ตลอดกว่าสิบปีที่ผ่านมา Jungle เป็นหนึ่งในวงที่ค่อย ๆ สร้างโลกของตัวเองขึ้นมาอย่างชัดเจน โลกที่เพลง ภาพ และการเคลื่อนไหวแทบแยกออกจากกันไม่ได้ ตั้งแต่ซาวด์โซลฟังก์ที่ฟังไม่กี่จังหวะก็ชวนให้ขยับตัว ไปจนถึงมิวสิกวิดีโอเทคเดียวจบที่ปล่อยให้นักเต้นเป็นคนเล่าเรื่อง
เส้นทางของ Jungle เดินทางมาแตะจุดพีคในยุค Volcano เมื่อ Back on 74 พร้อมท่าเต้นจากมิวสิกวิดีโอถูกส่งต่อไปทั่วโลก มียอดสตรีมบน Spotify แตะหลักร้อยล้านครั้งและได้รับการรับรองระดับ Platinum ขณะที่ตัวอัลบั้มก็พาพวกเขาคว้ารางวัล BRIT Award สาขา Group of the Year เป็นครั้งแรกในปี 2024
สำหรับผู้เขียนเอง Jungle เป็นวงที่รักมาอย่างยาวนาน การได้เห็นพวกเขาเติบโตและเปลี่ยนแปลงผ่านแต่ละอัลบั้ม ทำให้วันที่มีโอกาสเปิด Zoom คุยกับ Josh Lloyd-Watson และ Lydia Kitto สองในสามสมาชิกของวง ก่อนการมาถึงของอัลบั้มลำดับที่ห้า Sunshine มีความตื่นเต้นมากกว่าการสัมภาษณ์วงดนตรีอื่น ๆ
เราเลยถือโอกาสชวนทั้งคู่ย้อนกลับไปถึงมิตรภาพระหว่างกำแพงบ้านในลอนดอนที่กลายมาเป็นจุดเริ่มต้นของ Jungle การเข้ามาเติมเต็มวงของ Lydia เคมีของสมาชิกทั้งสาม ไปจนถึงเบื้องหลังภาพและการเต้นที่กลายเป็นอีกภาษาหนึ่งของวง ก่อนจะกลับมาที่วันนี้ วันที่ความร้อนแรงของ Volcano ผ่านพ้นไป และ Jungle กำลังยืนอยู่ท่ามกลางแสงแดดของ Sunshine
เพราะเมื่อมองย้อนกลับไป สิบกว่าปีของ Jungle อาจไม่ใช่แค่เรื่องของการเปลี่ยนแปลง แต่คือการค่อย ๆ รู้ว่าอะไรสำคัญ อะไรไม่จำเป็น และปล่อยให้สิ่งที่เหลืออยู่ เพลง มิตรภาพ สัญชาตญาณ และจังหวะของตัวเอง พาพวกเขาเดินต่อไป
ก่อนจะเป็นวงที่มีอัลบั้มติดชาร์ตและแฟนเพลงทั่วโลก Jungle เริ่มต้นจากอะไรที่เรียบง่าย มิตรภาพของเด็กชายสองคนบนกำแพงบ้านย่านตะวันตกของลอนดอน ที่ค่อย ๆ กลายมาเป็นโปรเจกต์ดนตรีที่ผ่านการลองผิดลองถูกมานับสิบปี
GC: เชื่อว่าแฟนเพลงหลายคนอาจรู้จักคุณจากเพลง "Back on 74" ช่วยเล่าย้อนกลับไปหน่อยได้ไหมว่าวงเริ่มต้นมาได้อย่างไร
