ในช่วงต้นทศวรรษ 2010 ชื่อของ ลูเซียง สมิธ ปรากฏขึ้นอย่างรวดเร็วบนแผนที่ศิลปะร่วมสมัยของนิวยอร์ก เขาเป็นศิลปินรุ่นใหม่ที่ถูกจับตามองตั้งแต่อายุยังน้อย ผลงานจิตรกรรมนามธรรมที่สร้างขึ้นด้วยวิธีการอันเรียบง่ายแต่ให้ผลลัพธ์ที่โดดเด่นพาเขาเข้าสู่ตลาดอย่างรวดเร็ว ก่อนราคาผลงานจะพุ่งขึ้นไปถึงระดับหลายแสนดอลลาร์ในเวลาเพียงไม่กี่ปี สมิธกลายเป็นหนึ่งในภาพแทนของช่วงเวลาที่ตลาดศิลปะร่วมสมัยกำลังหลงใหลในศิลปินรุ่นใหม่ และเป็นหนึ่งในชื่อที่ถูกเชื่อมโยงกับสิ่งที่ภายหลังถูกเรียกว่า ‘Zombie Formalism’
แต่ในวันที่ข่าวการเสียชีวิตของสมิธในวัย 37 ปีปรากฏขึ้นเมื่อวันที่ 8 กันยายน 2026 เรื่องราวของเขากลับทำให้เราต้องย้อนกลับไปมองช่วงเวลานั้นอีกครั้ง ไม่ใช่เพียงเพื่อรำลึกถึงศิลปินคนหนึ่ง แต่เพื่อทบทวนระบบที่ครั้งหนึ่งเคยผลักเขาขึ้นสู่จุดสูงสุดของตลาดอย่างรวดเร็ว และเส้นทางที่เขาเลือกหลังจากนั้น สมิธจากไปในช่วงเวลาที่กำลังจะกลับมานำเสนอ Rain Paintings อีกครั้ง ผ่านนิทรรศการ Delay of Game ที่ Tripoli Gallery ซึ่งเดิมมีกำหนดเปิดในวันที่ 12 กันยายน โดยผลงานชุดสุดท้ายจำนวน 4 ชิ้นถูกสร้างขึ้นบนสนามเบสบอลร้างที่ Camp Hero ในมอนทอก ราวกับเป็นการหวนกลับไปหากระบวนการซึ่งเคยทำให้ชื่อของเขาเป็นที่รู้จักเมื่อกว่าทศวรรษก่อน
การกลับไปสู่ Rain Paintings ในช่วงสุดท้ายของชีวิตทำให้เส้นทางของสมิธดูคล้ายวงกลม เขาเริ่มต้นจากผลงานชุดนี้ ขึ้นสู่จุดสูงสุดของตลาด ถูกวิพากษ์วิจารณ์ในฐานะหนึ่งในตัวแทนของ Zombie Formalism ก่อนจะค่อย ๆ ถอยออกจากภาพของ ‘ศิลปินดาวรุ่ง’ และหันไปสร้างโครงสร้างสนับสนุนศิลปินรุ่นใหม่ผ่าน Serving the People หรือ STP กระทั่งในช่วงท้าย เขากลับมาหยิบกระบวนการเดิมขึ้นมาใช้อีกครั้ง โดยบอกกับ Artnet ว่า ‘ชีวิตพาผมวนกลับมาจุดเดิม’ และถึงเวลาที่จะกลับไปหากระบวนการที่เคยทั้งแจ้งเกิดและเป็นอุปสรรคในกระบวนการสร้างสรรค์ของเขาไปพร้อม ๆ กัน
เรื่องราวของสมิธจึงสามารถอ่านได้ในฐานะกรณีศึกษาของศิลปินคนหนึ่งที่ต้องต่อรองกับอำนาจของตลาด ขณะเดียวกันก็เป็นภาพสะท้อนของคำถามที่ใหญ่กว่านั้นเกี่ยวกับสถานะของศิลปะร่วมสมัยภายใต้ระบบทุนนิยม เมื่อผลงานศิลปะสามารถถูกเปลี่ยนให้เป็นสินทรัพย์เพื่อการลงทุนได้อย่างรวดเร็ว แล้วอะไรคือสิ่งที่หลงเหลืออยู่ระหว่าง ‘คุณค่าทางศิลปะ’ กับ ‘มูลค่าทางตลาด’
