Singorama Art Fest 2026 เมืองเก่าสงขลามีพลังงานอย่างไร ถ้าไม่ได้ “อนุรักษ์” ด้วย “ท่า” เดิม

Post on 6 August 2026

1.
ข้าวยำแบบใต้ในเช้าวันอาทิตย์กับกาแฟคั่วอ่อนอาจเป็นไอเดียที่แปลก แต่ถ้าเป็น ‘เบเกิลข้าวยำ’ รสสัมผัสทั้งนุ่มและแหลมคุณว่าแปลกขึ้นไหม หรือแปลกน้อยลง… ทริปไปสงขลาสั้น ๆ ของ GROUNDCONTROL รอบนี้เต็มไปด้วยคำถามที่ตอบไม่ง่ายแบบนี้ จากประติมากรรมเซรามิกที่วิพากษ์ตั้งแต่เส้นเวลาของประวัติศาสตร์ไปจนถึงความเป็นชาย(แทร่)แบบคนใต้ จากเซ็ตเพลงป๊อป-ไทย-ฝรั่ง-เพื่อชีวิต-อิเลกทรอนิกส์ริมน้ำ จากสตูดิโอศิลปินในพื้นที่มากมายที่เปิดโล่งต้อนรับอย่างกับยกเหล่ารั้วและประตูออกไปจากเมือง ไม่ใช่ครั้งแรกที่้เรามาสงขลา แต่ว่าความรู้สึกตื่นตาตื่นใจก็ยังคอยเตือนว่าเราเป็นคนนอกคนหนึ่ง…

โจทย์ของ Singorama Art Fest เทศกาลศิลปะร่วมสมัยในชุมชนย่านเมืองเก่าสงขลาเมื่อ 24-26 ก.ค. ที่ผ่านมา คือการ ‘เชื่อมต่อ—ต่อเนื่อง’ คือการมองหาวิธีส่งผ่าน ‘จิตวิญญาณ’ เมืองเอาไว้ โดยแทบไม่พบตรรกะ-คำตอบยอดฮิตอย่างการ ‘รักษาของเก่า’ ‘ต่อยอดให้ทันสมัย’ ‘แบรนดิ้งเมือง’ ‘เศรษฐกิจสร้างสรรค์’ หรือ ‘ต้นทุนวัฒนธรรม’ แบบตรง ๆ (แน่นอนไม่ได้แปลว่าแนวทางเหล่านั้นผิดบาปด้วยตัวเอง) แต่เต็มไปด้วยการตีความ ดัดแปลง และโต้แย้ง แนวคิดเหล่านั้นอย่างสนุกสนาน

และเราอยากให้มองบทความนี้ในฐานะบันทึก ของคนนอก ที่รู้สึกสนุกสนานกับงานนี้

2.
“สงขลามีศิลปินเต็มไปหมด” พี่เอ๋ - ปกรณ์ รุจิระวิไล บอก เขาคือผู้ก่อตั้ง a.e.y.space ในเมืองเก่า และคนที่เราจะได้ยินชื่อไปอีกหลายรอบจากทุกคนที่นี่ ที่จริงในบทสนทนาของเรากับศิลปินเบอร์ใหญ่ของงานอย่างนาวิน ลาวัลย์ชัยกุล เขาก็พูดเนื้อหาคล้าย ๆ กันนี้ งานนี้งอกงามในทางหนึ่งมาจากความสัมพันธ์ของเขาสองคน ซึ่งเคยจัดงานศิลปะด้วยกันที่นี่เมื่อสิบปีก่อน ซึ่งสำหรับ Singorama Art Fest แนวคิดนี้อยู่ในรายการ ‘เปิดสตูดิโอศิลปิน’ หรือ OPEN STUDIO ซึ่งปักหมุดจุดอาศัย/ทำงานของศิลปินทั่วเมืองเก่าจริง ๆ ว่าสงขลามีใครและมีการแสดงออกแบบไหนอยู่แล้วบ้าง ไม่ว่าจะเป็นศิลปินรุ่นเดอะผู้กลับบ้านหลังใช้ชีวิตวัยทำงานอยู่ที่อื่น หรือศิลปินรุ่นใหม่ผู้ย้ายมาเป็นชาวสงขลาตามคนรัก

