เทศกาลฮาโลวีนอาจเป็นช่วงเวลาที่เราสนุกกับการแต่งตัวเป็นผีและเรื่องเล่าสยองขวัญ แต่ความตายยังชวนให้เราตั้งคำถามได้มากกว่าความน่ากลัวหรือการหายไปของใครสักคน โดยเฉพาะเมื่อคนที่จากไปยังคงปรากฏอยู่ในความทรงจำ ความคิด และการตัดสินใจของคนเป็น ราวกับว่าพวกเขายังไม่เคยจากไปไหน
หนึ่งในตัวอย่างที่เรานึกถึง ก็คือฉากต่าง ๆ ใน ‘ดาบพิฆาตอสูร’ (Demon Slayer) ที่ความตายเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของเรื่องราวและชีวิตตัวละครหลายคน โดยเฉพาะในภาค ‘ปราสาทไร้ขอบเขต’ ซึ่งเราจะเห็นได้เลยว่า คนตายปรากฏตัวขึ้นมาบ่อยครั้ง ทั้งในรูปของความทรงจำและภาพที่ตัวละครหวนคิดถึง บางฉากก็ชวนให้รู้สึกราวกับว่าพวกเขากลับมาพบกันจริง ๆ การปรากฏตัวเหล่านี้ชวนให้เราคิดต่อว่า แม้ชีวิตจะสิ้นสุดลงแล้ว คนคนหนึ่งยังคงมีตัวตนอยู่ในชีวิตของผู้อื่นได้อย่างไร
ฮาโลวีนปีนี้ เราเลยอยากชวนทุกคนมามองเรื่องของความตายในดาบพิฆาตอสูรผ่านแนวคิดของ ปอล ริเกอร์ (Paul Ricoeur) นักปรัชญาชาวฝรั่งเศส ผู้เสนอว่ามนุษย์ทำความเข้าใจตัวเองผ่านเรื่องเล่าที่เชื่อมโยงประสบการณ์ การกระทำ และความสัมพันธ์ตลอดช่วงชีวิตเข้าด้วยกัน แนวคิดนี้เรียกว่า ‘narrative identity’ หรือ ‘อัตลักษณ์เชิงเรื่องเล่า’ ซึ่งมองว่าตัวตนของเราไม่ได้เกิดจากคุณลักษณะที่คงที่เพียงอย่างเดียว แต่ยังก่อรูปขึ้นผ่านเรื่องราวที่เราใช้ทำความเข้าใจชีวิตของตัวเอง และเรื่องราวเหล่านั้นก็สามารถเปลี่ยนแปลงไปตามประสบการณ์ใหม่ ๆ ได้
เหมือนกับในเรื่องดาบพิฆาตอสูร เพราะแม้ว่าคนที่ตายไปแล้วจะไม่อาจดำเนินเรื่องราวของตัวเองต่อไปได้ ทว่าเรื่องเล่าเกี่ยวกับพวกเขายังคงส่งผลต่อคนเป็น ทั้งผ่านความทรงจำ ความสัมพันธ์ และสิ่งที่คนที่ยังอยู่เลือกทำต่อจากนั้น เราจึงอยากชวนสำรวจความตายผ่านสองคำถามสำคัญ ตั้งแต่การเผชิญหน้ากับตั
📌 การตั้งคำถามต่อตัวตนของ ‘อาคาสะ’ เมื่อความตายพาเรากลับไปเผชิญหน้ากับคำมั่นที่เคยมี
"ข้าจะแข็งแกร่งกว่าใครและจะปกป้องเจ้าตลอดชีวิต" - ฮาคุจิ (อาคาสะ)
ริเกอร์อธิบายว่า ตัวตนของมนุษย์มีสองมิติที่สัมพันธ์กัน มิติแรกคือ ‘idem’ หรือ ‘sameness’ หมายถึงความเหมือนเดิมหรือคุณลักษณะที่ทำให้เราดูเป็นคนเดิมอย่างต่อเนื่อง อีกมิติหนึ่งคือ ‘ipse’ หรือ ‘selfhood’ จะเกี่ยวข้องกับการรักษาความเป็นตัวเอง แม้เราจะเปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา โดยริเกอร์ใช้การรักษาคำพูดหรือคำมั่นสัญญาเป็นตัวอย่างสำคัญของมิตินี้ เพราะแม้ความคิด ความรู้สึก หรือความต้องการของเราจะเปลี่ยนไป เรายังสามารถเลือกยืนหยัดต่อสิ่งที่เคยให้คำมั่นไว้ได้
