สำรวจบ่อน้ำศิลปะฉบับ ‘mot.is.pond’ ศิลปินเกาหลีใต้ผู้หยิบวัสดุ ความทรงจำ และความสัมพันธ์มาทำเซรามิก

Post on 18 September 2026

เมื่อมองไปที่บ่อน้ำ (Pond) สักแห่งหนึ่ง สิ่งที่เรามักพบเห็นก็คงจะเป็นผืนน้ำนิ่ง ๆ ที่บางทีก็มีรอยริ้วขึ้นไหว ๆ ตามแรงลม พืชน้ำ จอก แหน ใบบัว หรือสัตว์ตัวเล็ก ๆ ที่แวะเวียนมาใช้บ่อน้ำแห่งนั้นหล่อเลี้ยงชีวิต ทุกอย่างเชื่อมโยงและพึ่งพากันและกัน กลายเป็นระบบนิเวศเล็ก ๆ ที่ค่อย ๆ เติบโตและเปลี่ยนแปลงไปในแบบของตัวเอง นั่นคือเรื่องของบึงในธรรมชาติ แต่ถ้าเราลองนึกถึง ‘บ่อน้ำแห่งศิลปะ’ ล่ะ ภาพแบบไหนที่เราจะได้เห็นกัน?

ถึงจะใช้คำว่า ‘บ่อน้ำ’ แต่ในคอลัมน์ Artist on our radar ประจำสัปดาห์นี้ เราไม่ได้จะพาทุกคนไปดูงานศิลปะที่ชวนให้นึกถึงน้ำหรือความพริ้วไหว แต่เป็นงานเซรามิกกับสิ่งของที่ผูกสร้างขึ้นมาจากความทรงจำ อารมณ์ความรู้สึก และความสัมพันธ์เป็นแกนกลาง จาก ‘mot.is.pond’ หรือ ‘Momo Hwang’ (ฮวังโมโม) ศิลปินเกาหลีใต้ที่เลือกสร้างบ่อน้ำแห่งศิลปะของตัวเองขึ้นมาในประเทศไทย และถ่ายทอดเรื่องราวที่พบเจอระหว่างทาง ผ่านวัตถุเล็ก ๆ ที่ทั้งเรียบง่าย เป็นกันเอง และมีความหมายในแบบของตัวเอง

**Momo Hwang**

Momo Hwang

“สวัสดีค่ะ ฉันชื่อ Momo Hwang เกิดและโตที่เกาหลีใต้ สมัยเรียนมหาวิทยาลัย ฉันเลือกเรียนด้านศิลปะสหวิทยาการ ซึ่งเป็นหลักสูตรศิลปะร่วมสมัยที่เปิดให้ทำงานกับสื่อหลากหลายรูปแบบ หลังจากเรียนจบ ฉันมีโอกาสได้ทำรายการพอดแคสต์เชิงวิจารณ์วัฒนธรรมชื่อ ‘Internet Friend Radio’ โดยนำความรู้และการค้นคว้าด้านประวัติศาสตร์ มนุษยศาสตร์ และสังคมวิทยามาใช้ เพื่อย้อนดูเรื่องต่าง ๆ รอบตัวว่า สิ่งเหล่านี้มีที่มาอย่างไร และอะไรทำให้ทุกวันนี้มันกลายมาเป็นแบบที่เราเห็นกัน เช่น มินิมอลลิสม์ แฟชั่น หรือรสนิยมโดยปัจจุบันฉันกำลังทำโปรเจกต์ศิลปะชื่อ ‘Mot’ อยู่ที่ประเทศไทยค่ะ โดยตั้งใจสำรวจวัสดุและสื่อ (media) ต่าง ๆ ที่ฉันสนใจ”

