ ราวกับย้ำว่าพลังในตัวเธอนั้นมาจากสายเลือดแห่งทวยเทพ ซึ่งอยู่เหนือกฎเกณฑ์ของโลกมนุษย์
มันเป็นการปะทะกันของโลกศักดิ์สิทธิ์และโลกฆราวาส สิ่งที่วนเวียนอยู่เสมอในผลงานตลอดชีวิตของปาโซลินี เมเดียเป็นตัวแทนของโลกยุคก่อนประวัติศาสตร์ที่ขับเคลื่อนด้วยสัญชาตญาณ ธรรมชาติอันดำมืด และเวทมนตร์ ในขณะที่เจสันเป็นภาพแทนของอารยธรรมเมือง และระบอบแห่งเหตุผลที่พยายามเอาชนะธรรมชาติ สิ่งที่เจสันพูดอาจสมเหตุสมผลในแบบของเขา และสัญญาของเขาก็อาจมีน้ำหนักพอให้ชีวิตเคลื่อนต่อไปได้ แต่มันสมเหตุสมผลสำหรับโลกแห่งทวยเทพที่เชื่อมต่อกับธรรมชาติและพิธีกรรมไหมเล่า
The Decameron (1971)
คำเย้ยหยันต่อสถาบันที่เหมือนจะดี
หลังจากทำหนังพระเยซูจนวาติกันยอมรับมาแล้ว ปาโซลินีพลิกมุมมาหยิบ Decameron วรรณคดีอิตาเลียนที่พระสันตะปาปาไม่ชอบเอาเสียเลย แถมยังเคยมี ‘ฉบับปรับปรุง’ ที่แก้จนคลีนแล้ว แต่คนก็ยังไม่อ่านกันอยู่ดี…
Decameron เขียนโดย Giovanni Boccaccio ช่วงปี 1348–1353 ในยุคสมัยแห่งกาฬโรค (อีกแล้ว) ท่ามกลางบรรยากาศที่กองศพถมกันอยู่บนถนน คนในครอบครัวทอดทิ้งกัน กฎหมายไม่มีอำนาจ และนักบวชหนีเอาชีวิตรอดเหมือนกับคนอื่น Decameron บรรยายหายนะนี้ตั้งแต่ต้นอย่างละเอียด ก่อนจะนำไปสู่ทางออกสุดสร้างสรรค์ คือชายหญิงรวมสิบคนหนีออกจากเมือง ไปพักในคฤหาสน์ชนบท และเล่านิทานด้วยกันวันละสิบเรื่องเป็นเวลาทั้งหมดสิบวัน รวมทั้งหมด 100 เรื่อง
มันคือวรรณคดีที่มาประกาศพลังของวรรณคดีว่า ในยามที่โลกพังทลาย มนุษย์จะยังอยู่รอดได้ด้วยเรื่องเล่า ด้วยชุมชนเล็ก ๆ ที่ยึดโยงกันด้วยบทสนทนา ด้วยเสียงหัวเราะและร้องไห้ร่วมกัน
นิทานแต่ละเรื่องมีเนื้อหาที่หลากหลาย แต่ล้วนอยู่ใต้ธีมเดียวกัน คือการเอาตัวรอดของคนธรรมดาอย่างเฉลียวฉลาด จากพวกคนมีอำนาจที่หน้าซื่อใจคด ซึ่งตรงนี้แหละที่อาจทำให้คริสตจักรไม่ค่อยโปรดมันนัก เพราะหลายเรื่องในนี้มีนักบวชใช้ตำแหน่งมาหลอกลวงสาวกบ้าง หรือใช้ชีวิตขัดกับความเชื่อของเขาโดยสิ้นเชิง แต่มันก็ไม่ใช่การเล่าเพื่อประท้วงอย่างโกรธเกรี้ยว มันเล่าเคล้ารอยยิ้มแบบเย้ยหยัน แต่แน่นอนว่ามันก็ดูท้าทายมากแล้ว สำหรับสถาบันหลักเหล่านั้น
