5 แนวคิดญี่ปุ่น ที่สะท้อนอยู่ในภาพยนตร์อันค้างคาของ ‘ฮิโรคาซุ โคเรเอดะ‘

Post on 1 April 2026

ตั้งแต่ Nobody Knows (2004), Still Walking (2008), Shoplifters (2018) จนถึง Monster (2023) ผลงานของ ฮิโรคาซุ โคเรเอดะ มักถูกอธิบายว่าเป็นหนังว่าด้วย “ครอบครัวที่แตกร้าว” หรือ “ผู้คนชายขอบ” ที่ทิ้งมวลความหม่นค้างไว้หลังออกจากโรง แต่คำอธิบายแบบนั้นอาจยังไม่พอจะจับแก่นของสิ่งที่เขาทำอยู่จริง ๆ

สิ่งน่าสนใจไม่ใช่แค่ “เขาเล่าเรื่องอะไร” หากคือ “เขาเล่าอย่างไร“ เหตุใดเรื่องราวถึงให้ความรู้สึกเหมือนกำลังเกิดขึ้นตรงหน้าในขณะนั้น ทำไมอารมณ์ถึงหนาแน่นโดยไม่ต้องเร่งเร้าหรือบีบเค้นแบบภาษาหนังทั่วไป และทำไมรอยร้าวบางอย่างจึงไม่ถูกคลี่คลาย หากปล่อยค้างไว้ในตอนจบที่เหมือนจะ “ขาดตอน” แต่กลับยังสั่นสะเทือนอยู่ภายในคนดูต่อไป

คำอธิบายแบบตะวันตกอย่าง “minimalist,” “naturalistic,” หรือ “realism” อาจช่วยจับโทนของหนังได้ในระดับหนึ่ง แต่ก็ยังไม่พอจะอธิบายสุนทรียะของ ฮิโรคาซุ โคเรเอดะ ได้อย่างครบถ้วน
ในงานศึกษาของ Linda C. Ehrlich เธอชวนมองหนังของโคเรเอดะผ่านกรอบ “ภาพยนตร์เชิงธาตุ” (elemental cinema) โดยเสนอว่าเขาสร้างโลกทางอารมณ์ขึ้นจากการพัวพันกันระหว่างมนุษย์กับสภาพแวดล้อม ดิน น้ำ ไฟ และอากาศ ที่ไม่ได้เป็นเพียงฉากหลัง แต่เป็นแรงที่ค่อย ๆ หล่อหลอมความรู้สึกและความหมายของเรื่อง

สำหรับเรา แนวคิดหลักทั้งห้านี้ทำหน้าที่เสมือนเสาหลักที่ถักทอผลงานของเขาให้กลายเป็นบทกวี ตั้งแต่ภาษาการกำกับที่เน้นการ “เฝ้าดู” มากกว่าการชี้นำ ไปจนถึงอารมณ์ที่ไม่เคยถูกสรุปอย่างสมบูรณ์ แต่ยังคงค้างอยู่ในใจผู้ชมหลังภาพยนตร์จบลง

องค์ประกอบเหล่านี้อาจไม่ใช่สิ่งที่มองเห็นหรือจับต้องได้โดยตรง หากแต่เป็นแรงบางเบาที่แทรกซึมอยู่ในทุกชั้นของหนัง—ช่วยให้เราไม่เพียงเข้าใจสิ่งที่เกิดขึ้นบนจอ แต่ยังเปิดทางให้ตีความย้อนกลับไปยังชีวิตจริงของเราเองด้วย

โรงภาพยนตร์เฮ้าส์ สามย่าน กำลังจะจัดภาพยนตร์ของเขาในโปรแกรม House Classics ประจำเดือน ที่จะนำภาพยนตร์คลาสสิกกลับมาขึ้นจอใหญ่อีกครั้งพร้อมคำบรรยายไทยและอังกฤษ โดย Nobody Knows (2004) เข้าฉาย 10 เมษายนเป็นต้นไป และ Still Walking (2008) เข้าฉาย 17 เมษายนเป็นต้นไป ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่เพจ House Samyan

Nobody Knows (2004)

Nobody Knows (2004)

1. 観察する Kansatsu suru — เทคนิคการกำกับแบบจับสังเกต

Kansatsu suru หมายถึง “การสังเกต” กิจกรรมพื้นฐานที่ใคร ๆ ก็ทำ แต่ไม่รู้ทำยังไง (?) ในบริบทของโคเรเอดะ กิจกรรมนี้มีความหมายเข้มข้นและเจาะจงกว่านั้นมาก เราสังเกตได้ก็ต่อเมื่อไม่พกสิ่งใดติดตัวมาด้วยเลย ไม่มีวาระ ไม่มีคำตอบที่คาดเดาไว้ก่อน โคเรเอดะเคยเปรียบเทียบผู้กำกับกับอวัยวะ “หู” ในฐานะผู้เฝ้ารอให้สิ่งต่าง ๆ มาส่งเสียงกับตัวเอง แทนที่จะถามอะไรกับพวกมัน