“สำหรับที่มา คำว่า ‘Mot’ (못) เป็นคำในภาษาเกาหลีที่แปลว่า ‘บ่อน้ำ’ พื้นที่เล็ก ๆ ที่เกิดขึ้นท่ามกลางระบบนิเวศ เป็นสถานที่ที่สัตว์ต่าง ๆ แวะมาดื่มน้ำ หรือในบางครั้งคนเราก็สร้างบ่อน้ำขึ้นมาเพื่อความสวยงาม ฉันเลยเลือกใช้ชื่อนี้ เพราะอยากให้งานของตัวเองเป็นเหมือนพื้นที่เล็ก ๆ ที่ทำให้คนรู้สึกสบายใจ รู้สึกสงบ และได้หยุดพักอยู่กับงานสักพักค่ะ”

ก่อนจะชวนเธอคุยถึงผลงานที่กำลังทำอยู่ เราขอย้อนกลับไปที่จุดเริ่มต้นกันสักหน่อย ว่าอะไรนำพาให้ เธอหันมาสนใจการทำงานศิลปะตั้งแต่แรก และความรู้สึกแบบไหนที่ค่อย ๆ หล่อหลอมจนกลายมาเป็นส่วนหนึ่งในผลงานของเธอ

“คงจะเป็นความโดดเดี่ยวค่ะ” เธอตอบ “ตั้งแต่จำความได้ ฉันก็ใช้เวลาอยู่กับตัวเองค่อนข้างมาก เลยหันมาเขียนหนังสือและวาดรูปตั้งแต่เด็ก เพราะแบบนั้น ความสันโดษและความเหงา จึงเป็นเหมือนเป็นชั้นบาง ๆ ที่วางอยู่ตรงฐานของงานทั้งหมดที่ฉันทำมาโดยตลอด”

“แต่ถ้าถามต่อว่า ทำไมถึงเป็นแบบนั้น ฉันคิดว่า น่าจะเป็นเพราะมีบางสิ่งบางอย่างที่ฉันไม่เคยเข้าใจหรือเข้าถึงได้อย่างเต็มที่ ยังคงค้างคาอยู่ในตัวของฉันอยู่เนือง ๆ มันเป็นความรู้สึกเหมือนการบ้านที่ยังทำไม่เสร็จมาตั้งแต่เด็ก ๆ ฉันเลยคิดว่า ที่ผ่านมา ฉันพยายาตามหาความรู้สึก สัมผัส หรือประสบการณ์บางอย่าง ที่ตัวเองยังไม่เคยเข้าใจ ผ่านการทำงานศิลปะของตัวเอง”

จากจุดเริ่มต้นที่ทำงานวาดรูปและทำงานผ่านสื่อหลากหลายรูปแบบเป็นหลัก เมื่อย้ายมาอยู่เมืองไทย เธอก็ได้รู้จักกับเซรามิกมากขึ้น การทำงานกับ ‘ดิน’ และผลลัพธ์ที่ไม่อาจคาดเดาได้ ทำให้เธอได้ลองผิดลองถูกกับวัสดุอยู่เสมอ และยิ่งทำก็ยิ่งค้นพบความเป็นไปได้ใหม่ ๆ ที่ชวนให้ทดลองต่อไปไม่รู้จบ

“ตอนอยู่เกาหลีใต้ งานที่ฉันทำจะเป็นการวาดรูป หรือทำงานกับสื่อหลากหลายรูปแบบ แต่ก่อนจะย้ายมาเมืองไทย ฉันมีโอกาสได้เริ่มเรียนการทำเซรามิกพอดี ฉันเลยมองว่า ถ้างานที่ทำผ่านสื่อต่าง ๆ ต้องอาศัยประสาทสัมผัสอย่างการมองเห็นหรือการได้ยินเป็นหลัก เซรามิกจะนำเรื่องของการสัมผัสเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการทำงานด้วย และความรู้สึกจากการสัมผัสนั้นก็เปลี่ยนแปลงไปเรื่อย ๆ ระหว่างที่เราทำงานกับวัสดุ”