ปาโซลินีคัดนิทานเพียงเก้าเรื่องจากทั้งหมดหนึ่งร้อยเรื่องของ The Decameron มาสร้างเป็นหนัง โดยส่วนใหญ่เป็นเรื่องเกี่ยวกับเพศ ความปรารถนา และบรรดานักบวชที่ทำตัวน่าขบขัน เขาเลือกเมืองเนเปิลเป็นฉากหลังด้วยความ ‘ดิบ’ ของมัน ซึ่งเป็นความ ดิบในความหมายที่ยังไม่ถูกทุนนิยมกลืนกิน
เหตุผลที่เขาเลือกเรื่องเหล่านี้ อาจอยู่ในปรัชญาที่ซ่อนอยู่ภายใต้ความ ‘ลามก’ ของหนัง เพราะมันชวนให้คิดว่าร่างกายมนุษย์นั้นมีความศักดิ์สิทธิ์ในตัวเอง ก่อนที่ศาสนาจะเข้ามาบัญญัติความละอาย และก่อนที่โลกทุนนิยมจะเปลี่ยนมันให้กลายเป็นสินค้า The Decameron จึงอาจเป็นเหมือนหลักฐานทางประวัติศาสตร์ ว่าครั้งหนึ่งความปรารถนาไม่ได้ถูกมองว่าเป็นบาป หรืออย่างน้อยก็ไม่ใช่สิ่งที่ต้องถูกลงโทษและห้ามตั้งคำถามอยู่เสมอ
The Canterbury Tales (1972)
หลายชีวิตเมื่อมันเต็มไปด้วยชีวา
แม้จะชนะเวทีใหญ่อย่าง Golden Bear ที่เบอร์ลินปี 1972 แต่หนัง The Canterbury Tales ก็ได้เสียงตอบรับที่แตกเป็นสองฝ่าย บางคนชอบที่มันเฉลิมฉลองความเป็นมนุษย์ บางคนประณามว่ามันเป็นหนังลามก ส่วนปาโซลินีไม่เห็นด้วยกับทั้งสองความเห็นนั้น…
เดิมที เจฟฟรีย์ ชอเซอร์ เขียน The Canterbury Tales ขึ้นมาจากการ ‘หยิบยืม’ ทั้ง Decameron รวมถึงนิทานและตำนานอีกมากมายมาใช้อย่างเปิดเผย เขานำเรื่องเล่าเหล่านั้นไปใส่ไว้ในปากของตัวละครจากหลากหลายชนชั้น ตั้งแต่อัศวิน พ่อค้า ชาวนา ไปจนถึงนักบวช ทั้งหมดต่างผลัดกันเล่านิทานระหว่างการเดินทางจากลอนดอนไปยังแคนเทอร์เบอรีเพื่อแสวงบุญ
เช่นเดียวกันกับอีกหลายเรื่องในลิสต์นี้ The Canterbury Tales เขียนขึ้นท่ามกลางการระบาดของกาฬโรค (อีกแล้ว…) แถมคริสตจักรก็กำลังอยู่ในยุคแปลก ๆ ที่มีพระสันตปาปาสองพระองค์พร้อมกัน แถมยังมีการลุกฮือของชาวนาที่ลอนดอน ซึ่งเรียกร้องให้ยกเลิกระบบศักดินาและทาสติดที่ดิน
ความน่าสนใจของ The Canterbury Tales อยู่ที่โครงสร้างซึ่งเปิดให้หลายเสียงพูดทับซ้อนกันไปพร้อม ๆ กัน โดยไม่มีเสียงไหนถูกยืนยันอย่างชัดเจนว่าเป็น ‘เสียงจริง’ ของผู้เล่า แม้แต่ตัวผู้เขียนอย่างเจฟฟรีย์ ชอเซอร์ เองก็ปรากฏตัวเป็นตัวละครในเรื่อง แต่กลับเป็นตัวละครที่ดูพูดไม่เก่ง เล่าเรื่องได้น่าเบื่อ ราวกับจงใจซ่อนตัวเองไว้หลังฝูงชนและปล่อยให้คนอื่นพูดแทนเขา