และนี่เองอาจเป็นเหตุผลที่ข่าวการจากไปของสมิธทำให้เราอยากชวนกลับไปสำรวจคำว่า ‘Zombie Formalism’ อีกครั้ง เพราะเมื่อศิลปินผู้เคยเป็นหนึ่งในสัญลักษณ์ของปรากฏการณ์นั้นจากไป สิ่งที่เหลืออยู่ไม่ใช่เพียงผลงานหรือราคาประมูลในอดีต แต่คือคำถามว่าเหตุใดระบบศิลปะในช่วงเวลาหนึ่งจึงสามารถเปลี่ยนภาษาทางศิลปะให้กลายเป็นสินทรัพย์ได้อย่างรวดเร็ว และศิลปินคนหนึ่งจะทำอย่างไรเมื่อพบว่าชื่อเสียงของตัวเองกำลังถูกกำหนดด้วยกลไกที่อยู่นอกเหนือการควบคุมของเขา
จาก Rain Paintings สู่การเกิดขึ้นของ ‘Zombie Formalism’
ผลงานชุดที่ทำให้ชื่อของสมิธเป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางคือ Rain Paintings ซึ่งสร้างขึ้นตั้งแต่ปี 2011 เทคนิคของผลงานมีความเรียบง่ายอย่างน่าสนใจ สมิธใช้ถังดับเพลิงที่บรรจุสีไว้ภายใน แล้วฉีดสีลงบนผ้าใบดิบที่ยังไม่ได้ลงรองพื้น แรงดันจากถังดับเพลิงทำให้สีแตกตัวออกเป็นละออง เส้น และหยดจำนวนมาก ก่อนตกลงบนพื้นผิวของผืนผ้าใบในลักษณะที่ชวนให้นึกถึงฝน
ผลลัพธ์คือภาพนามธรรมที่มีทั้งความพร่ามัว ความโปร่ง และความไม่แน่นอน สีมักอยู่ในโทนเข้ม ขณะที่พื้นที่ว่างของผ้าใบยังคงปรากฏให้เห็นอย่างชัดเจน ที่สำคัญ กระบวนการกลายเป็นส่วนหนึ่งของตัวงาน เพราะสมิธไม่สามารถควบคุมตำแหน่งของละอองสีแต่ละหยดได้อย่างสมบูรณ์
ในแง่ประวัติศาสตร์ศิลปะ ผลงานเหล่านี้สามารถเชื่อมโยงกับมรดกของจิตรกรรมสมัยใหม่ได้หลายระดับ ด้านหนึ่งมีความสัมพันธ์กับ Impressionism โดยเฉพาะความสนใจของ โคลด โมเนต์ ต่อแสง น้ำ และการเปลี่ยนแปลงของธรรมชาติ ซึ่งไม่ได้มองโลกผ่านเส้นขอบที่ตายตัว แต่ใช้สีและจังหวะของพื้นผิวเพื่อสร้างประสบการณ์ทางสายตา ขณะเดียวกันกระบวนการพ่นสีของสมิธก็ชวนให้นึกถึง Action Painting และแนวคิดเรื่อง gesture ในจิตรกรรมอเมริกันช่วงกลางศตวรรษที่ 20
อย่างไรก็ตาม ความสำคัญของ Rain Paintings ไม่ได้อยู่ที่การอ้างอิงประวัติศาสตร์ศิลปะเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่ลักษณะของกระบวนการซึ่งสามารถอธิบายได้ง่ายและทำซ้ำได้ ความเรียบง่ายนี้กลายเป็นคุณสมบัติที่มีความสัมพันธ์อย่างน่าสนใจกับตลาด เพราะในช่วงเวลาที่ความต้องการผลงานของศิลปินรุ่นใหม่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ระบบตลาดก็ต้องการผลงานที่สามารถผลิตและหมุนเวียนได้ในปริมาณมาก
จุดนี้เองที่นำเราไปสู่คำว่า ‘Zombie Formalism’