ถ้าโปรเจกต์ ‘นครโอเค ซิงกอร่าเหนือกาลเวลา 2’ ของนาวิน คือการพูดคุยทำความรู้จักสงขลา จนได้เป็นจิตรกรรมชุมชน ภาพยนตร์ และหนังสือบันทึก รายการเปิดสตูดิโอนี้ของงานก็เหมือนการชวนจิตวิญญาณเอกซ์โทรเวิร์ตของเรา ให้ออกไปคุยกับทุกคนเหมือนกัน

3.
“กรุงเทพฯ ไม่ใช่บ้านเกิดเรา ดินน้ำอากาศก็ไม่ใช่บ้านเรา พอกลับมาอยู่ที่บ้านเราก็แข็งแรง” อาจารย์เสนีย์ เกื้อหนุน กล่าว เขาคือศิลปินภาพวาด Portrait อดีตครูเกษียณ รร.มหาวชิราวุธ ผู้กลับมาเปิดบ้านวาดรูปอยู่ใกล้กับถนนนางงาม และไม่เคยเบื่อที่จะเล่าที่มาของโปสเตอร์ภาพยนตร์เรื่องหนึ่ง ซึ่งเขาวาดหน้านักแสดงไทยลงไปในท่าทางการโพสของบรีฌิต บาร์โด “คนมานั่งถามนั่งคุยก็ไม่เป็นไร เราก็เขียนของเราไป เราเขียนแบบเข้าหัวแล้ว ไม่มีอะไรมาทำลายสมาธิได้” เขาบอก “คนเราพออายุมากขึ้นเขาก็อยากกลับบ้านกันหมดแหละ มีหลายคนนะที่ไปเขียนกรุงเทพฯ เขาก็กลับ ไปอยู่ภูเก็ตก็กลับ อยู่หาดใหญ่ก็กลับ ยกเว้นคนที่มีครอบครัวที่อื่นแล้ว”

คล้ายกันกับพี่โก้ (กุลธวัช เจริญผล) ศิลปินสายสเก็ตช์ ผู้อธิบายพลังงานของสงขลาผ่านความกลิ่นอายของทะเล และสภาพแวดล้อมที่พออยู่ไปเรื่อย ๆ ก็ยิ่งทำให้รู้สึกดี แต่นอกจากนี้ “พลังงานของสงขลามาจากผู้คน” เขาบอก “ทุกคนมีวิถีชีวิตปกติ แต่พอมารวมกันมันพิเศษ เราว่าสิ่งที่เมืองนี้มีก็คือชุมชนนี่แหละ บางทีอาจดูเหมือนต่างคนต่างอยู่ แต่พอมีกิจกรรมเขาก็มาช่วยกัน ทำเพราะอยากทำ”

“นึกถึง ‘คนเล็กหมัดเทวดา’ ที่มีตรอกเล้าหมู คือทุกคนเป็นจอมยุทธ์กันหมดเลย ออกมาทีหนึ่งมันก็สนุกดี”

4.
ฟังดูเหมือนเป็นกิจกรรมที่เรียบง่าย แต่มันเกิดขึ้นได้ด้วยความเชื่อมั่น และความเชื่อมั่นก็มาจากชุมชน เทศกาลนี้แม้จะมีธีมชัดเจน แต่มันทำหน้าที่เหมือนเลนส์สำหรับเรา มากกว่าเป็นบรีฟสำหรับเหล่าศิลปิน ผู้ทำงานของตัวเองไป แล้วก็เปิดบ้านให้มาดูได้ในสามวัน มันคือการยืนยันว่าจะไม่มาพร้อมแก่นแกนอะไร แต่คือการให้จุดเชื่อมโยงต่าง ๆ แสดงตัวออกมาเอง

ที่ BORANTATTOOSTUDIO สตูดิโอ เราคุยกับไอซ์ หนึ่งในช่างสักของร้าน และเจ้าของลีลาท่าเต้นแสนน่าประทับใจในยามค่ำ (ชมนะครับ) สำหรับเขา “สงขลาเป็นเมืองที่ชิล เราเลยต้องกระตือรือร้นตัวเองด้วย ไม่งั้นมันชิลเกิน เราก็ต้องออกไปหาแรงบันดาลใจด้วย”