Josh: ผมกับ Tom โตมาด้วยกันในฐานะเพื่อนบ้าน ตอนนั้นอายุประมาณสิบขวบ มีกำแพงที่เชื่อมบ้านทุกหลังในแถวนั้นเข้าด้วยกัน แล้วทุกคนก็จะปีนขึ้นไปนั่งเล่นบนกำแพง แลกการ์ดโปเกมอนกัน นั่นแหละคือจุดที่ผมได้รู้จักกับ Tom แล้วเราก็เริ่มเล่นดนตรีด้วยกันตอนอายุสิบกว่าขวบ เราสลับเล่นเครื่องดนตรีกันไปมา และเล่นกับวงดนตรีมากมายในช่วงวัยรุ่น พอโตขึ้นมาถึงอายุประมาณยี่สิบสอง ผมก็คิดว่า "ลองอีกสักครั้งดีไหม ครั้งสุดท้ายเลย" ตอนนั้นผมทดลองทำดนตรีบรรเลงและงานโปรดักชันมาเยอะ แล้วก็เริ่มใส่เสียงร้องลงไป นั่นแหละคือจุดกำเนิดของ Jungle เหมือนเป็นความพยายามครั้งสุดท้ายของเราในวงการเพลง เราออกอัลบั้มแรกในปี 2014 และตอนนี้ก็มาถึงอัลบั้มที่ห้าแล้ว
GC: อยากรู้ว่าตอนเด็กๆ ที่บ้านพวกคุณฟังเพลงแนวไหนกัน เพราะเท่าที่ทราบคุณเริ่มต้นจากวง Shoegaze กับ Tom มาก่อน แล้วพัฒนามาถึงตอนนี้ ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงที่ใหญ่มากเลย
Josh: ตอนเด็ก ๆ ผมฟังเพลงหลากหลายแนวมาก ตั้งแต่ The Strokes ไปจนถึง Chemical Brothers และฮิปฮอปแบบอังกฤษ พอโตขึ้นมาหน่อยผมก็เริ่มฟัง J Dilla และฮิปฮอปบรรเลงที่เน้นการทำบีตและโปรดักชันมากขึ้น เราฟังเพลงหลากหลายแนวมาก แต่ผมคิดว่าเพลงแนวโปรดักชันที่ฟังตอนอายุยี่สิบต้น ๆ อย่าง J Dilla นี่แหละที่ส่งอิทธิพลต่อซาวด์ของ Jungle มากที่สุด
ภาพโดย Mason Rose
Jungle อาจจะเริ่มต้นจาก Josh และ Tom แต่ Lydia คือจิ๊กซอว์ชิ้นที่ทำให้ภาพของวงสมบูรณ์ยิ่งขึ้น จากนักร้องรับเชิญที่เข้ามาร่วมงานตั้งแต่ปี 2019 ค่อยๆ กลายมาเป็นเสียงหลักของวงในยุค Volcano มิตรภาพที่เกิดขึ้นไม่ใช่แค่ในห้องอัด แต่ผ่านปีแล้วปีเล่าของการทำงานร่วมกัน
GC: ในฐานะสมาชิกใหม่ล่าสุดที่เริ่มจากการเป็นนักร้องรับเชิญจนกลายมาเป็นสมาชิกเต็มตัวในช่วงยุค Volcano เคมีระหว่างสามคนพัฒนาไปอย่างไรบ้างตั้งแต่ตอนนั้น
Lydia: เราไม่คิดว่ามันเปลี่ยนไปเท่าไหร่นะคะ เพราะจริงๆ เราทำงานและทำเพลงด้วยกันมาตั้งแต่ปี 2019 ช่วงอัลบั้ม Loving in Stereo แล้ว ก็เป็นการเริ่มทำเพลงกับพวกเขามากขึ้นเรื่อย ๆ เริ่มจากแต่งเพลงทุก สองสามสัปดาห์ แล้วก็ค่อย ๆ พัฒนาไปทำอัลบั้มเต็มด้วยกัน เลยรู้สึกว่าไม่มีอะไรเปลี่ยนไปมาก นอกจากเราจะเข้าใจว่าตัวเองโชคดีมากที่ได้อยู่ในสถานการณ์นี้ ที่ตอนนี้ได้เป็นสมาชิกวงจริง ๆ ซึ่งเป็นอะไรที่วิเศษมาก
GC: คุณคิดว่าคุณสมบัติข้อไหนของเพื่อนร่วมวง ทั้งในแง่ดนตรีหรือความเป็นคน ที่คุณพึ่งพาโดยไม่ต้องคิดเลย