“อย่างตอนเริ่มต้น ดินจะนุ่มและยืดหยุ่นมาก บีบหรือกดก็เปลี่ยนรูปได้ง่าย แต่เมื่อเวลาผ่านไป ดินจะค่อย ๆ แข็งขึ้น และเมื่อยิ่งแข็ง ก็ยิ่งละเอียดอ่อน บางครั้งก็แตกร้าวหรือแตกหักได้ง่าย และเมื่อถึงขั้นตอนที่ต้องนำชิ้นงานเข้าเตาเผาด้วยอุณหภูมิสูง เราก็ไม่มีทางรู้เลยว่า ข้างในกำลังเกิดอะไรขึ้น ต้องรอจนกว่าจะเปิดเตาออกมาถึงจะได้เห็นผลลัพธ์”

“และแม้ว่า จะใช้ดินชนิดเดียวกัน ใช้น้ำเคลือบแบบเดียวกัน และเผาที่อุณหภูมิเท่ากัน แต่บางชิ้นก็แตกร้าว ในขณะที่สีและลวดลายของน้ำเคลือบก็ออกมาแตกต่างกันไปในแต่ละชิ้น พอเป็นแบบนั้น เลยคิดว่า แปลกดีเหมือนกันค่ะ เพราะสิ่งที่ฉันรู้สึกจากการสูญเสียการควบคุมกลับไม่ใช่ความกังวล แต่เป็นความตื่นเต้นมากกว่า ยิ่งได้ลองเทคนิคใหม่ ๆ หรือผสมสูตรแปลก ๆ ที่ไม่เคยลอง ความตื่นเต้นก็ยิ่งทวีคูณ”

“แน่นอนว่า บางครั้งฉันก็รู้สึกผิดหวังเวลาชิ้นงานแตกร้าว หรือน้ำเคลือบออกมาไม่เป็นอย่างที่คิดไว้ แต่พอทำไปสักพัก ผลลัพธ์ที่คาดเดาไม่ได้เหล่านี้กลับทำให้ฉันมีความสุขมากขึ้น ฉันคิดว่า นี่น่าจะเป็นจุดที่ทำให้ฉันตกหลุมรักเซรามิกค่ะ และตอนนี้ก็เรียกได้ว่า แทบจะติดใจการทำงานแบบนี้ไปแล้ว”

การได้ลองผิดลองถูกกับวัสดุจึงกลายเป็นส่วนหนึ่งของการฝึกฝน และเธอไม่ได้มองว่า การพัฒนาทักษะต้องเกิดจากการทำให้ทุกอย่างถูกต้องตั้งแต่ครั้งแรก แต่เป็นการใช้เวลาอยู่กับวัสดุให้มากพอที่จะค่อย ๆ เข้าใจมัน

“ส่วนเรื่องการฝึกฝนและพัฒนาทักษะ สำหรับฉันคือการใช้เวลาอยู่กับวัสดุและสื่อที่กำลังทำงานด้วยให้มากที่สุด ลองผสมสิ่งที่ไม่เคยลองเข้าด้วยกัน ลองวิธีที่ไม่เคยคิดว่าจะทำ แล้วทำซ้ำไปเรื่อย ๆ โดยประมาณแล้ว ฉันต้องลองผิดลองถูกสักห้าถึงสิบครั้ง ถึงจะได้งานที่ออกมาดีจริง ๆ หนึ่งชิ้น”

