อัมริตา เฮปิ ศิลปินผู้สร้างงานวิดีโอจัดวางด้วยแรงบันดาลใจจาก ‘คิงคองพาต้า’ ใน BAB 2026

Post on 30 October 2026

เวลาเดินเข้าไปในสวนสัตว์ เราเห็นอะไร? ก็ต้องสัตว์นั่นแหละ ใช่ไหม แต่สัตว์เหล่านั้นแสดงให้เห็นอะไรกันแน่? บ้างก็ว่าพวกเขาคือสภาพจริงแท้ คือความดั้งเดิม คือรากเหง้า แต่สำหรับศิลปินผู้มีสายเลือดชนพื้นเมือง Bundjalung/Ngāpuhi เธอสงสัยว่าเราอาจไม่เคยรู้จักสิ่งมีชีวิตที่ไม่ใช่มนุษย์เหล่านี้เลย…

ศิลปินและนักออกแบบท่าเต้น อัมริตา เฮปิ (Amrita Hepi) เดินเข้าไปในพาต้า หลังได้ยินเรื่องราวของกอริลลาผู้อยู่ในสวนสัตว์ดาดฟ้าบนห้างสรรพสินค้าแห่งนี้ เรื่องราวของจักรวรรดินิยมติดไปอยู่ในความคิดเธอ แต่เมื่อสบตากับลิง นก และสัตว์อื่น ๆ ที่นั่น เธอกลับออกมาแล้วสร้างวิดีโอจัดวางสองจอคู่กันชื่อ ‘Scripture for a Smokescreen: Episode 2—Baby Baby You’re A Natural’ เปรียบเทียบมนุษย์กับสัตว์ด้วยน้ำเสียงติดตลก แต่ก็พร้อมเอาจริงกับรากเหง้าเชิงความคิดเรื่อง ‘แก่นแท้ของมนุษย์,’ ‘ความฉลาด’ ของคนและสัตว์ และ การนิยามสิ่งต่าง ๆ ให้เป็น ‘รากเหง้า’ ว่ามันนำมาสู่ความเข้าใจตัวเราและโลกใบนี้อย่างไร

Scripture for a Smokescreen: Episode 2—Baby Baby You’re A Natural จัดแสดงอยู่ที่หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร เป็นส่วนหนึ่งของงาน Bangkok Art Biennale 2026 และเธอยังทำการแสดง ‘Inheritance’ ที่สำรวจการถ่ายทอดมายาคติระหว่างผู้ใหญ่กับเด็ก

“สวนสัตว์เติบโตมาพร้อมกับระบอบจักรวรรดิ” เฮปิสะท้อนมุมมอง ในอดีต บรรพบุรุษชนพื้นเมืองของเธอก็เคยถูกจับไปจัดแสดงในสวนสัตว์ทั่วยุโรปในฐานะ ‘สิ่งมีชีวิตดั้งเดิมแท้ๆ’ เพื่อเป็นถ้วยรางวัลของมหาอำนาจ “มนุษย์มักยัดเยียดให้สัตว์เป็นทั้งมาสคอต ซอฟต์พาวเวอร์ หรือกระจกสะท้อนกิเลสตน แต่เราแทบไม่เคยเข้าถึงตัวตนของพวกเขาจริง ๆ” เธอกล่าว

ในบทสนทนากับ GROUNDCONTROL เธอแนะนำให้เรารู้จักปรัชญาในคำว่า ‘vā’ (วา) ในวัฒนธรรมบริเวณแปซิฟิก ในฐานะ ‘ระยะห่างที่จำเป็นระหว่างสองสิ่ง’ โดยเปรียบกับมหาสมุทรระหว่างสองเกาะ แนวคิดที่อาจเป็นตัวช่วยให้เข้าใจประสบการณ์ระหว่างผู้ชมกับงาน ไปจนถึงมนุษย์และสิ่งอื่น ๆ และเธอยังอธิบายด้วยว่า ทำไม “ความคิดว่ามีเพียงปัญญาอยู่เพียงแบบเดียว นำมาสู่จุดสิ้นสุดของปัญญาเอง”

GROUNDCONTROL: ผลงานที่คุณจัดแสดงที่กรุงเทพฯ นี้ เป็นตอนที่สองของซีรีส์ขนาดยาวของคุณใช่ไหม ทั้งหมดนั้นมันเป็นโครงการเกี่ยวกับอะไร