เมื่ออ่านเรื่องราวของอาคาสะผ่านแนวคิดนี้ เราจะเห็นความตึงตัวระหว่างสองขั้วของอัตลักษณ์เดียวได้ชัดขึ้น ในฐานะอสูร เขายังคงยึดมั่นในความแข็งแกร่ง ฝึกฝนและต่อสู้อย่างไม่สิ้นสุด ความสามารถในการต่อสู้จึงกลายเป็นคุณลักษณะที่ดำเนินต่อเนื่องและกำหนดว่าเขาเป็นใครในสายตาของตัวเอง แต่ความแข็งแกร่งที่เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ไม่ได้หมายความว่าเขายังคงรักษาความหมายของชีวิตที่เคยมีไว้ได้ด้วย
ก่อนจะกลายเป็นอสูร อาคาสะเคยมีเคโซและโคยูกิเป็นบุคคลสำคัญในชีวิต ความสัมพันธ์กับทั้งสองคนทำให้ความแข็งแกร่งของเขาเคยมีความหมายมากกว่าการเอาชนะผู้อื่น เพราะมันเกี่ยวข้องกับการปกป้องคนที่รักและการมีอนาคตร่วมกัน เมื่อความทรงจำเหล่านี้หวนคืนในช่วงสุดท้ายของชีวิต อาคาสะจึงไม่ได้เพียงนึกถึงอดีต แต่ต้องเผชิญหน้ากับความหมายที่เคยยึดถือ และช่องว่างระหว่างคนที่เขาเคยเป็นกับชีวิตที่ดำเนินมาในฐานะอสูร
หากอ่านผ่านมุมมองของริเกอร์ การกลับมาของความทรงจำทำให้อาคาสะต้องเผชิญหน้ากับคำมั่นที่เคยมีต่อคนสำคัญอีกครั้ง ขณะที่การตัดสินใจหยุดฟื้นตัวอาจมองได้ว่าเป็นการตัดสินใจครั้งสุดท้ายที่เขามีต่อชีวิตตัวเอง แม้เขาไม่อาจย้อนกลับไปแก้ไขอดีตหรือคืนชีวิตให้ผู้สูญเสียได้ แต่ยังเลือกที่จะหยุดดำเนินชีวิตตามแรงขับที่หลงเหลืออยู่ในฐานะอสูร การตัดสินใจนี้จึงอาจอ่านได้ว่าเป็นการปลดตัวเองจากวงจรเดิม มากกว่าการรักษาคำมั่นไว้โดยไม่มีเงื่อนไข ก่อนที่ความตายจะยุติความสามารถในการเล่าและเปลี่ยนแปลงเรื่องราวชีวิตของเขาลงอย่างถาวร
📌ครูและลูกศิษย์ เซ็นอิตสึกับจิโกโร่ เมื่อความตายพรากคนเป็น แต่ความทรงจำยังคงอยู่
ถ้าเรื่องราวของอาคาสะชวนให้เรามองความสัมพันธ์ระหว่างตัวตนกับคำมั่นที่เคยมี เรื่องของเซ็นอิตสึก็พาไปสู่อีกคำถามว่า เมื่อใครคนหนึ่งไม่สามารถเล่าเรื่องราวของตัวเองได้อีก คนที่ยังอยู่จะจดจำและส่งต่อเรื่องราวนั้นอย่างไร แนวคิดเรื่องการยอมรับ (recognition) ของริเกอร์ช่วยให้เราเข้าใจว่า การรู้จักตัวเองไม่ได้เกิดขึ้นอย่างโดดเดี่ยว แต่ยังสัมพันธ์กับการที่ผู้อื่นมองเห็นและยืนยันตัวตนของเรา การได้รับการยอมรับในฐานะคนที่สามารถลงมือทำสิ่งต่าง ๆ และเผชิญความทุกข์ได้ จึงมีส่วนทำให้เรามองเห็นความสามารถและคุณค่าของตัวเองชัดเจนขึ้น