อัศวินผู้สูงส่งควรจะพูดก่อน แต่ชาวนาก็ขัดจังหวะโดยไม่ได้ขออนุญาต แถมเรื่องราวยังมีความหยาบคาย ลามก และโจมตีค่านิยมของอัศวินแบบตรง ๆ แต่ก็ไม่มีใครทำร้ายอะไรกัน มีแค่คนขำและขัดเคือง ส่วนนักบวชในเรื่องก็ขายใบอภัยบาปแบบถูก ๆ แถมยอมรับแบบตรงไปตรงมาว่ากำลังหลอกลวง เขารู้อยู่แก่ใจว่าความโลภเป็นบาป แต่ก็หยุดไม่ได้ เพราะมันก็เป็นเรื่องที่เล่าสนุก เขาไม่ได้ประณามศาสนาตรง ๆ แต่ชำแหละมันให้เห็นว่าเบื้องหลังศาสนาก็มีมนุษย์เป็นผู้ดำเนินการ และมนุษย์ก็เต็มไปด้วย ‘ความเป็นมนุษย์’ อย่างที่เห็น
ปาโซลินีรับบทเป็นเจฟฟรีย์ ชอเซอร์ ด้วยตัวเองในหนัง เขาเลือกเล่าเรื่องของนักบวชทุจริต เรื่องเพศ และเรื่องตลกหยาบโลน ตัดทอนส่วนที่ ‘สูงส่ง’ ออกไป แล้วหันกล้องไปยังพื้นที่ ‘ต่ำ ๆ’ อย่างตลาด ห้องนอน หรือแม้แต่ส้วม เพราะสำหรับเขา นั่นต่างหากคือสถานที่ที่ความจริงของมนุษย์อาศัยอยู่ แม้แต่ภาพนรกในหนังก็ยังดูค่อนไปทางสนุกสนานมากกว่าน่าหวาดกลัวเสียอีก…
Arabian Nights (1974)
ห่วงโซ่แห่งเรื่องไม่ปกติ
‘อาหรับราตรี’ หรือ 1001 ราตรี คือแหล่งรวมเรื่องเล่า ที่เพิ่มพูนสะสมมาตลอดหลายศตวรรษจากหลายวัฒนธรรม แกนหลักของเรื่องมาจากเปอร์เซียก็จริง แต่ก็มีเรื่องเล่าจากอิรัก ซีเรีย อียิปต์ และที่อื่น ๆ ซ้อนทับกันเป็นชั้น ๆ ในนั้นด้วย บางเรื่องที่คนรู้จักกันดีอย่างอลาดินหรืออาลีบาบา ก็ไม่ได้อยู่ในต้นฉบับภาษาอาหรับด้วยซ้ำ แต่แต่งเพิ่มเข้าไปโดยชาวฝรั่งเศส…
กรอบใหญ่ที่เชื่อมเรื่องเล่าทั้งหมดใน 1001 ราตรี เข้าด้วยกัน คือเรื่องของกษัตริย์ชาห์ริยาร์ ผู้เจ็บปวดจากการถูกภรรยาทรยศ จนหันไปแก้แค้นด้วยการแต่งงานใหม่ทุกคืน แล้วสั่งประหารเจ้าสาวในรุ่งเช้า วนซ้ำอยู่อย่างนั้นเรื่อยมา กระทั่งคืนหนึ่ง เชเฮราซาดเข้ามาเป็นเจ้าสาวของเขา แต่แทนที่จะรอความตาย เธอกลับเริ่มเล่านิทาน และจงใจหยุดไว้กลางเรื่องก่อนฟ้าสาง ทำให้กษัตริย์อยากฟังตอนต่อในคืนถัดไป เชเฮราซาดจึงเล่าเรื่องต่อไปเรื่อย ๆ คืนแล้วคืนเล่า จนครบ 1001 ราตรี และท้ายที่สุด กษัตริย์ก็เลิกวงจรแห่งความรุนแรง ก่อนจะตกหลุมรักเธอแทน