“เช่น ตอนนี้ฉันกำลังทำกรอบรูปเซรามิกที่สามารถแขวนบนผนังได้ค่ะ มันเป็นวัตถุที่เชื่อมโยงกับประเด็นที่ฉันทำงานด้วยมาตลอดได้ใกล้ที่สุด ทั้งเรื่องความทรงจำ อารมณ์ความรู้สึก และความสัมพันธ์ และในขณะเดียวกันฉันก็อยากทำงานที่คนจำนวนมากสามารถเข้าใจและรู้สึกเชื่อมโยงกับมันได้ เพราะสำหรับหลาย ๆ คน ศิลปะร่วมสมัยอาจรู้สึกเป็นเรื่องนามธรรมหรือค่อนข้างไกลตัว แต่ฉันเชื่อมาก ๆ ว่า ศิลปะมีพลังที่จะทำให้เราเห็นความสวยงามในชีวิตประจำวันได้ชัดขึ้น นั่นจึงเป็นเหตุผลที่ฉันอยากสร้างงานที่ทำให้ประสบการณ์แบบนั้นเข้ามาใกล้ผู้คนมากขึ้น”

“ฉันอยากใช้พื้นผิวและการผสมน้ำเคลือบหลากหลายแบบที่เซรามิกสามารถสร้างขึ้นมาได้ แล้วค่อย ๆ ทำสิ่งที่ตัวเองรู้สึกว่าสวยออกมาตามสัญชาตญาณ และนอกจากการทำงานเพื่อจัดแสดง ฉันก็อยากทำสิ่งที่คนสามารถนำไปใช้ในชีวิตประจำวันได้จริง ๆ ระหว่างที่ฉันทำงาน ชิ้นงานหนึ่งชิ้นจะผ่านมือฉันตั้งแต่ต้นจนจบ แต่เมื่อกระบวนการทั้งหมดเสร็จสิ้น และชิ้นงานไปถึงมือของคนคนใหม่ มันก็จะกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตและประสบการณ์ของคนนั้นผ่านการใช้งาน ถ้ามันสามารถเกิดขึ้นได้จริง ฉันคงมีความสุขมากค่ะ”

กระถางธูปรูปบ้าน

ชิ้นนี้เป็นผลงานชิ้นแรกของโปรเจกต์ Mot เลยค่ะ วันหนึ่งฉันบังเอิญเห็นภาพบ้านหลังหนึ่งที่ตั้งอยู่โดดเดี่ยวบนเกาะห่างไกลกลางทะเล เป็นบ้านที่ต้องนั่งเรือเท่านั้นถึงจะไปถึง และมันทำให้ฉันนึกถึงความรู้สึกของการใช้ชีวิตอยู่ต่างประเทศในฐานะคนแปลกหน้า งานชิ้นนี้จึงเป็นการทำให้ความโดดเดี่ยวและความรู้สึกแปลกแยกที่ฉันสัมผัสได้ตอนใช้ชีวิตอยู่ในเมืองเล็ก ๆ ทางภาคใต้ของประเทศไทยกลายเป็นรูปธรรมขึ้นมา รวมถึงความรู้สึกคิดถึงและโหยหาสิ่งที่ฉันทิ้งไว้ที่เกาหลีด้วย

แต่ก็เป็นเรื่องน่าขำดีค่ะ เพราะงานที่เกิดขึ้นจากความรู้สึกโดดเดี่ยวชิ้นนี้กลับเป็นสิ่งที่พาฉันไปมีบูธเล็ก ๆ ใน Pakk Taii Design Week 2025 และทำให้ฉันได้รู้จักกับคนทำงานคราฟต์อีกหลายคนจากทั่วภาคใต้ความย้อนแย้งตรงนี้ยิ่งทำให้ฉันผูกพันกับบ้านหลังเล็ก ๆ เหล่านี้มากขึ้นไปอีก

หอยทาก

หลังจากทำกระถางธูปรูปบ้าน ฉันก็ทำหอยทากค่ะ ในเมืองเล็ก ๆ ทางภาคใต้ของประเทศไทยที่ฉันอาศัยอยู่ สิ่งที่เห็นบ่อยที่สุดน่าจะเป็นมดกับหอยทาก ฉันเลี้ยงแมวอยู่สองตัวที่นี่ แล้ววันหนึ่งที่ฝนตกปรอย ๆ ฉันเห็นหอยทากตัวหนึ่งกำลังแอบมากินอาหารแมว ตอนนั้นเองที่ฉันเพิ่งรู้ว่าหอยทากก็กินอาหารแมวด้วย! หลังจากนั้นทุกครั้งที่ฝนตก หอยทากก็จะกลับมาแวะเวียนและกินอาหารแมวอีก