“พอมาอยู่ที่เมืองเก่าก็พบว่าเสน่ห์มันเยอะมาก ทั้งผู้คน สถาปัตยกรรม งานฉลุ ช่องลม รูปปั้น ระแนง ระเบียง ทุกอย่างมันมีลวดลายเต็มไปหมด แล้วอยู่ใกล้ ๆ ตัว เดินแต่ละรอบก็เห็นไม่เหมือนเดิม” เขาเล่า “สิ่งที่ทุกคนมีเหมือนกันในร้านนี้คือเส้นที่เรียบร้อย แต่พอเราทำเส้นที่เรียบร้อยได้ เราก็สามารถไปทำเส้นแบบอื่นได้ด้วย ทุกคนจะทำได้ทั้งงานทั่วไปเป็นฟอนต์เป๊ะ ๆ ได้ หรือจะเป็นสไตล์ตัวเองก็ได้ เช่นของไอซ์จะเป็นลวดลายตกแต่ง เป็นการดัดแปลงตัวเลขไทยมาเป็นแพทเทิร์น ป๊อปจะเป็นงานดอกไม้ เล่นกับเหล็กดัดหรือสัดส่วนช่องลมต่าง ๆ หวานจะเป็นแบล็กเวิร์คคาแรคเตอร์ ส่วนของแมนจะเป็นดาร์คเวิร์คที่นำพื้นผิวมาทำให้เกิดอารมณ์”

“บรรยากาศแบบนี้มันพาผู้คนจากที่อื่นมาสงขลาด้วย เพราะสงขลาเองก็ไม่ได้ดังมาก เวลาชวนคนมาก็ไม่ค่อยมีคนรู้จัก แต่พอมาแล้วอยากมาอีก วันก่อนเพิ่งมีชาวออสเตรเลีย เขาตั้งใจจะผ่านสงขลาเฉย ๆ ไปมาเลเซีย แต่พอเจอสงขลาเป็นแบบนี้ก็อยู่ยาวเลย”

5.
ขนาดกะทัดรัดของเมือง สภาพอากาศที่(ส่วนใหญ่)กำลังสบาย และประวัติศาสตร์ที่พบเห็นได้ คือองค์ประกอบที่เราสกัดได้ในแทบทุกบทสนทนากับพวกเขา “เมืองมันเล็ก เราก็มีเพื่อนรุ่นเดียวกันที่มาเจอแล้วก็เป็นเพื่อนกันได้เลย แล้วค่าครองชีพก็ดีกว่ากรุงเทพฯ เช่นถ้าเราอยากมีสตูดิโอขนาดนี้ในกรุงเทพฯ เราก็คงจ่ายไม่ไหว” Naisu (ปริยนาถ จิรัฐฐิติกาล) กล่าว เธอคือศิลปินที่นำเสนอเรื่องเพศสไตล์อิมเพรสชันนิสต์ ผู้ย้ายมาอยู่สงขลากับคนรัก ผู้แชร์พื้นที่ในสตูดิโอนี้ของเธอด้วยเช่นกัน “เคยมีครอบครัวหนึ่ง พาลูกชายมาดูงานที่นี่ แล้วลูกชายเขาก็ชอบ เขาก็ซื้อรูปให้ลูกเลย เหมือนเขาไม่ได้มองเลยว่างานมันอีโรติกหรืออย่างไร” เธอตอบข้อสงสัยของเรา ว่างานที่มีเนื้อหาแบบนี้ได้ผลตอบรับอย่างไรในสงขลา “วันนี้ก็มีเด็กมาดูงานแสดง แล้วก็วาดภาพมาให้ ก็รู้สึกดีที่เหมือนให้เขาเห็นว่าคนเราแปลก ๆ อย่างนี้ก็ได้ (หัวเราะ)”

“เรามาสงขลาแล้วรู้สึกว่าในอากาศมันมีพลังความโหยหาอดีตบางอย่าง มันเป็นสีฟ้าบนฟ้าที่มองขึ้นไปแล้วกว้าง ได้หายใจ มีน้ำอยู่ในอากาศ มีพลังจากธรรมชาติ มีเสียงของบรรพบุรุษที่มาจากน้ำ”

6.
“เราเป็นคนนอก พอมาพบวัฒนธรรมสงขลาหรือภาคใต้ตอนล่างก็ประหลาดใจอยู่บ้าง คือมีความเป็นอนุรักษ์นิยมสูง ปิตาธิปไตยเข้มข้น” บอส-กนกพิชญ์ แอบไธสง เล่าเขามาเป็นชาวสงขลากับกริม-สิริวิมล สุวรรณขำ ทั้งสองเป็นผู้ก่อตั้ง Simogce.tudio​ (สิม็อก เซ'ตูดิโอ) สตูดิโอเซรามิกจากอำเภอจะนะ จังหวัดสงขลา ซึ่งจัดเวิร์คช็อปพร้อมผลิตผลงานจิกกัดความคิดมาไวรัลในอินเตอร์เน็ตอยู่เสมอ