คำว่า ‘Zombie Formalism’ ถูกใช้โดยนักวิจารณ์และจิตรกร วอลเตอร์ โรบินสัน ในปี 2014 เพื่ออธิบายกระแสจิตรกรรมที่ได้รับความนิยมอย่างมากในตลาดศิลปะร่วมสมัยขณะนั้น คำว่า ‘Formalism’ หมายถึงแนวทางที่ให้ความสำคัญกับองค์ประกอบทางรูปแบบ เช่น สี พื้นผิว เส้น องค์ประกอบ และกระบวนการ มากกว่าการเล่าเรื่องหรือเนื้อหาทางการเมืองโดยตรง ส่วนคำว่า ‘Zombie’ มีความหมายเชิงวิพากษ์ เพราะภาษาของศิลปะสมัยใหม่ที่เคยถูกใช้เพื่อท้าทายสถาบันและระเบียบเดิม กำลังถูกนำกลับมาใช้อีกครั้งในรูปแบบที่สอดคล้องกับความต้องการของตลาด
‘Zombie’ จึงไม่ได้หมายความว่าศิลปินไม่มีความคิดสร้างสรรค์ หากหมายถึงการที่ภาษาทางศิลปะบางอย่างซึ่งเคยมีพลังในการต่อต้านหรือท้าทายระบบ ถูกนำกลับมาใช้งานในบริบทที่แตกต่างออกไป ภาพวาดนามธรรมที่เคยสัมพันธ์กับคำถามเรื่องเสรีภาพ ปัจเจกบุคคล การเมือง และจิตสำนึก กลับกลายเป็นวัตถุที่สามารถซื้อ ขาย และหมุนเวียนในตลาดได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ในอีกความหมายหนึ่ง ‘Zombie’ ยังสื่อถึงกระบวนการผลิตที่สามารถทำซ้ำได้ ศิลปินบางคนใช้เทคนิคที่มีลักษณะเป็นกิมมิค เช่น การพ่นสี การเทสี การขูดพื้นผิว หรือการใช้วัสดุอุตสาหกรรม ซึ่งทำให้เกิดผลลัพธ์ที่ดูซับซ้อน แต่สามารถทำซ้ำได้ภายในระยะเวลาอันสั้น
เจอร์รี ซอลต์ซ นักวิจารณ์ศิลปะชื่อดัง เคยใช้คำอย่าง ‘drop-cloth abstraction’ และ ‘crapstraction’ เพื่อวิพากษ์งานลักษณะนี้ โดยตั้งข้อสังเกตว่างานจำนวนหนึ่งดูเหมือนจะถูกสร้างขึ้นให้เข้าถึงได้ง่าย สามารถมองผ่านหน้าจอได้ และเข้ากับพื้นที่อยู่อาศัยหรือสำนักงานระดับหรูได้โดยไม่สร้างความขัดแย้งกับผู้ชมมากนัก
ดังนั้น Zombie Formalism จึงไม่ควรถูกเข้าใจเพียงว่าเป็น ‘สไตล์ศิลปะ’ หากควรมองเป็นปรากฏการณ์ทางสังคม เศรษฐกิจ และสถาบันที่เกิดขึ้นพร้อมกัน เป็นช่วงเวลาที่ aesthetic สามารถถูกแยกออกจากบริบททางประวัติศาสตร์และเปลี่ยนให้กลายเป็นสินทรัพย์ทางการเงินได้อย่างรวดเร็ว
สิ่งที่ทำให้ Zombie Formalism มีความสำคัญในประวัติศาสตร์ศิลปะร่วมสมัยไม่ได้อยู่เพียงที่หน้าตาของภาพวาด แต่อยู่ที่ความเร็วในการเปลี่ยนสถานะของผลงาน จากวัตถุทางศิลปะไปเป็นสินทรัพย์เพื่อการลงทุน
ในช่วงที่ตลาดกำลังร้อนแรง นักสะสมบางกลุ่มไม่ได้ซื้อผลงานเพราะต้องการเก็บสะสมในระยะยาว แต่ซื้อโดยคาดหวังว่าจะสามารถขายต่อในราคาที่สูงขึ้นภายในเวลาอันสั้น พฤติกรรมดังกล่าวเรียกว่า ‘flipping’ และกลายเป็นหนึ่งในคำสำคัญที่ใช้พูดถึงตลาดศิลปะช่วงต้นทศวรรษ 2010