Lydia: เราคิดว่าโดยเฉพาะกับ Josh เขารู้เสมอว่าสิ่งที่ควรจะเป็นคืออะไร หรือเขาต้องการอะไรจากสิ่งนั้น และมักจะเป็นวิสัยทัศน์ที่ดีที่สุดเสมอ เราคิดว่า Josh มีวิสัยทัศน์โดยรวมที่ดีที่สุดสำหรับ Jungle เราสามารถหันไปถาม Josh ได้เสมอว่า "แบบนี้ดีพอหรือยัง ถูกต้องไหม" เขาเหมือนเป็นส่วนขยายของสมองศิลปะของเขาเอง มีวิสัยทัศน์ที่ชัดเจนมากว่าอะไรควรเป็นและไม่ควรเป็นแบบไหน นั่นแหละคือเหตุผลที่งานออกมาดีและสม่ำเสมอเสมอเพราะ Josh จริงๆ
Josh: Lydia นี่เหมือนแสงนำทางเลยครับ เธอมีสัญชาตญาณและพรสวรรค์ทางดนตรีที่น่าทึ่งมาก เราสามารถหันไปหา Lydia ได้เสมอ แล้วเธอจะรู้ว่าอะไรคือสิ่งที่ถูกต้อง ส่วน Tom ก็คอยอยู่เคียงข้างผมเสมอ Tom ทำให้ผมกล้าแสดงออกได้อย่างเต็มที่ และเขาก็เป็นเหมือนหินหลักของวงมาโดยตลอด
GC: เคยทะเลาะกันเรื่องเพลงบ้างไหม
Lydia: เราไม่ค่อยทะเลาะกันนะ แต่มันมักจะเป็นแบบว่าคนหนึ่งอยากลองทำอะไรบางอย่าง ในขณะที่อีกคนก็อยากลองทำอีกอย่างในเวลาเดียวกันพอดี เลยยากที่จะให้พื้นที่กันในการพัฒนาไอเดียเพราะมันเกิดขึ้นพร้อมกัน มันเลยเป็นเรื่องของความอดทน และการจดจำไว้ว่าตอนแรกอยากทำอะไร เพื่อที่จะได้กลับมาลองทำหลังจากที่อีกคนได้มีโอกาสของตัวเองแล้ว หรือสลับกัน เราคิดว่าช่วยได้ตรงที่มีความเห็นและมุมมองที่หลากหลายขึ้น ซึ่งมีประโยชน์มาก โดยเฉพาะเวลาที่เรารู้สึกหลงทางกับไอเดีย การมีมุมมองมากกว่าหนึ่งช่วยให้อุ่นใจ ได้คำแนะนำ และช่วยให้เพลงเสร็จสมบูรณ์
สิ่งที่หลายคนอาจไม่รู้คือ Josh ไม่ได้เป็นแค่คนทำเพลง แต่ยังอยู่เบื้องหลังการกำกับมิวสิกวิดีโอของ Jungle เองแทบทุกเพลง และที่น่าสนใจคือ สำหรับวงที่มีภาพจำชัดเจนขนาดนี้ พวกเขากลับแทบไม่เลือกสมาชิกวงมาแสดงในมิวสิกวิดีโอของตัวเอง แต่ปล่อยให้เหล่านักเต้น การเคลื่อนไหว และการถ่ายทำแบบเทคเดียวจบทำหน้าที่เล่าเรื่องแทน จนกลายเป็นภาษาภาพเอกลักษณ์เฉพาะวง
GC: วิชวลและการเต้นเป็นซิกเนเจอร์ของ Jungle มาตั้งแต่ต้น ไม่ว่าจะในมิวสิกวิดีโอหรือ live performance แม้แต่ท่าเต้น "Back on 74" ก็ยังถูกเต้นตามกันทั่วโลกรวมถึงในไทย ทำไมการเต้นถึงกลายมาเป็นภาษาที่คุณเลือกใช้เล่าเรื่อง
Josh: ผมคิดว่าการเคลื่อนไหวเป็นการแสดงออกทางดนตรีที่เรียบง่ายที่สุด มันเกือบจะเหมือนเป็นบทเรียนสอนว่าจะรู้สึกหรือขยับตัวตามเพลงยังไง ผมได้แรงบันดาลใจจากพวกมิวสิกวิดีโอเต้นในอดีตมาโดยตลอด มันก็เลยทำให้เราอยากดูมิวสิกวิดีโอของตัวเองแล้วรู้สึกได้แรงบันดาลใจเหมือนกัน มากกว่าแค่มองดูตัวเองในวิดีโอ ดังนั้นการเต้นก็เลยเป็นตัวเลือกที่ชัดเจนที่สุด