‘The Continuity of Ontology’ ของพวกเขา คือหนึ่งในสามนิทรรศการจากศิลปินหน้าใหม่ (New Face Artists) ตัวแทนของคนรุ่นใหม่ชาวสงขลา แนวคิดของงานคือการทำ “ความต่อเนื่องทางภววิทยา” ให้ปรากฎออกมา และพลิกกลับมันให้สั่นคลอน โดยจัดแสดงเป็นชั้นวางภาชนะเซรามิกด้านหน้าอาคาร เชิญให้ก้าวเข้าไปเจอประติมากรรมตั้งล้อมเป็นวงกลม แต่ละชิ้นจิกกัดสภาพความเป็นจริงทางสังคมในปัจจุบันอย่างวัฒนธรรมการทำงาน การรับมือกับวิกฤตสุขภาพ ไปจนถึงความเป็นชายที่ชี้นำสังคม ก่อนจะพาไปสู่ห้องมืดด้านหลัง ซึ่งเราเหมือน “ติด” อยู่ในคุก มีไฟส่องลงมาแค่จากช่องเพดานด้านบน ผนังโดยรอบเต็มไปด้วยลายมือขีดเขียน แจกแจง และอธิบายเชื่อมโยง เส้นทางอำนาจของรัฐและทุน ซึ่งกำหนดว่าอะไรคือ “ความเป็นจริง” ในเส้นประวัติศาสตร์นี้ แต่แทนที่จะเดินทางอย่างอดีต ปัจจุบัน และอนาคต งานนี้เสนอให้เรามองย้อนใหม่ จากอนาคตที่เราอยากเห็น (วาดขึ้นได้เอง!) เพราะว่าอนาคตก็เป็นที่มาผู้สร้างปัจจุบันและอดีตด้วยเหมือนกัน ไม่ใช่แค่อดีตเท่านั้นที่เป็นผู้สร้างปัจจุบันและอนาคต

เมื่อประวัติศาสตร์ทำงานอย่างนี้ สงขลาที่มีมรดกทั้งที่จับต้องได้และไม่ได้เต็มไปหมด จึงดูเหมือนสนามสำหรับการเติบโตเปลี่ยนแปลงและ ‘เชื่อมต่อ’ ในอีกทิศทางเหมือนกัน และเราเองก็อาจต้องย้อนกลับมาถามถึงแนวทางการทำงานสร้างสรรค์ของสถาบันใหญ่ ๆ ในไทยด้วย ว่าแทนที่จะเริ่มจาก ‘ทุนวัฒนธรรม’ ของเมือง นำมาต่อยอดอย่างไรได้บ้าง เราเริ่มคำถามจากจินตนาการถึงอนาคตได้ไหม ว่าอยากเห็นสังคมหน้าตาแบบไหน แล้วย้อนมาดู “ความเป็นจริง” ของเราทั้งหมดใหม่

7.
ใน ‘When I Bloom, Maybe Tomorrow’ สีตวรรณ สิงหเศรษฐ กราฟิกดีไซเนอร์และนักวาดภาพประกอบจากหาดใหญ่ ดอกไม้หลากสีงอกงามขึ้นมาใหญ่โตภายในอาคารเก่า เราอยู่ในมุมมองดังแมลงตัวน้อยในการ์ตูน ผลงานนี้เกิดจาก “เศษเสี้ยวความรู้สึกสับสน” ของศิลปิน ต่อการเติบโต ความมั่นคง และเส้นทางชีวิต ดอกไม้เหล่านี้เป็นดังเพื่อนช่วยเตือน ว่าจากเมล็ดพันธุ์หลากชนิด เราก็ผลิบานกันออกมาได้เป็นรูปทรงสีสันที่หลากหลาย และผลิบานออกมาได้ ในจังหวะที่ไม่พร้อมกัน

“เวลาเราไปหอศิลป์มันต้องระวังตัวเยอะมาก ทำให้คนรู้สึกห่างไกลกับศิลปะ ซึ่งก็เข้าใจได้ในบริบทของสถานที่นั้น ในสถานที่นี้เราเลยอยากหาว่าคนที่นี่สนใจอะไร ซึ่งเขาก็อยากเข้ามาถ่ายภาพ มาอยู่ มาคิด ในสิ่งที่เราสร้าง ได้ขยับ ได้เปิดประสบการณ์ใหม่ ๆ” เธอเล่า หนึ่งในไฮไลท์ของงานนี้คือแผ่นกระเบื้่องหลากสี ที่ผู้ชมหยิบขึ้นมาจัดเรียงกันใหม่ให้เป็นพื้นที่สวยงามได้ในแบบที่ใจชอบ

