ราซีน่าร์ อูเบรอย บาจาจ จากลูกสาวที่ถูกพ่อลากไปดูบัลเล่ต์ สู่การสานต่อ Bangkok's International Festival of Dance & Music ด้วยเรื่องของ ‘Sex Worker’

Post on 27 July 2026

ลูกสาวคนหนึ่งกึ่งโดนพ่อบังคับให้ไปดูบัลเลต์/โอเปร่าตลอด จนวันนี้เธอขึ้นมารับบทบาทนำ เพื่อพาเทศกาลงานเต้นและดนตรีนานาชาติ ฝ่าคลื่นแรงต้านแห่งความฉาบฉวยและเร่งด่วนในปัจจุบัน

“เราไม่ได้ยกมือแล้วบอกพ่อว่าขอไปดูอันนี้ เหมือนโดนบังคับด้วยซ้ำ ว่าพ่อจะดูก็ต้องไปด้วย” ราซินาร์ อูเบรอย บาจาจ (Rasina Uberoi Bajaj) กล่าว พ่อของเธอ เจเอส อูเบรอย (J.S. Uberoi) คือผู้ก่อตั้งบริษัทและผู้ริเริ่มโปรเจกต์ Bangkok's International Festival of Dance and Music หรือ ‘Bangkok Festivals’ เทศกาลที่เธอกล่าวว่าในปีที่ 28 ที่จะถึงนี้ เป็นปีที่ยากสุด ๆ จน “สติแตกไปหมดเลย”

“เราไม่ได้แข่งกับคอนเสิร์ตหรืองานศิลปะการแสดงอื่น ๆ แล้ว แต่ทุกคนต่อสู้กับแยงคิดที่บอกว่า ‘ฉันดูคลิป 15-30 วินาทีก็พอแล้ว จะไปนั่งดู 2-3 ชั่วโมงทำไม’”เธออธิบายสถานการณ์ปัจจุบัน “ทุกคนคิดว่าไม่มีใครอยากดูโอเปร่ากับบัลเล่ต์แล้ว แต่คุณอยากมาดูเรื่องโรแมนซ์ของสองคนที่รักกันไหม อยากมาดูเรื่องของแม่ที่โหดเหี้ยมขนาดนั้นกับลูกได้ไหม หรือเรื่องของสองครอบครัวที่ไม่ถูกกัน — นี่คือวิธีนำเสนอของเทศกาล เพื่อดึงดูดคนให้มาดู — เราเน้นที่เรื่องราว”

GROUNDCONTROL ชวนราซินาร์ อูเบรอย บาจาจ คุยเรื่องเสน่ห์ของการควบคุมร่างกายในศาสตร์การแสดง สิ่งที่เอไอให้ไม่ได้ในการแสดง คุยไปถึงประเด็นร้อนเรื่องการดัดแปลงผลงานในอดีตมาสู่ปัจจุบัน และชวนมาคิดด้วยกันถึงการวางรากฐานสำหรับศิลปะแขนงนี้…

เวทีโอเปร่าและสนามเทนนิส

Bangkok's International Festival of Dance & Music เวทีศิลปะการแสดงนานาชาติขนาดใหญ่ในประเทศไทย ในปีนี้พวกเขากลับมาเป็นครั้งที่ 28 โดยจะนำการแสดงระดับเวิลด์คลาส 12 โชว์จาก 9 ประเทศทั่วโลก มาเปิดการแสดงระหว่างวันที่ 5 กันยายน ถึง 17 ตุลาคม 2569 ที่หอประชุมใหญ่ ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย

แต่ก็อย่างที่เกริ่นไป เบื้องหลังโปรแกรมที่ดูเป็นระบบระเบียบนี้ ไม่ได้มาจากทีมวิจัยหรือที่ปรึกษาด้านศิลปะอะไร นอกไปจากพ่อคนหนึ่งที่รักการดูโชว์ และลูกสาวที่ถูกลากไปดูด้วยตั้งแต่เด็ก

“เดิมทีเราเป็นเหมือน one-man operation เลย คือคุณพ่อทำ แต่เดิม 20-25 ปีแรก คือเขาเดินทางไปทั่วโลก แล้วก็ไปดูโชว์ ดูโชว์ ดูโชว์” ราซีน่าร์เล่าย้อนกลับไปถึงจุดกำเนิดของเทศกาล "เมื่อก่อนมันทรมานมากเลย เพราะวันหนึ่งต้องดู 2-3 โชว์ บัลเลต์ก็ยาว โอเปราก็ยาว"

