ตอนที่ได้ยินว่า ‘คิมเบอร์ลี่ - เพลงพิณ สุชนวนิช’ หรือ ‘Kim Suchonvanich’ อธิบายเอกลักษณ์ในการทำงานศิลปะของตัวเองว่า เธอสนใจในสิ่งที่เรียกว่า ‘ปัจจุบันขณะของร่างกาย’ เราก็สงสัยขึ้นมานิด ๆ ว่า ปัจจุบันที่ว่าคือปัจจุบันแบบไหน แต่เมื่อมองไปที่ภาพวาดสีสันสนุกสดใสของเธออยู่สักพัก เราก็เริ่มมองเห็นภาพของสิ่งที่เรียกว่า ‘ปัจจุบัน’ ในสไตล์ของเธอขึ้นมาอย่างเข้าใจ
Kim Suchonvanich คือ นามปากกาที่คิมหยิบชื่อเล่นกับนามสกุลของตัวเองมาผสมกัน เพราะหลังจากที่เธอต้องย้ายไปเรียนและใช้ชีวิตที่ประเทศอังกฤษตั้งแต่อายุ 11 ปี จนจบปริญญาตรีจาก Camberwell College of Arts, University of the Arts London ในสาขา Fine Art: Painting สิ่งที่ตามมาจากการได้ใช้ชีวิตและเติบโตที่ต่างประเทศมาอย่างยาวนาน คือความรู้สึกไม่ค่อยผูกพันกับชื่อจริงของตัวเองสักเท่าไร
เธออธิบายถึงที่มาของความรู้สึกนี้ว่า น่าจะมาจากการที่ชื่อไทยนั้นออกเสียงยากสำหรับคนต่างชาติอยู่พอสมควร และนั่นทำให้ทุกครั้งที่เธอได้ยินชื่อของตัวเอง จึงเกิดความไม่คุ้นเคยกับชื่อนั้นขึ้นมา ตอนนี้เมื่อเธอได้ย้ายกลับมาอยู่ที่ไทยกับครอบครัว และตัดสินใจเป็นศิลปินอิสระเต็มตัว เธอเลยอยากกลับมาใช้ชื่อของตัวเอง เพราะรู้สึกว่า นี่เป็นชื่อที่ใช่ที่สุด เป็นตัวเองที่สุด นั่นเอง
ย้อนกลับมาที่คำว่า ‘ปัจจุบันขณะ’ คิมเล่าว่า “ถ้าพูดถึงเอกลักษณ์ในงานของเรา สิ่งแรกที่คนมักจะนึกถึงน่าจะเป็นเรื่องสีค่ะ คือคิมชอบใช้พาเลตสีที่สดจัด ฉูดฉาด จนเกือบจะเป็นสีนีออนเลยค่ะ เพราะเรารู้สึกว่า มันดึงดูดและสนุกมาก แน่นอนว่า พอเลือกใช้สีแบบนี้ ความท้าทายที่ตามมาคือการทำให้สีที่แรงขนาดนั้น สามารถอยู่ร่วมกันได้บนผ้าใบอย่างสมดุล ซึ่งพอทำได้แต่ละครั้ง มันเหมือนเป็นความสำเร็จเล็ก ๆ ที่ทำให้รู้สึกดีมากเลย (หัวเราะ)”
“ในแง่ของธีม ในตอนนี้งานที่คิมสนใจจะเป็นเรื่องสถานะของร่างกายในปัจจุบันค่ะ ไม่ใช่ปัจจุบันในเชิงยุคสมัย แต่เป็นเรื่องของ “ตอนนี้เลย” ว่า ร่างกายเรารู้สึกยังไง มันปวดไหม มันตึงตรงไหน มันโค้งงอแบบไหน คือ คิมมีปัญหาเรื่องกระดูกสันหลัง ซึ่งมันเหมือนเป็นเสียงรบกวนเล็ก ๆ ที่เราไล่ยังไงมันก็ไม่หายไป สุดท้ายเลยเลือกที่จะ “ฟังมัน” มากกว่าจะหนีมัน แล้วค่อย ๆ แปลความรู้สึกเหล่านั้นออกมาเป็นรูปทรง สี และจังหวะบนผ้าใบค่ะ”
สำหรับจุดเริ่มต้นแรงบันดาลใจของการทำงานสไตล์นี้ คิมอธิบายว่า “เริ่มจากเมื่อช่วงปีสองปีที่แล้ว คิมได้แรงบันดาลใจจากศิลปิน Transcendentalist (แนวคิดทางปรัชญาและวรรณกรรมจากสหรัฐฯ ในศตวรรษที่ 19 ที่เชื่อว่าความจริงสูงสุดมาจาก “ประสบการณ์ภายใน” ของมนุษย์ เน้นการเชื่อในตัวเอง ฟังเสียงข้างใน และการเชื่อมโยงกับธรรมชาติ มากกว่าการยึดติดกับกฎเกณฑ์หรือเหตุผลของสังคม) ชาวอเมริกันชื่อ แอกเนส ลอว์เรนซ์ เพลตัน (Agnes Lawrence Pelton) ค่ะ