สารคดีแรกของเขา Lessons from a Calf (1991) ใช้เวลาสามปี ติดตามนักเรียนประถมที่เลี้ยงลูกวัว แต่เขาไม่รู้ว่าหนังเรื่องนี้จะพูดถึงอะไรด้วยซ้ำ จนกว่าจะได้เฝ้าดูสิ่งต่าง ๆ เกิดขึ้น แนวคิด kansatsu suru แสดงออกมาชัดที่สุดเมื่อเขาทำงานกับเด็ก ๆ เขาไม่ให้บทหนังกับเด็ก ๆ แต่กระซิบบทพูดให้ในไม่กี่วินาทีก่อนถ่าย นั่นคือการกำกับที่กระตุ้นให้ความสับสน ความเบื่อหน่าย และความยืดหยุ่นของเด็ก ๆ ปรากฏขึ้นมาบนพื้นผิวของภาพยนตร์ และหนึ่งในตัวอย่างที่ยืนยันความพิเศษของกระบวนการนี้คือการแสดงของ ยูยะ ยากิระ ในวัย 12 ปีกับภาพยนตร์ Nobody Knows (2004) ที่พาเขาไปคว้ารางวัลนักแสดงนำชายที่เมืองคานส์

Kansatsu suru คือแนวคิดที่ทำให้ภาพยนตร์ของเขามีความรู้สึกว่า “เพิ่งเกิดขึ้น” และบันทึกไว้ได้ แทนที่จะเป็นเรื่องราวที่ “ถูกหยิบขึ้นมาเล่า”

Lessons from a Calf (1991)

Lessons from a Calf (1991)

2. 侘び Wabi — โอบรับอย่างตรงไปตรงมา

Wabi อาจเป็นหนึ่งในแนวคิดญี่ปุ่นที่คนไทยคุ้นหูมากที่สุด ในฐานะปรัชญาที่อธิบายความหยาบ ความพร่อง หรือความไม่ค่อยจะถูกต้อง (ตามมาตรฐานที่ถือกัน) แต่สิ่งเหล่านั้นอาจเป็นความงามที่มากับความซื่อสัตย์ ไม่ประดับตกแต่ง

สำหรับโคเรเอดะ สิ่งนี้อาจอยู่ในแสงธรรมชาติ มากกว่าแสงไฟจากกองถ่าย อยู่ในเสียงสภาพแวดล้อมจริง มากกว่าดนตรีประกอบ ในช็อตแช่กล้องนิ่ง แทนการเคลื่อนกล้อง

นึกถึงแสงสีฟ้าอ่อนของอพาร์ตเมนต์โตเกียวในบ่ายวันที่มีเมฆมาก นึกถึงไอความอบอุ่นแสนพิเศษในห้องครัวที่กำลังจะเสิร์ฟอาหารญี่ปุ่น “สิ่งสำคัญ” เหล่านี้เกิดขึ้นในภาพยนตร์ของเขาอย่างเรียบง่าย ไร้การเค้นอารมณ์ความรู้สึกด้วยเทคนิคภาพยนตร์ ผู้ชมไม่ถูกกระตุ้นให้ซาบซึ้งร้องไห้หรืออัดอั้นรุนแรงอะไร

ลองนึกถึงหนัง Still Walking (2008) ความงามในความไม่สมบูรณ์แบบและความผิดหวัง อยู่กับความโศกเศร้า ความลับ ความคับข้องใจ และความสูญเสียภายในครอบครัว จากการเสียชีวิตของลูกชายคนโต หนังไม่ได้ทั้งพยายามสร้างภาพโรแมนติกให้ครอบครัวนี้เกินจริง และไม่ได้พยายามคลี่คลายปัญหามาเจอทางจบสวย ๆ เช่นกัน แต่มันโอบรับรอยร้าวเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต อารมณ์และความทรงจำไม่ได้ระเบิดออกมาอย่างมหากาพย์ แต่ฝังอยู่ในสิ่งธรรมดา ๆ รอบตัวอย่างข้าวโพดเทมปุระ ซูชิ อัลบั้มรูปเก่า หรือแปรงสีฟัน

Still Walking (2008)

Still Walking (2008)

3. 物の哀れ Mono no aware — จบแต่ไม่เจ็บ

Mono no aware เป็นคำที่แปลตรงตัวได้ยาก และถึงแม้มันจะใกล้เคียงกับความคิดเรื่อง “สัจธรรม” แต่รายละเอียดความคิดของมัน อยู่ในการตระหนักถึงความชั่วคราวพร้อม ๆ กับความงามของประสบการณ์ต่าง ๆ ไปพร้อมกันด้วย เราไม่ได้เศร้า แม้จะรู้ว่าดอกซากุระที่งดงามตรงหน้ากำลังจะต้องร่วงหล่นไปสักวัน แต่มันสวยงามก็เพราะมันร่วงหล่น และการร่วงหล่นเองก็สวยงามเพราะมันเคยเป็นดอกไม้บนกิ่งมาก่อน