ศิลปินรุ่นใหม่จึงสามารถถูกผลักเข้าสู่ตลาดได้อย่างรวดเร็ว ผลงานที่เพิ่งออกจากสตูดิโอหรือเพิ่งปรากฏในนิทรรศการระดับ MFA อาจถูกซื้อในราคาหลักพันหรือหลักหมื่นดอลลาร์ ก่อนถูกนำไปขายต่อผ่านบ้านประมูลด้วยราคาที่สูงขึ้นอย่างมหาศาลภายในเวลาไม่กี่เดือน
ตัวเลขดังกล่าวไม่ได้สะท้อนเพียงความสำเร็จของศิลปิน หากยังสะท้อนกลไกของตลาดที่สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผลงานในระยะเวลาอันสั้น เมื่อราคาประมูลกลายเป็นข่าว ราคาดังกล่าวก็สามารถย้อนกลับไปสร้างชื่อเสียงและความต้องการซื้อผลงานของศิลปินได้อีกครั้ง เกิดเป็นวงจรที่ชื่อเสียง ราคาประมูล และความต้องการในตลาดส่งเสริมซึ่งกันและกัน
ในจุดนี้ ศิลปินจึงไม่ได้เป็นเพียงผู้ผลิตผลงาน แต่กลายเป็นส่วนหนึ่งของระบบการเงินที่ขับเคลื่อนด้วยความคาดหวังเกี่ยวกับอนาคต นักลงทุนไม่ได้ซื้อเพียงสิ่งที่งาน ‘เป็น’ ในปัจจุบัน แต่ซื้อสิ่งที่พวกเขาคิดว่างานนั้น ‘จะมีมูลค่าเท่าไร’ ในอนาคต
ศิลปะร่วมสมัยจึงเริ่มเข้าใกล้ตรรกะของตลาดหุ้นมากขึ้น มูลค่าของวัตถุไม่ได้ขึ้นอยู่กับคุณสมบัติทางกายภาพหรือสุนทรียศาสตร์เพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับเครือข่ายของศิลปิน แกลเลอรี นักสะสม ภัณฑารักษ์ บ้านประมูล สื่อ และความคาดหวังของตลาด
สมิธในฐานะ ‘โปสเตอร์บอย’ ของ Zombie Formalism
ด้วยเหตุนี้ สมิธจึงถูกยกให้เป็นหนึ่งใน ‘poster boys’ หรือภาพจำของ Zombie Formalism ไม่ใช่เพราะผลงานของเขาสามารถสรุปได้ง่ายว่าเป็นศิลปะที่สร้างขึ้นเพื่อการเก็งกำไร แต่เพราะรูปแบบการทำงานของเขาสะท้อนกลไกของตลาดในช่วงเวลานั้นได้อย่างชัดเจน
หลังจบการศึกษาจาก The Cooper Union ในปี 2011 สมิธกลายเป็นหนึ่งในศิลปินที่ถูกจับตามองมากที่สุดในฉากศิลปะดาวน์ทาวน์นิวยอร์ก เขาได้รับการกล่าวถึงในฐานะ ‘wunderkind’ หรือศิลปินที่ประสบความสำเร็จตั้งแต่อายุยังน้อย และได้รับเลือกเข้าสู่ Forbes ‘30 Under 30’ ถึงสองครั้งในปี 2013 และ 2014 ขณะที่ราคาผลงานก็พุ่งขึ้นอย่างรวดเร็ว
แต่สิ่งที่น่าสนใจคือสมิธไม่ได้หยุดอยู่กับ Rain Paintings ผลงานของเขามีการเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง เขาทำงานทั้งจิตรกรรม ประติมากรรม ภาพยนตร์ อินสตอลเลชัน และโปรเจกต์ที่ทำร่วมกับครีเอเตอร์จากหลากหลายสาขา