“เรารู้สึกว่าเขาเป็นคนที่เก่งมาก ๆ สามารถสร้างบรรยากาศของความเงียบ ความอัศจรรย์ และอีกหลายความรู้สึกได้ผ่านการใช้สีและการเล่นแสง แต่พอคิมลองทำบ้าง กลับพบว่ามันปวดหลังค่ะ (หัวเราะ) รายละเอียดเล็ก ๆ ที่อยากใส่ลงไปก็ต้องอาศัยความอดทนสูง ซึ่งคิมเองยังมีไม่มากพอในแต่ละวัน พอทำไปสักพักก็เริ่มรู้สึกตัน เพราะภาพในหัวไม่ออกมาบนผ้าใบ”
“ตอนนั้นเลยลองขึงผ้าใบใหม่ข้าง ๆ กัน แล้ววาดแบบไม่ต้องมีแพลนมากนัก ปล่อยไปตามความรู้สึก อยากใช้สีเหลืองก็เหลืองให้สุด แต่ผลลัพธ์ที่ได้กลับสนุกและลื่นไหลแบบที่ไม่เคยเป็นมาก่อน งานในช่วงหลังเลยค่อย ๆ กลายมาเป็นแนวนามธรรมมากขึ้น และทำให้เริ่มเข้าใจว่าทำไมเราถึงชื่นชอบผลงานของ ฮิลมา อัฟ คลินต์ (Hilma af Klint) และ เฮเลน แฟรงเคนธาเลอร์ (Helen Frankenthaler) มาตลอด”
“คิมยังเลือกใช้สีน้ำมันเพราะคุณภาพของสีที่สดและนวล รวมถึงมันเปิดโอกาสให้เราได้ “อยู่กับงาน” ได้นาน สามารถเบลนด์และสร้างเลเยอร์ได้ลึกและมีมิติ ส่วนการฝึกฝน คิมไม่ได้มีสูตรอะไรตายตัวเลยค่ะ ส่วนใหญ่คือ “นั่งทำไปเรื่อย ๆ” ลองผิดลองถูกกับมันจนกว่าจะได้ผลลัพธ์ที่ใกล้กับสิ่งที่คิดไว้ เพราะที่มหาลัยเองก็ไม่ได้สอนเทคนิคการวาดโดยตรง แต่จะเน้นเรื่องวิธีคิด การตั้งคำถาม และการศึกษางานของศิลปินคนอื่น ๆ มากกว่า”
“คิมเลยเรียนรู้ผ่านการลงมือทำจริง ดูเพื่อนในสตู ลองผิด ลองถูก แล้วก็เตือนตัวเองเสมอว่า A skill takes time — and you’ve got a whole life ahead of you to refine your craft. (ทักษะทุกอย่างต้องใช้เวลาเติบโต — และคุณยังมีเวลาอีกทั้งชีวิตที่จะค่อย ๆ พัฒนามันในแบบของตัวเอง)
เรายังชวนคิมให้เล่าถึงโปรเจกต์ล่าสุดที่ตัวเองกำลังทำอยู่ให้ฟังหน่อย ซึ่งเธอก็แชร์ว่า “โปรเจกต์ล่าสุดคือชุดงานจบชื่อ ‘What bone (in pink)?’ เป็นภาพวาดสีน้ำมันบนผ้าใบทั้งหมดห้าชิ้น ที่ใช้สีเหลืองสดเป็นแกนหลัก ชื่อผลงานมาจากความรู้สึกปฏิเสธความจริง เกี่ยวกับสภาพร่างกายของตัวเอง เหมือนถ้ามีคนถามว่า “How’s your bone?” คำตอบของคิมในตอนนั้นน่าจะเป็น “What bone?” (หัวเราะ)”
“ในตัวภาพ จะมีรูปทรงคล้ายกระดูกสีชมพู ค่อย ๆ เคลื่อนที่และเปลี่ยนแปลงก้อนสีเหลืองไปเรื่อย ๆ เหมือนการแทรกแซงของบางสิ่งในร่างกาย พื้นหลังที่เข้มขึ้น กับขอบภาพที่สว่างขึ้น สื่อถึงเวลาที่ค่อย ๆ ผ่านไป แกนหลักของงานชุดนี้คือเรื่องของ transformation หรือ การเปลี่ยนแปลง ค่ะ”
What bone?, 2025
Oil on canvas
ชิ้นนี้ คือ จุดเริ่มต้นของ What bone (in pink)?,2025 เลยค่ะ ชอบชิ้นนี้เพราะมันทำให้เรารู้สึกได้จริง ๆ ว่าความเรียบง่ายมันก็ไม่ได้แย่นะ สำหรับคิม ความสมดุลของสี และองค์ประกอบ ดูแล้วสบายตามากเลย
Eternal Return, 2023
Oil, acrylic and brass framed mirror on 25 woodblocks