อัมริตา: ใช่เลย ซีรีส์งานศิลปะ ‘Scripture for a Smokescreen’ ของฉันเริ่มตั้งแต่ปี 2022 ฉันสนใจเกี่ยวกับเรื่องราวต้นกำเนิดที่มาของมนุษย์ และเรื่องเล่าเกี่ยวกับโลก รวมถึงความเชื่อต่าง ๆ ด้วย ว่าส่งผลต่อความเข้าใจในตนเองของเราอย่างไร ฉันสนใจความหิวกระหายของโลกด้วย ในการหาสิ่ง ‘จริงแท้’ หรือความเป็น ‘พื้นเมืองดั้งเดิมแท้ ๆ’ และมูลค่าของมันที่ตลาดให้

ในภาคแรก ‘Scripture for a smokescreen: Episode 1 Dolphin House’ เกี่ยวกับการทดลองโลมาที่ได้ทุนจากนาซา พวกเขาสร้างบ้านให้โลมาเพื่อติดตามและวัด ‘ความฉลาด’ ของมัน พวกเขาฉีดแอลเอสดีให้โลมาด้วย เรื่องราวในผลงานของฉันเกี่ยวกับวิธีการ ว่าเราวัดความฉลาดกันจากอะไร และระหว่างเฉดต่าง ๆ ของความฉลาด โลมาที่ฉลาดกับมนุษย์ที่ฉลาด ใครฉลาดที่สุด เรากุมธรรมชาติเอาไว้ และปรารถนาจะมีอำนาจเหนือมันอย่างไร

ในตอนที่สองสำหรับ BAB 2026 นี้ ฉันสนใจการทำงานในสวนสัตว์ ช่วงที่ฉันกำลังทำงานนี้ในประเทศไทย มีกระแสสนใจเจ้าหมูเด้งมาพอดี ฮิปโปที่ดังสุด ๆ ตัวนั้นมีภาพและเรื่องราวเกี่ยวกับมันเผยแพร่อยู่เต็มไปหมด จากนั้นมีคนเล่าเรื่อง ‘บัวน้อย’ (กอริลลาในสวนสัตว์พาต้า) ให้ฉันฟัง ฉันไปบอกคนที่บ้านเลยนะว่า ‘รู้ไหม มีกอริลลาอาศัยอยู่บนดาดฟ้าห้างสรรพสินค้าในประเทศไทยด้วย’

GROUNDCONTROL: ผมได้ยินเรื่องราวของบัวน้อยมาตั้งแต่เด็ก! เขาเป็นเหมือนตำนานที่ผู้ใหญ่จะเล่ากันต่อ ๆ มา

อัมริตา: ในแง่หนึ่งสวนสัตว์ก็มีความเชื่อมโยงกับความทรงจำและการโหยหาอดีตหรือประเพณีเหมือนกัน แต่ฉันคิดว่าพาต้ามีความแตกต่างจากที่อื่น ๆ โดยทั่วไปฉันคิดว่าสวนสัตว์เป็นสิ่งที่เติบโตมาพร้อมกับระบอบจักรวรรดิ ตอนที่ฉันค้นคว้าเรื่องหมูเด้งและบัวน้อย เรื่องราวเหล่านั้นก็ขนานกันไปกับที่บรรพบุรุษบางคนของฉัน (ซึ่งเป็นคนพื้นเมืองในอดีต) ก็เคยถูกนำไปจัดแสดงในสวนสัตว์ทั่วยุโรป ในฐานะ ‘ชนพื้นเมืองดั้งเดิมจริง ๆ’ และจึงเป็นเสมือนถ้วยรางวัลที่คนนำไปจัดแสดง

GROUNDCONTROL: แต่พาต้าเป็นห้างสรรพสินค้าที่มีสวนสัตว์ในนั้น นั่นดูเหมือนมันจะแสดงพลังส่งเสริมกันของทุนนิยมและจักรวรรดินิยมเลย

อัมริตา: แน่นอนทั้งสองสิ่งนั้นมาพบกันที่นี่ และฉันก็เดินทางเข้าไปในพาต้าด้วยเรื่องราวที่อ่านมาเต็มหัวเกี่ยวกับจักรวรรดิและการล่าอาณานิคมแบบนั้น แต่พอไปถึง ฉันมองพวกเขา (สัตว์เหล่านั้น) แล้วพวกเขาก็ [ทำตาโตจ้องไปทางซ้ายและขวา] ฉันก็เกิดความรู้สึกฉงนว่า นี่เขามองฉันอยู่หรือเปล่านะ และฉันก็กำลังมองพวกเขาอยู่ด้วย มองกันไปมองกันมา มันก็ตลกอยู่เหมือนกัน