ในบางช่วงเขานำแรงบันดาลใจจากวัฒนธรรมป๊อปและอินเทอร์เน็ตเข้ามาใช้ ขณะที่ผลงานอื่น ๆ สนใจ camouflage, comic strips, pie charts และรูปทรงที่มีลักษณะคล้ายภาพจากวัฒนธรรมดิจิทัล
ความสนใจของสมิธจึงไม่ได้อยู่ที่การสร้างภาษานามธรรมแบบบริสุทธิ์ หากอยู่ที่การนำสิ่งต่าง ๆ จากโลกภายนอกศิลปะเข้ามาชนกับประวัติศาสตร์ของจิตรกรรม เขาสนใจวัฒนธรรมวัยรุ่น การ์ตูน อินเทอร์เน็ต วัตถุเหลือใช้ โลหะ ไม้ เศษวัสดุ รวมถึงเสียง ก่อนนำสิ่งเหล่านี้มาประกอบเป็นสภาพแวดล้อมที่เปิดให้ผู้ชมเข้าไปอยู่ภายใน
แนวทางดังกล่าวทำให้ ‘กระบวนการ’ กลายเป็นประเด็นสำคัญในงานของสมิธ เขาไม่ได้สนใจเพียงว่าภาพสุดท้ายจะมีหน้าตาอย่างไร แต่สนใจว่าภาพนั้นเกิดขึ้นจากการกระทำแบบใด ใครเป็นผู้ควบคุมกระบวนการ และส่วนใดของงานถูกปล่อยให้เป็นเรื่องของความบังเอิญ
ในความหมายนี้ Rain Paintings จึงเป็นตัวอย่างที่สะท้อนแนวคิดดังกล่าวได้อย่างชัดเจน เพราะภาพหนึ่งภาพเกิดจากการเจรจาระหว่างความตั้งใจของศิลปินกับแรงของวัสดุ เครื่องมือ และสภาพแวดล้อม
แต่ความย้อนแย้งสำคัญก็คือ ในขณะที่สมิธสนใจความไม่แน่นอนของกระบวนการ ผลงานของเขากลับถูกตลาดทำให้กลายเป็นสินค้าที่มีมูลค่าชัดเจนและสามารถประเมินราคาได้
หลังฟองสบู่: เมื่อระบบที่สร้างชื่อก็สามารถทำลายชื่อได้เช่นกัน
ความร้อนแรงของตลาดไม่ได้ดำรงอยู่ตลอดไป เมื่อกระแส Zombie Formalism เริ่มถูกตั้งคำถาม ตลาดศิลปะที่เคยขับเคลื่อนด้วยความคาดหวังอย่างรุนแรงก็เริ่มชะลอตัวลง ผลงานประเภท process-based abstraction จำนวนหนึ่งสูญเสียความร้อนแรง และราคาที่เคยถูกผลักขึ้นอย่างรวดเร็วก็เริ่มปรับตัว
ในปี 2015 The New York Times รายงานว่าตลาดศิลปินรุ่นใหม่ที่เคยสร้างราคาสูงอย่างรวดเร็วกำลังเข้าสู่ภาวะปรับฐาน สิ่งที่เคยดูเหมือนเป็นเส้นทางสู่ความสำเร็จอันรวดเร็วจึงเผยให้เห็นอีกด้านของมัน นั่นคือความเปราะบางของชื่อเสียงที่ขึ้นอยู่กับความต้องการของตลาด
สำหรับสมิธ ประสบการณ์ดังกล่าวกลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ เขาค่อย ๆ ถอยออกจากวงจรของการเป็น ‘ดาวรุ่งแห่งนิวยอร์ก’ และย้ายไปมอนทอก ก่อนหันมาให้ความสนใจกับการสร้างพื้นที่และโครงสร้างที่สนับสนุนศิลปินในระดับชุมชนมากขึ้น
การเปลี่ยนแปลงนี้สำคัญ เพราะมันไม่ได้หมายความว่าสมิธเพียง ‘เปลี่ยนสไตล์’ ในฐานะศิลปิน แต่เป็นการเปลี่ยนวิธีคิดเกี่ยวกับบทบาทของศิลปินในระบบศิลปะ จากเดิมที่คำถามสำคัญคือ ‘จะสร้างผลงานอย่างไร’ คำถามของเขาเริ่มขยับไปสู่ ‘เราจะสร้างระบบที่ศิลปินสามารถทำงานได้อย่างไร’