8.
ที่ a.e.y.space พื้นกระเบื้องเงามันสะท้อนแสงเพียงหนึ่งเดียวในห้องจากจอฉายภาพเคลื่อนไหวของเอกพงษ์ สราญเศรษฐ์ หนึ่งในผู้กำกับสารคดี ‘Breaking the Cycle อำนาจ ศรัทธา อนาคต’ สำหรับเทศกาลนี้ งานวิดีโอจัดวาง ‘ไม่เคยจาก : Never Fades Away’ ให้ความรู้สึกเหมือนบทกวีสามบรรทัดทางภาพและเสียง เพื่อสดุดีบรรบุรุษชาวจีนผู้อพยพมาอยู่ที่สงขลา มันเริ่มจากแสงไฟเล็ก ๆ สะท้อนบนผืนน้ำหน้าฮวงซุ้ย แล้วอาคารบนเนินด้านหลังก็สว่างขึ้นโดยใครบางคน และโดยไม่ทันตั้งตัว เราก็ถูกกระชากไปอีกมิติผ่านแรงของเสียงมาแทกดังลั่น ผลงานความร่วมมือกับ เจ วัฒนกุลจรัส แห่งวงลั่น ๆ อย่าง JPBS ภาพของประธานเหมาถูกฉายทับลงตารางสี่เหลี่ยมคล้ายช่องเก็บอัฐิ บอกให้รู้ว่าภาพอื่น ๆ ที่ฉายลงช่วงนี้คือประวัติศาสตร์ประเทศจีนในช่วงสงครามและการปฏิวัติ แสงและสถานที่ทำงานร่วมกันเพื่อสร้างภาพ ซึ่งไหลสะท้อนต่อออกมานอกจอ ตามมาด้วยภาพประวัติศาสตร์ไทยในส่วนต่อมา ไม่ว่าจะเป็นการช่วยเหลือกันเมื่อสงขลาเผชิญปัญหา หรือการเสด็จของประมุขแห่งชาติไทยในขณะนั้น หนังค่อย ๆ จบลงเมื่อคลังภาพเคลื่อนไหวระดับชาติถูกแทนที่ด้วยคลังหนังบ้านในทางส่วนตัวของศิลปิน ฉายภาพของเขาและพ่อลงบนผนังขาวธรรมดา ในพื้นที่ที่ดูส่วนตัวไม่แพ้เหตุการณ์ในนั้น อากาศคล้ายกลับมาโปร่งโล่งสบาย หลังมวลเสียงแน่นหายไป ภาพสุดท้ายคือวิวจากชายฝั่งมองออกไปยังทะเลมืด ดวงไฟเล็ก ๆ เรียงกันเป็นเส้นบอกเราว่านั่นคือเส้นขอบฟ้า แสงอาทิตย์ค่อย ๆ เผยโครงร่างของประติมากรรมนางเงือกทอง และท้ายที่สุดที่ปรากฎต่อสายตาด้วยแสงสว่าง คือเรือสำเภาที่เข้ามาหาฝั่งอย่างเชื่องช้า เอกพงษ์ทำให้การมองไปยังอดีตซึ่งเป็นเรื่องของเวลา กลายมาเป็นมิติและทิศทางในเชิงสถานที่ หากเทวทูตแห่งประวัติศาสตร์มีลมแห่งกาลเวลาพัดเขาจนหันมองอดีตได้เพียงภาพ เอกพงษ์ก็มีแสงสว่างเป็นเครื่องมือเชิงอุปมา ภาพหรือเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น ไม่ “จาก” หรือไม่แม้แต่จาง (fade) แต่มันถูกสดุดีด้วยการส่องออกมาจากฟากฝั่งหนึ่งสู่อีกฟากฝั่ง ในเรื่องเล่าเปรียบเปรยที่เต็มไปด้วยความจริงนี้ เราไม่ได้สื่อสารกับอดีตเพียงทางเดียวผ่านการเผาหรือไหว้เพื่อส่งมอบสิ่งของ แต่มันคือสถานการณ์แห่งการมีส่วนร่วม ที่เกิดขึ้นได้แค่เมื่ออดีตส่งเสียง ขยับเคลื่อนไหว หรือมีปฏิสัมพันธ์กับพื้นผิวของปัจจุบัน เราคิดว่าการนั่งเหม่ออยู่ที่ริมหาดเป็นเหมือนการจ้องไปยังอดีต แต่แสงที่ส่องมาเข้าตาเรา ก็ฉายภาพบางอย่างจากเงาตกค้างที่ไม่ได้อยู่แค่ในฟิล์มมาบนร่างพวกเราเหมือนกัน และนั่นอาจเป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นตลอดเวลาอยู่แล้วก็ได้