ราซีน่าร์เปรียบว่ามันเหมือนทักษะที่ต้องฝึกซ้อม ไม่ต่างจากหัดเขียนหนังสือหรือตีเทนนิส “ในหนึ่งฤดูกาลเราต้องดูเกือบ 20 โชว์ ช่วงแรก ๆ ก็อาจจะกลัว ไม่อยากดู แต่พอเข้าไปดูเรื่อย ๆ มันก็เริ่มอิน เพราะเราเริ่มเข้าใจวิธีการดู”

ความเจ็บกับความจริง

คู่แข่งตัวจริงของเทศกาลนี้ไม่ใช่เวทีโชว์อื่น ๆ แต่คือหน้าจอโทรศัพท์ในมือทุกคน “เราไม่ได้แข่งกับคอนเสิร์ตหรืองานศิลปะการแสดงอื่น ๆ แล้ว แต่กับแนวคิดที่ว่า ‘ฉันดูคลิป 15-30 วินาทีก็พอแล้ว จะไปนั่งดู 2-3 ชั่วโมงทำไม’”

แต่สิ่งที่คลิปไม่มี คือความเสี่ยงที่จับต้องได้ ราซีน่าร์เล่าถึงโมเมนต์ที่ทำให้เธอเข้าใจสิ่งนี้อย่างลึกซึ้งที่สุด ตอนที่เห็นนักบัลเลต์คนหนึ่งทำท่าหมุนตัว 32 รอบ ที่ต้องใช้ปลายเท้าเพียงจุดเดียวรับน้ำหนักทั้งตัว

“คนอาจไม่เคยเห็นข้างในรองเท้าบัลเลต์นะ มันเป็นไม้ ที่เขาต้องยืนหมุน ถ้าเห็นนะ โอ้มายก็อด นิ้วเขาจะมีแต่ผ้าพันแผล แล้วก็มีเลือด” เธอเล่าละเอียด “แต่พอใส่รองเท้าแล้วสวมชุดเสร็จ เขาหมุนไปเรื่อย ๆ 32 ครั้ง แค่ให้ฉันลองทำแบบนั้นฉันก็เวียนหัวแล้ว แต่เขาต้องยืนยิ้ม แล้วก็แสดงตามเรื่องไปด้วย”
ความบาดเจ็บที่ซ่อนอยู่หลังความสง่างามคือสิ่งที่ราซีน่าร์อยากให้คนรุ่นใหม่เข้าใจ ไม่ใช่เพื่อสร้างความสงสาร แต่เพื่อให้เห็นคุณค่าของสิ่งที่กำลังเกิดขึ้น เพราะนักแสดงบนเวทีไม่มีโอกาสแก้ตัว ไม่มีการตัดต่อ

“นี่คือสิ่งที่เราคุยกับเด็ก ๆ ว่าตอนเข้าไปดูโชว์ มันไม่ได้จบแค่ที่ความสวยงาม มีคนออกแบบ หรือคนเต้น คนทำไฟ แต่เขาต้องฝึกมาไม่รู้กี่ครั้ง เพราะเขาได้แค่โอกาสเดียว พอม่านเปิดขึ้น”

เมื่อหลายปีก่อน นักแสดงคนหนึ่งในโชว์ Don Quixote เท้าพลิกกลางเวที แต่ยังยืนขึ้นมาเต้นต่อจนจบการแสดง ข้อเท้าของเขาบวมทันทีหลังฉากจบ “เขาไม่สามารถที่จะขอเปลี่ยนตัว บอกว่า sorry ขอไปแล้วไม่ได้ เราก็จะคิดตลอดเลยว่าจะรอดไหม จะรอดไหม”

เล่าเรื่องคนเลว แบบที่ดูก็รู้ว่าเลว?

หัวข้อหนึ่งที่ราซีน่าร์ตอบกับเราอย่างตรงไปตรงมาคือประเด็นการดัดแปลง (adaptation) ผลงานคลาสสิกให้เข้ากับยุคสมัย ซึ่งเป็นที่ถกเถียงกันมากในวงการศิลปะการแสดงทั่วโลก จากเรื่องราวที่ออกจะชวนแอบ ‘เอ๊ะ’ ถ้ามองจากยุคสมัยเรา เธอจะคัดสรรการแสดงเหล่านั้นมาอย่างไรดี