Eternal Return, 2023 เป็นชุดผลงานที่ทำตอนอยู่ปี 1 เพื่อเอาไปร่วมแสดงโชว์ที่ Bargehouse Gallery ในลอนดอน ตอนนั้นมีเวลาเหลือน้อยมาก ๆ แต่อยากทำผลงานชุดที่ทำมาจากบล็อกไม้แปดนิ้ว ที่มีภาพหนึ่งเป็นจุดศูนย์กลางในสี่เหลี่ยมจัตุรัส บวกกับเห็นรูปสถานที่จัดแสดงคือตึกมันใหญ่มีหลายชั้น ผนังใหญ่มาก ๆ มีรอยขรุขระมี ผิวสัมผัสดิบ ๆ ถ้าเราวาดแค่เก้าชิ้น งานเราจะจมหายไปเลยแน่ ๆ เลยเร่งทำยี่สิบห้าชิ้นจนได้ค่ะ
คิมใช้รูปจากชีวิตช่วงนั้นที่ถ่ายไว้ในโทรศัพท์ เป็นสิ่งอ้างอิงในการวาด ภูมิหลังคือ สุขภาพจิตคิมในตอนนั้นมันแย่ที่สุดในชีวิตเลย ภาพและสีที่ใช้เลยออกมาแบบนั้น สื่อถึงความเจ็บปวด ความเหงา ความชาในใจ วิธีที่ตั้งใจให้ดูภาพ คือ มองจากภาพซ้ายบน มองเป็นวงกลมลงมาไปถึงภาพที่สดใสมาหน่อยตรงขวาบน แล้วย้อนกลับไปถึงความทรมานตรงซ้ายบนอีกที เป็นการสะท้อนประสบการณ์ช่วงนั้นของคิมแล้วเปรียบมันเป็นกงล้อของชีวิต เหมือนให้กำลังใจตัวเองแบบท้อ ๆ ว่า ถึงตอนนี้จะแย่ขนาดนี้ มันก็จะดีขึ้นเหมือนครั้งที่แล้วนะ แต่รู้ไหมว่า ความรู้สึกพวกนี้อาจจะกลับมาในอนาคตอีกครั้ง และอีกครั้งเรื่อยไป อยู่ที่เราแล้วว่า จะทำยังไงกับมัน คิมเลยให้ชิ้นตรงกลางเป็นงูกินหาง หรือ ouroboros สัญลักษณ์ของวัฏจักรนิรันดร์ หรือ Eternal Return การกลับมาแบบไม่รู้จบ
งานนี้คิมรู้สึกว่าอธิบายยากมาก ๆ เลยเพราะรายละเอียดเยอะมาก ซึ่งมันทำให้คิมรู้สึกเปราะบางสุด ๆ (หัวเราะ) แต่หวังว่า จะเข้าใจสิ่งที่คิมสื่อออกไป และขอเป็นกำลังใจให้ทุกคนที่กำลังทุกข์อยู่นะคะ คุณไม่ได้อยู่ตัวคนเดียว ใจดีกับตัวเองมาก ๆ นะคะ
ในช่วงท้าย คิมได้ตอบคำถามที่เราถามเธอถึงผลงานในอนาคตของตัวเองว่า “ไหน ๆ ก็พูดถึงการเปลี่ยนแปลงแล้ว ตอนนี้ชีวิตคิมมีการเปลี่ยนแปลงเยอะมากเลยค่ะ (หัวเราะ)เช่น เรื่องย้ายประเทศกลับมาเมืองไทยที่เราไม่ได้อยู่มาแล้วกว่า 12 ปี ตอนนี้เลยพยายามค่อยเป็นค่อยไป ค่อย ๆ สร้างพื้นที่ของเรา ไม่เร่ง เพราะยิ่งเร่งยิ่งเครียด งานก็จะออกมาไม่ดี เดี๋ยวปวดหลัง ปวดคอ ปวดหัวอีกค่ะ (หัวเราะ)”
“และเพราะว่า เราเป็นคนที่โฟกัสกับปัจจุบันมาก ๆ ด้วยมั้งคะ เลยตอบไม่ได้ว่างานในอนาคตจะออกมาแบบไหน แค่อยากทำตรงหน้าให้ดีที่สุดค่ะ แต่ในอนาคตที่ไกลไปอีกหน่อย อยากจัดงานเลกเชอร์และเชิญศิลปินมาพูด คิดว่าเป็นการเพิ่มบทสนทนาและคอมมูนิตี้ที่น่าจะสนุกดีค่ะ คิมอยากให้ศิลปะเป็นหัวข้อที่เข้าถึงง่ายขึ้นกว่านี้ สำหรับคนที่ไม่ได้เป็นศิลปินด้วย”
“ตอนนี้เลยโฟกัสเรื่องการย้ายของเข้าสตูดิโอใหม่ที่คิมเช่ากับเพื่อนศิลปินจิตรกรรมที่เรียนมาด้วยกัน ชื่อ ธีรธัธ ทองใบ ทั้งตึกมีศิลปินหลายคนหลายเจนเลย ตื่นเต้นที่จะได้ทำงานมาก ๆ ค่ะ” เธอสรุป
สามารถติดตามผลงานของ Kim Suchonvanich ได้ที่ https://www.instagram.com/kmschvnch/