9.
สงขลาวันนี้มีเครื่องดื่มรสจัดจ้าน ค่ำคืนที่บาร์ Grandpa Never Drunk Alone คือกลิ่นอายเผ็ดเปรี้ยวซ่าที่ระเบิดออกมาเป็นชุมชนของเพื่อนพี่น้องที่คึกคักและอบอุ่นไม่แพ้ในเมืองใหญ่ รอบข้างของบาร์นั้นคือเหล่าร้านคนเท่ ตั้งแต่ร้านแผ่นเสียง Nusantara, ร้าน ‘ดาษดื่น’ ซึ่งอัดแน่นด้วยของที่ระลึกดีไซน์เก๋ และไวน์บาร์อย่าง KOMO ทั้งหมดนี้อยู่ในย่านปลายถนนนคร ห่างจาก “บ้านสงครามโลก” อายุเกือบร้อยปีแค่ไม่กี่นาทีเดินเท้า

เราอยากจบบันทึกจากสงขลาด้วยบทสนทนาหน้าทองม้วนสดกับชายคนหนึ่ง

“สงขลามันดีอย่างหนึ่งคือเวลาว่างมันเยอะ มันไม่ค่อยมีอะไรให้ทำ เวลามันเดินช้า วันวันหนึ่งกว่าจะจบอะ (ยิ้ม) เราก็เลยหาอะไรทำ บางทีเราไปออกกำลังกาย ไปนั่งแล้วไม่รู้จะทำอะไรก็เลยถ่ายรูป” รัฐนคร ปิยะศิริโสฬส เล่า ผลงานภาพถ่ายของเขาจัดแสดงที่อาคารเดียวกับบ้านขนมไทยสอง-แสน ซึ่งเป็นอีกหนึ่งอาชีพของเขา นอกเหนือจากงานถ่ายภาพ

“พอยิ่งศึกษาเกี่ยวกับการถ่ายภาพก็ยิ่งอยากออกไปถ่ายขึ้นเรื่อย ๆ จนกระทั่งมองว่าถ้าอยากถ่ายรูปต่อมันควรมีรายได้จากมันบ้าง ก็เลยขายงานทางออนไลน์ ผ่านช่องทางสต็อกโฟโต้ คนก็สามารถซื้อภาพเราไปใช้ทำอะไรได้ บางทีเรานั่งเดินทางก็ไปเจอรูปเราอยู่ในเครื่องบินก็มี”

“เรายึดติดกับอดีต สมัยก่อนตอนยังไม่มีท่าน้ำ ผมตั้งกล้องอยู่ตรงนั้นเป็นชั่วโมงไม่เจอแม้กระทั่งแมวสักตัว แต่สมัยนี้คนเต็มเลย เราเองก็ไม่ได้รังเกียจนะ บ้านเรามันก็ดีขึ้น แต่มันก็เปลี่ยนวิธีถ่ายภาพของเรา”

“Singorama Art Fest” เทศกาลศิลปะร่วมสมัยในชุมชนย่านเมืองเก่าสงขลา
จัดขึ้นเมื่อ 24-26 กรกฏาคม 2569 ณ ย่านเมืองเก่าสงขลา

นิทรรศการหลักยังสามารถเข้าชมได้:

‘นครโอเค
ซิงกอร่าเหนือกาลเวลา 2’
จัดแสดงถึง 1 พฤศจิกายน 2569

‘When I Bloom, Maybe Tomorrow’
จัดแสดงถึง 16 สิงหาคม 2569

‘The Continuity of Ontology’
จัดแสดงในวันที่ 15 และ 16 สิงหาคม 2569

‘Never Fade Away ไม่เคยจาก’
จัดแสดงถึง 23 สิงหาคม 2569

ดูรายละเอียดเพิ่มเติมที่เพจ SingoramArtFest