เป็นอีกครั้งที่ ‘เรื่องเล่า’ แสดงพลังในทางปฏิบัติอย่างแท้จริง มากพอจะหยุดยั้งอำนาจดิบ ๆ และวงจรความรุนแรงได้ และก็เป็นอีกครั้งที่เรื่องเล่าไม่จำเป็นต้อง ‘ดี’ ตามมาตรฐานศีลธรรมเสมอไป แต่อาจ ‘ดี’ ได้เพียงเพราะมันสนุก มีเสน่ห์ และน่าติดตาม ภายใน 1001 ราตรี (ตั้งแต่ต้นฉบับ) จึงเต็มไปด้วยเรื่องของพ่อค้าและนักเดินทาง เรื่องยักษ์ เวทมนตร์ ความรัก การทรยศ ปัญญา ความโง่เขลา และแน่นอน เรื่องเพศ ทั้งหมดสะท้อนให้เห็นว่าโลกที่ให้กำเนิดเรื่องเล่าเหล่านี้เป็นโลกที่หลากหลายเพียงใด โลกของตลาด ท่าเรือ การเดินทาง และการแลกเปลี่ยนข้ามวัฒนธรรมในยุคทองของโลกอิสลาม
ปาโซลินีถ่ายหนังเรื่องนี้ในเยเมน เอธิโอเปีย อิหร่าน และเนปาล เหล่าสถานที่ที่ยังไม่ถูก ‘ทำลาย’ โดยความทันสมัยตะวันตก (อีกแล้ว) ใช้นักแสดงที่ไม่ใช่มืออาชีพ (อีกแล้ว) โดยพูดภาษาท้องถิ่น (อีกแล้ว) แต่เขาเปลี่ยนเรื่องเดิม จากเจ้าสาวที่เล่าเรื่องเพื่อเอาชีวิตรอด มาเป็นเรื่องของทาสที่ตามหาคนรัก แล้วจากเรื่องนั้นเขาถึงค่อยร้อยเรียงเรื่องเข้าสู่เรื่องอื่น
ปาโซลินีเคยอธิบายไว้ว่านิทานทุกเรื่องใน 1001 ราตรี เริ่มต้นด้วย โชคชะตามาปรากฎตัว’ ในความ ‘ไม่ปกติ’ แล้วความผิดปกติหนึ่งก็ก่อให้เกิดอีกความผิดปกติ แล้วสร้างห่วงโซ่ที่คือชีวิต
Salò, or the 120 Days of Sodom (1975)
สัญญะแห่งราคะและพิธีกรรมของมัน
ปี 1785 ที่ฝรั่งเศส มาร์กีส์ เดอ ซาด ถูกคุมขังอยู่ในคุกบาสตีย์ เขาเขียน Les 120 Journées de Sodome ลงบนม้วนกระดาษยาวราว 12 เมตร ด้วยลายมือขนาดเล็กจิ๋ว ก่อนซ่อนมันไว้ในกำแพงห้องขัง สี่ปีต่อมา การบุกยึดคุกบาสตีย์กลายเป็นชนวนสำคัญของการปฏิวัติฝรั่งเศส เดอ ซาดรอดออกมาได้ แต่เชื่อว่าต้นฉบับเล่มนี้สูญหายไปแล้ว เขาเสียใจอย่างหนัก ถึงขั้นบอกว่าตัวเอง ‘ร้องไห้เป็นสายเลือด’ โดยไม่รู้เลยว่าแท้จริงแล้วมันถูกค้นพบและส่งต่อกันอย่างลับ ๆ ก่อนจะได้รับการตีพิมพ์ในเวลาต่อมา
Les 120 Journées de Sodome มีตัวละครหลักเป็นขุนนาง นักบวช นักกฎหมาย และนายธนาคาร ตัวแทนของสี่สถาบันอำนาจหลักในระบอบเก่าของฝรั่งเศส พวกเขาพาเด็กหนุ่มสาว ทาส และเหยื่อคนอื่น ๆ ไปกักขังในปราสาทห่างไกล เพื่อทรมาน ข่มขืน และสังหารอย่างเป็นระบบ ตัวเรื่องถูกจัดวางอย่างเยือกเย็น มีการจำแนก ‘ประเภท’ ของความรุนแรง มีบันทึกรายการ และมีตารางเวลา ราวกับคู่มือทางวิทยาศาสตร์ของความป่าเถื่อน