จิโกโร่ อาจารย์ปู่ของเซ็นอิตสึ เชื่อมั่นในตัวลูกศิษย์แม้เซ็นอิตสึจะหวาดกลัวและขาดความมั่นใจอยู่เสมอ เขามองเห็นความสามารถที่เซ็นอิตสึยังไม่อาจยอมรับได้ด้วยตัวเอง ความสัมพันธ์นี้จึงไม่ได้มอบให้เซ็นอิตสึเพียงวิชาดาบ แต่ยังช่วยให้เขามองเห็นคุณค่าของตัวเอง เมื่อจิโกโร่เสียชีวิต เซ็นอิตสึไม่อาจกลับไปขอคำแนะนำหรือรับฟังคำยืนยันจากอาจารย์ได้อีก แต่สิ่งที่จิโกโร่เคยเชื่อมั่นยังคงส่งผลต่อการตัดสินใจของเขา โดยเฉพาะเมื่อต้องเผชิญหน้ากับไคงาคุ
เรื่องราวของเซ็นอิตสึจึงชวนให้เห็นว่า แม้ผู้จากไปจะไม่สามารถมีส่วนร่วมในชีวิตของเราได้เหมือนเดิม สิ่งที่พวกเขาเคยถ่ายทอดยังคงดำเนินต่อผ่านวิธีที่เรามองตัวเองและเลือกใช้ชีวิต อย่างไรก็ตาม ริเกอร์ชวนให้เราระวังด้วยว่า ความทรงจำไม่ได้ถูกใช้เพื่อรักษาความหมายของอดีตเสมอไป เพราะเราอาจเลือกจดจำเพียงบางแง่มุมของผู้จากไป จนเรื่องราวที่ซับซ้อนของพวกเขาถูกแทนที่ด้วยภาพที่เราต้องการเห็น การสืบทอดเรื่องราวจึงไม่ควรหมายถึงการยึดผู้จากไปไว้กับภาพในอุดมคติ แต่ควรเปิดพื้นที่ให้ความขัดแย้งและความเปลี่ยนแปลงในชีวิตของพวกเขายังคงปรากฏอยู่ด้วย
📌เมื่อชีวิตสิ้นสุดลง ใครจะเล่าเรื่องของเราต่อไป
เมื่ออ่านดาบพิฆาตอสูรผ่านปรัชญาการเล่าเรื่องของริเกอร์ เราจะเห็นว่า ความตายเชื่อมโยงกับคำถามเรื่องตัวตน ความสัมพันธ์ และความทรงจำอย่างแยกจากกันไม่ได้ อาคาสะทำให้เราเห็นว่าความตายอาจเป็นช่วงเวลาที่คนคนหนึ่งต้องเผชิญหน้ากับคำมั่นและเรื่องราวชีวิตของตัวเอง ส่วนเซ็นอิตสึกับจิโกโร่แสดงให้เห็นว่าความสัมพันธ์สามารถหล่อหลอมตัวตนของเราได้ แม้อีกฝ่ายจะไม่สามารถกลับมามีส่วนร่วมในชีวิตได้เหมือนเดิมแล้วก็ตาม
บางทีคำถามที่ดาบพิฆาตอสูรชวนให้เราคิดต่อในช่วงฮาโลวีนจึงไม่ใช่เพียงว่า คนตายยังคงอยู่กับเราได้อย่างไร แต่เป็นคำถามว่า เมื่อชีวิตของใครคนหนึ่งสิ้นสุดลงแล้ว เราจะเล่าเรื่องของเขาต่ออย่างไร โดยไม่ทำให้เขากลายเป็นเพียงภาพที่เราอยากเห็น และจะทำอย่างไรให้ความทรงจำของเรายังคงเปิดพื้นที่แก่เรื่องราวของเขา แม้เราไม่อาจได้ยินเสียงจากเจ้าของเรื่องนั้นอีกต่อไป
อ้างอิง
Pettersson, J. (2024). Civic integration and the negation of collective selfhood: A normative analysis through Paul Ricoeur’s notions of identity. Distinktion: Journal of Social Theory, 26(2), 205–228. https://doi.org/10.1080/1600910x.2024.2350945