เธอเล่าถึงช่วงกระแส #MeToo ที่ทำให้หลายโรงโอเปร่าต้องกลับมาทบทวนตอนจบของผลงานคลาสสิกอย่าง Carmen "ในท้ายที่สุดตัวละครก็โดนฆ่าตาย เพราะเราไม่ควรที่จะมีสองรักในเวลาเดียวกัน ตอนนั้นในยุโรปมีองค์กรหนึ่งเขียนจดหมายไปหาทุกโอเปร่าเฮาส์เลย ให้ทุกคนเปลี่ยนตอนจบ เพราะทำไมผู้ชายมีสองรักได้ แต่ผู้หญิงมีไม่ได้" เธอเล่า และให้ความเห็นส่วนตัวว่าโดยทั่วไปเธอเชื่อในการรักษาต้นฉบับทางประวัติศาสตร์ไว้ เพื่อให้คนดูได้เห็นว่าคนในยุคนั้นคิดอย่างไร มากกว่าจะปรับให้ตรงกับค่านิยมปัจจุบันทั้งหมด

ในส่วนของ Bangkok Festival ปีนี้ เธอพูดถึงงาน Madama Butterfly และ La Traviata สองเรื่องที่คณะ Helikon Opera จากรัสเซียจะนำมาถ่ายทอดในประเทศไทย เธอคิดว่ามันเป็นเรื่องที่คนไทยน่าจะอินได้ง่ายเป็นพิเศษ เพราะเนื้อเรื่องสะท้อนความสัมพันธ์ระหว่างผู้หญิงเอเชียกับชายต่างชาติที่คนไทยคุ้นเคยจากบริบทสังคมของตัวเอง

“เรื่องอย่าง La Traviata ก็เกี่ยวกับ ‘หญิงงามเมือง’ ซึ่งบ้านเราก็มีอยู่แล้ว หรืออย่าง Madama Butterfly บ้านเราก็มีเยอะมากเลย ความรักระหว่างผู้หญิงกับชาวต่างชาติ เรื่องราวมันเต็มไปด้วยอารมณ์ที่เร้ามากใกล้ชิดกับคนไทยมาก" เธอกล่าว พร้อมยอมรับว่าเวอร์ชันที่จะนำมาแสดงยังคงเนื้อเรื่องต้นฉบับไว้ครบถ้วน เพียงแต่วิธีการเล่าจะมี “วิธีการบางอย่าง” ทำให้ผู้ชมมองเห็นเจตนาของตัวละครชายได้ชัดเจนขึ้นตั้งแต่ต้นเรื่อง “อาจจะดูออกทันทีเลยว่าผู้ชายคนนี้เลวตั้งแต่ซีนแรกเลย” เธอกล่าว

ไม่ได้ชวนมาดูบัลเล่ต์ยาก ๆ แค่ชวนมาดูเชคสเปียร์แบบสด ๆ

เรื่องร้อนที่สุดของวงการบัลเลต์และโอเปร่าในช่วงนี้ คงหนีไม่พ้นความเห็นของนักแสดงหนุ่มทิโมธี ชาลาเมต์ ซึ่งเชื่อว่าไม่มีใครสนใจบัลเลต์หรือโอเปราแล้ว และเมื่อถูกถาม คุณราซีน่าร์ก็ไม่ได้แสดงออกมาชัดเจนว่าเห็นด้วยหรือไม่ แต่ที่น่าสนใจคือ เธอชวนข้ามประเด็นนี้ไปสู่หนทางทำงานกันต่อเลย

“ทุกคนคิดว่าไม่มีใครอยากดูโอเปร่ากับบัลเล่ต์แล้ว แต่คุณอยากมาดูเรื่องโรแมนซ์ของสองคนที่รักกันไหม อยากมาดูเรื่องของแม่ที่โหดเหี้ยมขนาดนั้นกับลูกได้ไหม หรือเรื่องของสองครอบครัวที่ไม่ถูกกัน — นี่คือวิธีนำเสนอของเทศกาล เพื่อดึงดูดคนให้มาดู — เราเน้นที่เรื่องราว”

พวกเขานำเสนอ Romeo & Juliet จากคณะ Bolshoi Theatre of Belarus ไม่ใช่ในฐานะ "บัลเลต์คลาสสิก" แต่ในฐานะเรื่องราวความรักที่นักเรียนทุกคนเคยเรียนในห้องเรียนวรรณคดีอังกฤษมาแล้ว เพียงแต่คราวนี้จะได้เห็นมันเคลื่อนไหวอยู่ตรงหน้าจริง ๆ

"โรงเรียนต่าง ๆ ก็อาจเรียน Shakespeare เรียนผลงานอย่าง Romeo & Juliet หรือ Hamlet อยู่แล้ว เราก็บอกน้อง ๆ ว่า นี่คุณเรียนแบบนี้ใช่ไหม ตอนนี้คุณจะได้ดูสดเลย" เธอกล่าว "น้องเขาอาจไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามันคือบัลเลต์หรือโอเปร่า แค่คิดว่ามาดูเรื่องราวพวกนี้สด ๆ"