Serving the People: จากการวิพากษ์ตลาดสู่การสร้างโครงสร้างทางเลือก
หลังถอนตัวจากโลกแกลเลอรีในปี 2015 ลูเซียง สมิธ หันประสบการณ์จากตลาดมาสร้าง Serving the People หรือ STP แพลตฟอร์มและองค์กรไม่แสวงกำไรที่สนับสนุนศิลปินและครีเอทีฟรุ่นใหม่ในสาขาศิลปะ ดนตรี และภาพยนตร์ โดยเน้นพื้นที่สำหรับการทดลอง ความคิดสร้างสรรค์ และสิ่งที่ยังไม่ถูกทำให้กลายเป็นสินค้าอย่างสมบูรณ์
หากตลาดศิลปะทำหน้าที่คัดเลือกศิลปินผ่านราคาและมูลค่าการซื้อขาย STP พยายามสร้างระบบที่ให้ความสำคัญกับโอกาส ความรู้ เครือข่าย และเวลาสำหรับการพัฒนาตัวเองมากกว่า ในช่วงแรก STP ทำหน้าที่เป็น community ที่เชื่อมศิลปิน นักดนตรี และผู้สร้างสรรค์จากหลากหลายสาขาเข้าด้วยกัน พร้อมจัดกิจกรรม นิทรรศการ และพื้นที่สำหรับการแลกเปลี่ยนความคิด
แนวคิดนี้สะท้อนประสบการณ์ของสมิธโดยตรง เพราะเขาเคยถูกผลักเข้าสู่ตลาดอย่างรวดเร็วจนชื่อเสียงและราคาของผลงานเติบโตเร็วกว่าการพัฒนาตัวตนทางศิลปะ การสร้าง STP จึงเป็นเหมือนการเปลี่ยนบทบาทจากศิลปินที่ถูกระบบตลาดนิยาม มาเป็นคนที่พยายามสร้างพื้นที่ให้ศิลปินคนอื่นมีโอกาสกำหนดเส้นทางของตัวเอง
หัวใจของ STP คือการเปลี่ยนความสัมพันธ์จากลำดับชั้นมาเป็นเครือข่าย แทนที่ศิลปินจะต้องเดินผ่านระบบแกลเลอรี นักสะสม และตลาดเพื่อให้ได้รับการมองเห็น STP พยายามสร้างพื้นที่ที่ศิลปินสามารถทดลองงาน พบปะผู้คน และสร้างเครือข่ายได้โดยไม่ต้องเริ่มต้นจากมูลค่าทางการเงิน
.
ในปี 2018 STP จัดนิทรรศการ Group Show ที่ Milk Gallery จากผลงานกว่า 800 รายการที่ส่งเข้ามาจาก open call ก่อนคัดเลือกเหลือ 40 ผลงาน ตัวนิทรรศการสะท้อนแนวคิดเรื่อง community อย่างชัดเจน โดยให้ความสำคัญกับการเปิดโอกาสและการรวมตัวของศิลปินรุ่นใหม่มากกว่าการแข่งขันเพื่อเข้าสู่ตลาดระดับบน
ในอีกด้าน สมิธยังสนใจปัญหาทางเศรษฐกิจของศิลปิน โดยเฉพาะช่องว่างระหว่างราคาที่ผลงานสร้างขึ้นในตลาดรองกับผลตอบแทนที่กลับไปถึงผู้สร้าง แนวคิดเรื่อง resale royalties และการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลจึงกลายเป็นอีกพื้นที่ที่เขาเคยทดลอง เพื่อถามว่าศิลปินจะรักษาอำนาจบางส่วนเหนือผลงานของตัวเองได้อย่างไรหลังจากงานถูกขายออกไปแล้ว