มีอีกวันหนึ่งที่ฉันขี่มอเตอร์ไซค์ออกไปข้างนอก แล้วสังเกตเห็นหอยทากตัวหนึ่งเกาะอยู่ตรงด้านหน้ามอเตอร์ไซค์ เราเลยเหมือนได้ออกไปขับรถเที่ยวด้วยกันค่ะ หลังจากนั้น ฉันก็เริ่มสังเกตหอยทากมากขึ้นเรื่อย ๆ แล้วรู้สึกว่าการเคลื่อนที่อย่างช้า ๆ ของมันคล้ายกับชีวิตของฉันในเมืองเงียบ ๆ แห่งนี้มาก การทำหอยทากจึงเกิดขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติ

ภายหลังฉันเพิ่งมารู้ว่า ‘Mot’ พ้องเสียงกับคำว่า ‘มด’ ในภาษาไทย ฉันเลยทำมดขึ้นมาด้วย แต่ขาของมันหักไปข้างหนึ่ง ตอนนี้ก็เลยต้องทำใหม่ค่ะ

กระถางธูปเซรามิกรูปโซฟาแบบไทย ๆ

วันหนึ่งตอนอยู่เกาหลี พ่อของฉันไปได้โซฟาตัวนี้มาแล้วเอากลับมาที่บ้าน เป็นโซฟานั่งพื้นแบบพับได้ มีพนักพิงเป็นเบาะสามเหลี่ยม ตอนแรกฉันรู้สึกได้เลยว่ามันไม่น่าใช่ดีไซน์แบบเกาหลี และคิดว่าพ่อน่าจะไปได้มาจากตลาดของมือสองที่ไหนสักแห่ง

พ่อฉันชอบดูกีฬา แล้วก็มักจะนั่งดูทีวีหรืออ่านหนังสือพิมพ์บนโซฟาตัวนี้อยู่เสมอ จนกระทั่งฉันมาอยู่ประเทศไทยถึงได้รู้ว่า จริง ๆ แล้วมันเป็นดีไซน์โซฟาแบบไทยดั้งเดิม เพราะแบบนั้น โซฟาสไตล์ไทยตัวนี้จึงกลายเป็นเหมือนสะพานแปลก ๆ ที่เชื่อมประเทศไทย ซึ่งเป็นประเทศที่ฉันใช้ชีวิตอยู่ไกลจากบ้าน กับภาพของพ่อที่กำลังนั่งอยู่บนโซฟาในบ้านที่เกาหลีเข้าด้วยกัน เพราะฉะนั้น สำหรับฉัน โซฟาไทยจึงไม่ใช่สิ่งของจากบ้านเกิด แต่ในอีกความหมายหนึ่ง มันก็ใช่ค่ะ

ตอนแรกฉันไม่ได้ทำชิ้นนี้ขึ้นมาเพื่อขายเลย แต่กลับมีคนถามเข้ามาเรื่อย ๆ ว่าจะซื้อได้ไหม เมื่อไม่กี่วันก่อนฉันโพสต์วิดีโอสั้น ๆ เล่าเรื่องราวเบื้องหลังของโซฟาตัวนี้ แล้วมันก็กลายเป็นไวรัลแบบไม่คาดคิด ยอดฟอลโลว์ของฉันเพิ่มขึ้นภายในคืนเดียวเลยค่ะ ตอนนี้ฉันกำลังทำเวอร์ชันสำหรับขายอยู่ และน่าจะเสร็จเร็ว ๆ นี้