ในหลาย ๆ ครั้ง ภาพยนตร์ของโคเรเอดะมักเกี่ยวข้องกับความหมายของการรักสิ่งต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นผู้คน สถานที่ หรือช่วงเวลา แต่สิ่งเหล่านั้นก็กำลังจะผ่านไปอยู่แล้วในขณะที่กำลังรัก นี่คือสาเหตุของตอนจบแบบที่ไม่ได้คลี่คลายลงแบบทั่วไป แต่เป็นจุดจบ “ขาดๆ” ที่นักวิจารณ์บางคนมองว่าเป็นจุดอ่อน แต่มันอาจเป็นประเด็นทางปรัชญาที่เขาตั้งใจกำกับมาอย่างนั้น เมื่อชีวิตอาจไม่มีบทสรุป มันแค่เพียงดำเนินต่อไป พร้อมความสูญเสียที่แต่ละคนแบกไว้จากระหว่างทาง

After the Storm (2016)

After the Storm (2016)

4. 幽玄 Yūgen — ลึกล้ำและลี้ลับ

ถ้า mono no aware คืออารมณ์ที่อ่อนโยนและแนบชิดเรา yūgen กลับคืออีกสิ่งที่ใหญ่โตกว่าและน่าสะพรึงกว่า คือความลึกลับที่ลึกไปกว่าที่ความคิดหรือภาษาจะสามารถอธิบายได้ คือการยืนเผชิญหน้ากับบางอย่างที่เกินกว่าความสามารถเข้าใจ ในสุนทรียศาสตร์ญี่ปุ่น yūgen เชื่อมโยงกับความมืด ความไม่สมบูรณ์ และความงามที่ยิ่งงดงามยิ่งขึ้นไปอีก

ตัวอย่างที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในผลงานของโคเรเอดะ คือฉากก่อนสุดท้ายของ Maborosi (1995) ที่ตัวละคร ยูมิโกะ เดินตามขบวนแห่ศพตามชายฝั่งใต้ท้องฟ้าสีม่วงยามพลบค่ำ ร่างมนุษย์ตัวเล็กนิดเดียว อยู่ท่ามกลางทะเลและบรรยากาศขมุกขมัว เหตุการณ์เดียวกินเวลายาวนานหลายนาที ไร้การตกแต่ง ไร้คำอธิบายความตาย ไม่เข้าใกล้คำตอบเฉลมปมคลี่คลาย มีเพียงการ “อยู่ตรงนั้น” เป็นพยาน และนั่นอาจอธิบายได้ด้วยว่าทำไมภาพยนตร์ของเขาไม่รู้สึก “จบ” ในแบบที่เรื่องเล่าทั่วไปจบ เมื่อความรู้สึกที่ยากจะอธิบายกำลังก่อตัวและขยายอยู่ภายในผู้ชม

Maborosi (1995)

Maborosi (1995)

5. 余情 Yojō — ความค้างคา (พร้อมกันกับ Okashi — ความขบขัน)

Yojō คือ “อารมณ์ที่ยังค้างอยู่” มันดำรงอยู่คู่กับ Okashi หรือ “ความยินดีที่น่าขบขัน” ซึ่งพบได้คู่กันอย่างสมดุลในหนังของโคเรเอดะ

ใน Still Walking (2008) ครอบครัวแยกย้ายกันไป และความขุ่นเคืองที่ไม่เคยพูดออกมายังคงอยู่กับเราต่อ ใน After the Storm (2016) พ่อและลูกชายกลับไปใช้ชีวิตแยกกัน แต่ยามรอพายุในร้านสะดวกซื้อกลางดึกยังคงอยู่ ผู้ชมยังคงต้องทำงานต่อหลังไฟในโรงภาพยนตร์สว่างขึ้น แต่ว่าชีวิต แม้จะเจ็บปวดที่สุด ก็ไม่หยุดที่จะตลก นักวิจารณ์ชาวตะวันตกมักมองว่าโคเรเอดะสร้างหนังเศร้าซึม แต่เขาอาจสร้างหนังที่ถือทั้งความโศกเศร้าและอารมณ์ขันไว้ในมือสองข้างพร้อมกัน ตัวอย่างเช่น วุ้น Calpis แช่แข็งที่มีกลิ่นตู้เย็นใน After the Storm ซึ่งเป็นทั้งความรักของแม่และความล้มเหลวในบ้านพร้อมกัน หรือรองเท้าที่มีเสียงเอี๊ยดอ๊าดของ ยูกิ เด็กที่เล็กที่สุดใน Nobody Knows (2004) ซึ่งแสดงให้เห็นทั้งความเป็นเด็กในสถานการณ์ที่เกินเด็ก ความเจ็บปวดในหนังของเขามีอยู่จริง แต่ความขบขันเล็กน้อยในนั้นก็จริงไม่แพ้กัน

อ้างอิง

Ehrlich, Linda C. The Films of Kore-eda Hirokazu: An Elemental Cinema. Palgrave Macmillan, 2019.

Ehrlich, Linda C. "Turning Away from the Fire: A New Look at Films of Kore-eda Hirokazu." Framework: The Journal of Cinema and Media, vol. 60, no. 1, Spring 2019, pp. 116-140. Project MUSE.