ฉันจึงคิดว่าจะลองวางร่างกายของมนุษย์และสัตว์ไว้ให้มองคู่กันในงานศิลปะ แต่ทั้งสองไม่เคยสะท้อนกันและกันได้อย่างสมบูรณ์ ฉันวางไว้อย่างนั้นเพื่อเปรียบเทียบดูว่ามันจะออกมาเป็นอย่างไร ในแง่หนึ่งเราอยากเข้าไปอยู่ในภาวะของผู้อื่นดังการสวมร่าง (transference) แต่มันก็เป็นไปไม่ได้เสมอไป ฉันคิดว่าสัตว์เป็นพาหนะที่แบกเรื่องซอฟต์พาวเวอร์ ภูมิรัฐศาสตร์ การแสดงพลังอำนาจ ตำนาน เรื่องเล่า และมาสคอตของเราไว้เต็มไปหมด แต่เราไม่เคยสัมผัสกันและกันได้เต็มที่จริง ๆ

ภาพนิ่งจาก Scripture for a smokescreen: Episode 1 Dolphin House, 2022

ภาพนิ่งจาก Scripture for a smokescreen: Episode 1 Dolphin House, 2022

GROUNDCONTROL: ฟังดูเหมือนคุณกำลังล้อเลียนมนุษย์ที่มั่นใจในความฉลาดของตนมากเลยนะ

อัมริตา: ใช่ เพราะฉันรู้สึกว่าเมื่อมีใครสักคนกลายเป็น ‘ผู้มีปัญญาสูงสุด’ ในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง เสรีภาพก็จะจบลง ทันที ความคิดว่ามีเพียงปัญญาอยู่เพียงแบบเดียว นำมาสู่จุดสิ้นสุดของปัญญาเอง เพราะมันจะวนเวียนอยู่เป็นวงกลม

ประเทศไทยมีความคล้ายกับออสเตรเลียอยู่มาก เรามีแรงดึงดันกันอยู่ระหว่างสิ่งที่เป็นประเพณีกับอนาคต และไม่ได้หยุดที่จุดใดอย่างตายตัว ดังนั้นความเป็นชนพื้นเมืองสำหรับเราจึงไม่ถูกทำให้เป็นเพียง ‘รากเหง้า’ หรือฟอสซิลที่ใต้พื้นหรือที่อดีต ให้คนโหยหาไปเฉย ๆ แต่คือวิธีการทำความเข้าใจต่อตัวเอง ต่ออดีต และสิ่งที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต

ภาพนิ่งจาก Scripture for a Smokescreen: Episode 2—Baby Baby You’re A Natural

ภาพนิ่งจาก Scripture for a Smokescreen: Episode 2—Baby Baby You’re A Natural

GROUNDCONTROL: คุณว่าทำไมมนุษย์เราหมกมุ่นกับการหาของจริงแท้กันนัก

อัมริตา: ฉันคิดว่าตั้งแต่การสอดแนม (surveillance) เติบโตขึ้นเรื่อย ๆ หลังปี 2010 การแสดงออกถึง ‘ความจริง’ กลายเป็นเรื่องน่าสนใจและสำคัญ รวมถึงแนวคิดเรื่อง ‘อัตลักษณ์เดี่ยว’ ที่พาผู้คนหา ‘ตัวตนที่แท้จริงของตัวเอง’ อยู่เสมอ แนวคิดนี้เกิดขึ้นมาตั้งแต่ยุค 70s แล้วในรูปแบบต่าง ๆ เช่นกระแสการพัฒนาตนเอง แต่ฉันคิดว่าตอนนี้มันแพร่หลายยิ่งขึ้นไปอีก ทั้งที่พวกเราไม่มีใครเป็นอะไรอย่างใดอย่างหนึ่งได้โดยสมบูรณ์ มันเป็นไปไม่ได้ ไม่มีใครเป็นคนออสเตรเลียล้วน ๆ ชนพื้นเมืองล้วน ๆ หรือคนไทยล้วน ๆ

แม้แต่แนวคิดเรื่องชนพื้นเมืองเองก็นำมาสู่คำถามมากมายเกี่ยวกับต้นกำเนิดของอัตลักษณ์นี้ การเป็นชนพื้นเมืองหมายถึงอะไร? มันควรเป็นบทสนทนาที่จริงจังมาก และเกี่ยวข้องกับทั้งเรื่องที่ดินและภาษา อย่างไรก็ตาม เราก็ยังมีหนทางอื่นสำหรับบทสนทนาอย่างการใช้อารมณ์ขัน (ในงานศิลปะ) และฉันคิดว่าอารมณ์ขันมันจำเป็นสำหรับสร้างความเปลี่ยนแปลงด้วย