กลยุทธ์นี้ยังขยายไปถึงโชว์อื่น ๆ ในไลน์อัพปีนี้ อย่าง The Great Gatsby ที่เสนอผ่านความคุ้นเคยกับยุคแจ๊สและความฝันแบบอเมริกัน หรือ Coco Chanel บัลเลต์ร่วมสมัยจาก National Theatre Brno ที่เสนอผ่านชื่อของไอคอนแฟชั่นระดับโลกมากกว่าจะขายผ่านคำว่า "บัลเลต์" และ Alice in Wonderland ที่ผสมกายกรรม เซอร์คัส และการเต้นเข้าด้วยกัน สำหรับผู้ชมที่ไม่เคยดูการแสดงประเภทไหนมาก่อนเลยก็ยังเข้าถึงได้

"มันมีโชว์สำหรับทุกคน" ราซีน่าร์สรุป "ถ้าพ่อแม่อยากพาหลานไป ก็ไปดู Alice ได้เลย ถ้าน้องผู้หญิงเขาอินกับบัลเลต์แบบลึกซึ้งก็ไปดูเรื่องที่ลึกกว่านั้นได้"

ฟูมฟักสังคมที่เห็นค่าศิลปะ

นอกจากโปรแกรมหลัก เทศกาลยังมีโครงการคู่ขนานสำหรับเยาวชน ที่จัดโชว์ฟรีให้กับเด็กด้อยโอกาสควบคู่ไปกับเวิร์กช็อปและมาสเตอร์คลาสจากศิลปินต่างชาติที่มาร่วมงาน ราซีน่าร์เชื่อว่านี่คือการลงทุนระยะยาวที่สำคัญไม่แพ้ตัวเทศกาลเอง

"เราต้องการปลูกฝัง เหมือนปลูกต้นไม้ตั้งแต่เล็ก เขาอาจจะมาเริ่มเห็นค่ามันตอนเขาเริ่มทำงานหาเงินของเขาเอง" เธออธิบายเหตุผลเบื้องหลังโครงการที่จัดคู่ขนานมานานหลายปี

สิ่งที่เธอเห็นตอนไปดูโชว์ที่รัสเซีย คือเด็กอายุ 2-3 ขวบก็ถูกพาไปดูบัลเลต์แล้ว "มันคือเรื่องการศึกษา บ้านเราก็ต้องทำอย่างนั้น" และเธอยังสังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลงในทัศนคติของผู้ปกครองไทยเองในช่วงหลายปีที่ผ่านมา จากที่เคยมองว่าเรียนดนตรีหรือการเต้นแล้ว "จะไม่มีงานทำ" มาเป็นการเห็นคุณค่าของอาชีพสายนี้มากขึ้น เพราะเห็นนักร้องโอเปร่าไปร้องเพลงตามงานแต่งงานและงานอีเวนต์ต่าง ๆ ได้มากมาย

และสุดท้ายก่อนม่านจะเปิด…

ก่อนบทสนทนาจะจบลง เราแอบถามถึงเคล็ดลับการเตรียมตัวของเธอในแต่ละครั้ง ว่ามีอะไรที่ต้องทำก่อนไปดูบ้าง คำตอบของเธอเรียบง่ายไม่มีอะไรซับซ้อน: เธอพกกล้องส่องทางไกลไปชมชัด ๆ และยังทำการบ้านทุกครั้งก่อนไปดู

“ทริปที่รัสเซียเราต้องดูโชว์ 7-8 เรื่องรวด ที่นั่นไม่มีซับไตเติลไม่มีอะไรเลย ก็ต้องใช้ Google Translate แปลจากรัสเซีย” เธอเล่า “บัลเล่ต์เรายังพอดูเข้าใจได้ แต่โอเปร่านี่ยากมาก ต้องศึกษาก่อนไปดู”

ท้ายที่สุด เธอยืนยันว่ามันไม่ใช่ความดีความชอบของเธอลำพัง ในการนำโชว์ระดับโลกทั้งหมดนี้มาที่ไทย “ทุกคนชอบบอกว่าขอบคุณที่มาจัดโชว์แบบนี้ แต่เรากลับไปขอบคุณผู้ชม เพราะว่าถ้าไม่มีคนมาชมโชว์เรา เราก็ไปต่อไม่ได้”

Bangkok's 28th International Festival of Dance & Music
จัดแสดงระหว่างวันที่ 5 กันยายน – 17 ตุลาคม 2569
ที่หอประชุมใหญ่ ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย
เปิดจองบัตร Early Bird ตั้งแต่วันที่ 25 พฤษภาคม – 24 มิถุนายน 2569