แนวคิดเรื่อง ‘ชุมชน’ ของสมิธไม่ได้หยุดอยู่แค่การสนับสนุนศิลปินรุ่นใหม่ผ่าน Serving the People แต่ยังขยายไปสู่การสร้างพื้นที่ที่ผู้คนสามารถกลับมาใช้ชีวิตร่วมกันได้อีกครั้ง ในปี 2025 เขานำ FOOD ร้านอาหารในย่านไชน่าทาวน์ของนิวยอร์ก ซึ่งก่อตั้งโดยศิลปินกอร์ดอน มัตตา-คลาร์กในช่วงทศวรรษ 1970 กลับมาเปิดใหม่อีกครั้ง ก่อนใช้พื้นที่จัดกิจกรรมที่เชื่อมศิลปะเข้ากับชีวิตประจำวัน เช่น การแข่งขันกินพายในช่วงฮาโลวีน
สิ่งที่น่าสนใจคือ FOOD ไม่ได้ถูกฟื้นคืนในฐานะเพียง ‘ร้านอาหารเก่า’ แต่กลับมาในฐานะพื้นที่ทางสังคมที่เปิดให้ผู้คนเข้ามาพบปะ ทำกิจกรรม และสร้างประสบการณ์ร่วมกัน คล้ายกับสิ่งที่สมิธพยายามทำผ่าน Serving the People เพียงเปลี่ยนจากการสร้างโอกาสให้ศิลปิน มาเป็นการสร้างพื้นที่ให้ผู้คนได้กลับมาอยู่ร่วมกันอีกครั้ง
เมื่อ ‘Zombie’ กลับมามีชีวิตอีกครั้ง
หาก ‘Zombie Formalism’ คือภาษาของศิลปะนามธรรมที่ถูกนำกลับมาใช้ซ้ำภายใต้กลไกตลาด เส้นทางของลูเซียง สมิธกลับเคลื่อนไปอีกทาง เขาเลือกนำบทเรียนจากตลาดมาสร้างความสัมพันธ์รูปแบบใหม่ จาก Rain Paintings สู่ Serving the People หรือ STP จึงเป็นการเปลี่ยนจากการสำรวจ ‘กระบวนการสร้างงาน’ สู่ ‘การสร้างระบบ’ โดยเปิดพื้นที่ให้ผู้คน ชุมชน และความร่วมมือเข้ามามีบทบาทในโลกศิลปะ
การกลับมาของ Rain Paintings ก่อนเสียชีวิตจึงมีความหมายมากกว่าการย้อนกลับไปหาเทคนิคที่เคยสร้างชื่อ ในเดือนสิงหาคม 2026 สมิธสร้างผลงานใหม่ 4 ชิ้นที่ Camp Hero ในมอนทอก สำหรับนิทรรศการ Delay of Game ที่ Tripoli Gallery ซึ่งสะท้อนการกลับไปหากระบวนการที่เคยเป็นจุดเริ่มต้นของเขาอีกครั้ง
เมื่อมองย้อนกลับไป เส้นทางของสมิธจึงไม่ได้จบลงที่การเป็นหนึ่งในชื่อสำคัญของ Zombie Formalism แต่ขยับไปสู่การตั้งคำถามกับระบบที่เคยสร้างชื่อให้เขา ตั้งแต่การถอนตัวจากตลาด ไปจนถึงการสร้าง STP เพื่อสนับสนุนศิลปินรุ่นใหม่ และสร้างพื้นที่ที่ให้ความสำคัญกับโอกาส ชุมชน และการทดลองมากกว่ามูลค่าทางการเงิน
ท้ายที่สุด สิ่งที่น่าสนใจที่สุดอาจไม่ใช่ราคาที่ผลงานของสมิธเคยไปถึง แต่คือคำถามที่เกิดขึ้นหลังจากความร้อนแรงนั้นผ่านพ้นไปแล้วว่า ใครควรมีอำนาจในการกำหนดคุณค่าของศิลปะ และศิลปินจะมีพื้นที่กำหนดคุณค่าของตัวเองได้มากแค่ไหน
การจากไปของสมิธในวัย 37 ปี ทำให้คำถามนี้ยิ่งชัดขึ้น เพราะในช่วงสุดท้ายของชีวิต เขากำลังกลับไปหา Rain Paintings อีกครั้ง พร้อมกับมองย้อนกลับไปยังเส้นทางที่พาเขาจากศิลปินดาวรุ่งของตลาด สู่ผู้สร้างพื้นที่ให้ศิลปินคนอื่นได้เติบโต