GC: มียุคของมิวสิกวิดีโอไหนเป็นพิเศษที่เป็นแรงบันดาลใจให้คุณบ้างไหม
Josh: ผมชอบมิวสิกวิดีโอของ Michael Jackson มากครับ อย่าง "Beat It" กับ "Smooth Criminal" ตอนเด็กๆ ผมดูแล้วคิดว่า "อยากอยู่ในนั้นจัง" ผมว่าผมเต้นเก่งนะ พวกเขายังไม่เคยให้ผมเข้าไปอยู่ในมิวสิกวิดีโอเลยสักครั้ง น่าเสียดายจริงๆ (หัวเราะ)
GC: รูปแบบเทคเดียวจบนั้นทำได้ยากมากด้วย ทำไมถึงยังคงสไตล์นี้ไว้ตลอดในมิวสิกวิดีโอทุกเพลง
Josh: ผมว่ามีสองเหตุผล อย่างแรกเป็นเรื่องโลจิสติกส์ โปรดักชัน และเรื่องเวลา ถ้าถ่ายแบบเทคเดียวจบ เราก็จะได้วิดีโอเลย หมายความว่าต้องทุ่มเทให้เต็มที่ในวันถ่ายทำ แทนที่จะพึ่งการแก้ไขทีหลังด้วยการตัดต่อ ผมยังเชื่อด้วยว่าการตัดกล้องระหว่างเต้นเหมือนเป็นการหลอกตาแบบหนึ่ง เพราะคุณสามารถตัดต่อเอาแต่ส่วนที่ดีที่สุดมาต่อกันได้ แต่แรงบันดาลใจจริง ๆ มันอยู่ที่การที่พวกเขาทำมันได้ทั้งหมดในครั้งเดียวแบบยาวสามนาทีเต็ม แล้วคุณก็จะได้เห็นทั้งตอนที่มันสมบูรณ์แบบและตอนที่ไม่ค่อยสมบูรณ์แบบไปด้วย
GC: กระแสตอบรับของเพลง "Back on 74" มันน่าทึ่งมากจริง ๆ รู้สึกยังไงบ้างที่ได้เห็นแฟน ๆ หยิบยืมท่าเต้นของคุณไปเต้นใน TikTok และทำตามกันทั่วโลก
Lydia: มันน่าทึ่งมาก ๆ ค่ะ และรู้สึกเหมือนฝันเลย จนถึงตอนนี้ก็ยังมีคนทำวิดีโอใหม่ ๆ อยู่เรื่อย ๆ ทั้งที่เพลงนี้ออกมาสามปีแล้ว เราชอบดูทุกครั้ง และก็ได้เห็นว่าพวกเขาทำได้ดีแค่ไหนและสร้างสรรค์มันขึ้นมายังไง มันไม่ใช่เรื่องง่ายเลย เราว่าการหยิบกีตาร์ขึ้นมาเล่นเพลงตั้งแต่ต้นยังง่ายกว่าการเรียนท่าเต้นเลยค่ะ
Shay Latukolan นักออกแบบท่าเต้นของอัลบั้ม Volcano นี่เก่งมากจริงๆ ท่าเต้นดูเหมือนง่ายแต่จริงๆ ไม่ง่ายเลย ต้องเป็นนักเต้นที่เก่งจริงๆ ถึงจะเต้นได้ แต่มันดูง่ายมากจนทำให้คิดว่าตัวเองก็เต้นได้ ถึงแม้จะไม่ใช่นักเต้นก็ตาม ซึ่งนั่นแหละคือการเต้นที่ดีที่สุด
หลังความสำเร็จของ Volcano ที่พาพวกเขาไปถึงซิงเกิลระดับแพลตินัมและเวทีที่ใหญ่ที่สุดในชีวิต Jungle เลือกทำอัลบั้มที่ห้าด้วยจังหวะที่ต่างออกไปโดยสิ้นเชิง Sunshine ที่เพิ่งเปิดตัวไป เมื่อวันที่ 14 สิงหาคมที่ผ่านมา เป็นเหมือนอีกช่วงจังหวะของชีวิตที่ปล่อยให้ทุกอย่างลื่นไหลตามธรรมชาติมากขึ้น
GC: อัลบั้ม Volcano ทำให้คุณได้ซิงเกิลระดับแพลตินัม รางวัล Brit Award และทัวร์ที่ใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีมา ตอนที่ทำอัลบั้ม Sunshine มันเป็นพลังงานแบบเดิมกันไหม หรือแตกต่างออกไป