GROUNDCONTROL: ถ้าเราอยากรู้เกี่ยวกับวัฒนธรรมเบื้องหลังแนวคิดของคุณ เพิ่มขึ้นด้วยอีกสักหนึ่งคำ คุณพอจะสอนคำว่าอะไรให้เราได้ไหม

อัมริตา: แน่นอน ฉันชอบมากที่แต่ละวัฒนธรรมมักจะมีคำที่แปลความหมายข้ามภาษาได้ยากเสมอ เช่นในภาษาไทยคงเป็นคำว่า ‘เกรงใจ’ ใช่ไหม แต่ก่อนจะเข้าเรื่องคำศัพท์ มีแนวคิดหนึ่งเกี่ยวกับวัฒนธรรมซึ่งหล่อเลี้ยงอยู่ในงานของฉัน คือช่วงประมาณ 300 ปีที่ผ่านมา มีสิ่งที่เหมือนเป็น "อารยะขัดขืนต่ออารยธรรม" (civil disobedience to civilization) ฉันชอบคิดว่าการเป็นศิลปินต้องมีความไม่เชื่อฟังอยู่ระดับหนึ่งในนั้น คือไม่ใช่แค่เดินตามรอยปรมาจารย์ แต่ต้องมีการตั้งคำถามด้วย และฉันยกเครดิตเรื่องนี้ให้ความเป็นชนพื้นเมือง และชุมชนศิลปินรอบตัวฉันด้วย

สำหรับผู้คนในพื้นที่แปซิฟิก ฉันคิดว่าผู้คนชอบใช้คำนี้มาก คือคำว่า ‘vā’ (วา) มันคือระยะห่างที่จำเป็นระหว่างเรา เพื่อให้มองเห็นกันและเชื่อมโยงถึงกัน

ฉันชอบนึกถึง vā เป็นภาพเกาะสองเกาะ มีมหาสมุทรที่ไหลอยู่ตรงกลางเชื่อมทั้งสองเข้าไว้ด้วยกัน แต่ละเกาะก็เป็นหน่วยของตัวเอง และในมหาสมุทรตรงกลางนั้นคือ vā เป็นพื้นที่กว้างใหญ่ที่ดึงทั้งสองเข้าหากัน มันเป็นเรื่องพิเศษเหมือนกันที่ได้คิดถึงเรื่องนี้ในแง่ของการเคลื่อนไหว และเชื่อมโยงไปกับการทำงานภาพเคลื่อนไหวด้วย ว่า vā คืออะไรระหว่างผู้ชมกับภาพ ที่จะโอบเราไว้ ให้เราอยู่กับมันได้ในชั่วขณะ ระยะห่างนั้นคืออะไร มันอาจเป็นอะไรอย่างความเย้ายวนในภาพก็ได้ ที่สร้างช่วงเวลาขณะหนึ่งในการมองนั้น

บางครั้ง vā ก็คือจุดเชื่อมต่อ แต่บางครั้งก็เป็นการเชื่อมต่อผ่านสิ่งที่ประหลาดพิลึก (uncanny) เพราะมีอะไรอีกมากมายเกิดขึ้นภายในมหาสมุทรระหว่างสองเกาะ แต่ก็ต้องรอมรับอยู่ดีว่าทั้งสองต้องการระยะห่างนั้นเพื่อที่จะอยู่ร่วมกันได้

GROUNDCONTROL: ฟังดูเหมือน vā จะเป็นคำอธิบายที่ดีสำหรับพื้นที่ตรงกลางระหว่างมนุษย์กับสิ่งที่ไม่ใช่มนุษย์เหมือนกันนะ

อัมริตา: ใช่ ขณะที่ฉันทำตอนที่หนึ่งของงานนี้ มีคำพูดมากมายอยู่ในงาน และเราต้องแปลข้อความเหล่านั้นเป็นหลายภาษา เป็นซับไตเติล แต่ระหว่างที่ทำงานนี้ ฉันอยากทำวิดีโอที่มีแต่ภาษาภาพ ไม่มีคำใด ๆ ระหว่างสิ่งที่ตาเห็น กับสิ่งที่ร่างกายเรารับไว้ได้

เทศกาลศิลปะร่วมสมัยนานาชาติ บางกอก อาร์ต เบียนนาเล่ 2026 (Bangkok Art Biennale 2026)
จัดแสดงวันที่ 29 ต.ค. 2569 – 28 ก.พ. 2570
ณ สถานที่สำคัญใจกลางกรุงเทพมหานครรวม 11 แห่ง