ตลอด 120 วันแห่ง ‘ความวิตถาร’ หนังสือเล่มนี้เรียงลำดับ ‘ราคะ’ ทั้ง 600 รูปแบบให้รุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ ในแต่ละเดือน ตั้งแต่การกินอุจจาระ ปัสสาวะ และอาเจียน ไปจนถึงการล่วงละเมิดเด็ก การทรมาน การตัดอวัยวะ การเผาคนทั้งเป็น และการสังหารหมู่
สำหรับนักวิชาการบางคน นี่คือการวิจารณ์ชนชั้นสูงและอำนาจที่ไม่ต้องรับผิดชอบต่อใคร ว่าสุดท้ายแล้วมันสามารถนำมนุษย์ไปไกลได้เพียงใด ขณะที่บางคนมองว่ามันคือการทดลองทางความคิดแบบสุดขั้วของยุคเรืองปัญญา หากโลกไม่มีพระเจ้า ไม่มีศีลธรรมที่ถูกสถาปนาไว้ มนุษย์จะไปถึงจุดไหนกันแน่ แม้แต่โครงสร้างแบบ ‘จัดหมวดหมู่’ ของหนังสือ ก็ยังดูเหมือนล้อไปกับวิธีคิดแบบวิทยาศาสตร์สมัยใหม่ ที่พยายามจำแนกทุกสิ่งอย่างเป็นระบบ
ฌอร์ฌ บาตาย เคยเรียกหนังสือเล่มนี้ว่าเป็นงานเพียงชิ้นเดียวที่เผย ‘จิตใจมนุษย์อย่างที่มันเป็นจริง’ แต่ถึงอย่างนั้น ก็คงมีน้อยคนที่จะอ่านมันจนจบได้โดยไม่รู้สึกคลื่นไส้
ในปี 2017 รัฐบาลฝรั่งเศสมอบสถานะ ‘สมบัติแห่งชาติ’ ให้ต้นฉบับม้วนกระดาษนี้ แต่ก่อนจะมาถึงจุดนั้น มันผ่านทั้งการลักลอบส่งต่อ การซื้อขาย การขโมย และคดีความข้ามพรมแดน ประวัติของมันจึงสะท้อนเนื้อหาภายในอย่างประหลาด ราวกับแม้แต่สิ่งที่บันทึกความชั่วร้ายของอำนาจ ก็ยังกลายเป็นวัตถุที่ผู้มีอำนาจต้องการครอบครอง
เมื่อ ปิแอร์ เปาโล ปาโซลินี นำมันมาสร้างเป็น Salò, or the 120 Days of Sodom เขาย้ายฉากจากฝรั่งเศสยุคระบอบเก่าไปยังสาธารณรัฐซาโล รัฐหุ่นเชิดของนาซีในอิตาลีช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง ผู้มีอำนาจทั้งสี่กลายเป็นกลุ่มฟาสซิสต์ผู้เสพสุข ซึ่งเป็นตัวแทนของอำนาจทางการเมือง ทหาร ศาสนา และกฎหมาย
แต่ Salò ไม่ได้เป็นหนังการเมืองในความหมายตรงไปตรงมา มันไม่ได้ชี้นิ้วด่าว่าใครคือคนผิดอย่างง่าย ๆ หากกลับเน้นไปที่พิธีกรรม สัญลักษณ์ และโครงสร้างของอำนาจที่ค่อย ๆ เปลี่ยนร่างกายมนุษย์ให้กลายเป็นวัตถุ บังคับให้ผู้คนบริโภคในแบบที่ถูกกำหนด และทำลายความเป็นปัจเจกไปจนหมดสิ้น สิ่งเหล่านี้สะท้อนโลกทุนนิยมร่วมสมัยในสายตาของปาโซลินี โลกที่เขามองด้วยทั้งความหวาดกลัวและความเกลียดชัง
หนังออกฉายในเดือนพฤศจิกายน ปี 1975 เพียงสองสัปดาห์หลังจากปาโซลินีถูกสังหารเสียชีวิต