Josh: สำหรับอัลบั้ม Sunshine เรามีเวลาพักบ้าง เกือบหนึ่งปีเลยครับ เลยไม่ได้คิดอะไรมากนัก เรามีทัวร์ใหม่ที่จองไว้แล้ว เลยมีเดดไลน์และต้องทำงานให้เสร็จ ซึ่งทำให้ผมนึกถึงวิธีที่วง The Beatles ทำอัลบั้มของพวกเขา คือแค่ลงมือทำไปเลย สร้างสรรค์ไปเลย มากกว่าจะมีเวลาเยอะจนคิดมากเกินไปกับกระบวนการ
GC: เพลง "Someday, Somewhere" ที่เพิ่งปล่อยออกมา คุณเคยบอกว่ามันเกี่ยวกับการยึดมั่นในความรู้สึกว่าสิ่งที่ดีกว่ากำลังจะมาถึง นั่นคือจิตวิญญาณของอัลบั้มใหม่นี้ด้วยหรือเปล่า และจริง ๆ มันมีความต่อเนื่องจาก Volcano มาสู่ Sunshine ไหม
Lydia: เรารู้สึกว่าเพลงที่เหลือในอัลบั้มสามารถไปได้ทั้งสองทาง ขึ้นอยู่กับว่าผู้ฟังรู้สึกยังไงและกำลังผ่านประสบการณ์แบบไหนอยู่ เราคิดว่าเพลงมีไว้เพื่อถ่ายทอดอารมณ์ หรือไม่ก็ช่วยดึงคุณออกจากอารมณ์นั้น และด้วยชื่อ Sunshine มันก็อาจให้ความรู้สึกเหมือนแสงแห่งความหวัง เหมือนพระอาทิตย์ที่จะขึ้นมาเสมอ ก็เลยไม่ใช่ว่าทุกเพลงจะเป็นเพลงสนุกร่าเริงไปหมด แต่ก็มีความรู้สึกแบบนั้นแฝงอยู่
GC: มีอะไรที่คุณปล่อยให้ตัวเองทำในอัลบั้ม Sunshine ที่ไม่เคยทำมาก่อนไหม
Josh: ผมคิดว่าเราปล่อยให้ตัวเองเข้าถึงสิ่งที่รู้สึกเป็นธรรมชาติและลื่นไหลมากขึ้นครับ โดยเฉพาะกับเสียงร้องของ Lydia เราไม่ได้พึ่งเทคนิค เอฟเฟกต์ หรือการปรับพิตช์ แต่ปล่อยให้เสียงธรรมชาติของเธอโดดเด่นออกมา ผมคิดว่านั่นคือความแตกต่างของอัลบั้มนี้
ภาพโดย Mason Rose
และแน่นอน คำถามที่อยู่ในใจของแฟนๆ ชาวไทย คือทัวร์รอบใหม่ของ Sunshine จะพาพวกเขามาเอเชียบ้างไหม
GC: เห็นว่าจะมีทัวร์เร็วๆ นี้ ครอบคลุมอเมริกาเหนือ ยุโรป สหราชอาณาจักร และออสเตรเลีย แต่ยังไม่มีเอเชียเลย พอจะหวังได้ไหมว่าจะมีทัวร์เอเชียเร็วๆ นี้ หรือแม้แต่ที่กรุงเทพฯ อยู่ในลิสต์บ้างไหม
Lydia: หวังจริงๆ ค่ะ เพราะเรายังไม่เคยไปเอเชียส่วนใหญ่เลย อยากไปมากๆ เอเชียเป็นหนึ่งในสถานที่ที่สวยที่สุดในโลกเลย ขอให้เป็นแบบนั้นจริงๆ
GC: คำถามสุดท้ายละค่ะ อยากให้คนรู้สึกยังไงตอนกดเล่นอัลบั้ม Sunshine
Lydia: เราหวังว่าพวกเขาจะสนุกและรักอัลบั้มนี้เหมือนที่เรารักมันค่ะ และหวังว่าพวกเขาจะได้ดื่มด่ำไปกับบรรยากาศของเพลง อยู่กับความรู้สึกนั้นได้ แล้วก็มีความสุข