กรอบรูปที่มีเท็กซ์เจอร์

กรอบรูปชิ้นนี้เป็นครั้งแรกที่ฉันลองทำงานที่มีพื้นผิวค่ะ กว่าจะออกมาเป็นกรอบที่เสร็จสมบูรณ์แบบนี้ต้องผ่านอะไรมาเยอะมาก ตอนเผามีกรอบประมาณสิบชิ้นที่บิดเบี้ยว แล้วน้ำเคลือบก็จับตัวเป็นก้อนอยู่ตลอด ฉันเลยต้องใช้วิธีลงน้ำเคลือบหลายชนิดซ้อนกันเพื่อแก้ปัญหา

ระหว่างทางมีทั้งงานที่พลาดและปัญหาเต็มไปหมด แต่สุดท้ายมันกลับออกมาสวยกว่าภาพที่ฉันจินตนาการไว้เสียอีก นั่นทำให้ฉันภูมิใจกับชิ้นนี้มาก และมันก็เปิดความเป็นไปได้ใหม่ ๆ รวมถึงไอเดียใหม่ ๆ ให้ฉันในการทำงานกับพื้นผิวด้วย

ชิ้นนี้ยังเป็นเหมือนจุดเริ่มต้นที่นำไปสู่งานที่ฉันกำลังทำอยู่ในตอนนี้ด้วยค่ะ และฉันชอบมันมาก เพราะมันมีความรู้สึกเย็น ๆ แต่ก็อ่อนโยน เหมือนน้ำ ซึ่งเข้ากับชื่อโปรเจกต์ Mot ที่แปลว่า ‘บ่อน้ำ’ ได้ดีมาก

ก่อนจากกัน เรายังถามถึงอนาคตข้างหน้าของ ‘mot.is.pond’ ซึ่งดูเหมือนว่า บ่อน้ำเล็ก ๆ แห่งนี้ยังมีพื้นที่ให้ทดลองและค้นหาอะไรอีกมาก เธอเองก็มีสิ่งที่อยากลองอีกไม่น้อย ทั้งวัสดุ เทคนิค รูปทรง และองค์ความรู้จากวัฒนธรรมเซรามิกในประเทศต่าง ๆ

“ในอนาคต ฉันยังอยากทำสิ่งต่าง ๆ อีกหลายอย่างมากค่ะ ลำพังแค่เรื่องชนิดของดินก็มีให้เลือกเยอะมากแล้ว และยังมีศิลปินเซรามิกบางคนที่ทำดินหรือน้ำเคลือบของตัวเองขึ้นมาเลยด้วย ซึ่งตอนนี้วัสดุที่ฉันใช้ยังมีค่อนข้างจำกัด เพราะฉะนั้นในช่วงนี้ฉันจึงอยากโฟกัสกับการทดลองเทคนิคต่าง ๆ โดยใช้วัสดุที่มีอยู่ก่อน ลองดูว่าจะสามารถทำอะไรกับมันได้อีกบ้าง”

“ถ้ามีโอกาส ฉันก็อยากหาวัสดุที่หลากหลายขึ้นมาลอง และทดลองกับรูปทรงหรือแพตเทิร์นที่แตกต่างออกไป นอกจากนี้ก็อยากเรียนรู้เทคนิคจากประเทศต่าง ๆ ที่มีประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมด้านเซรามิกเป็นของตัวเอง แล้วนำสิ่งเหล่านั้นมาผสมและพัฒนาเป็นงานของตัวเองด้วยค่ะ”
จากจุดเริ่มต้นที่เกิดขึ้นท่ามกลางความโดดเดี่ยว บ่อน้ำเล็ก ๆ ของ ‘mot.is.pond’ ค่อย ๆ มีเรื่องราวใหม่ ๆ ไหลเข้ามาเติมเต็ม ทั้งความทรงจำจากเกาหลี ชีวิตประจำวันในเมืองเล็ก ๆ ทางภาคใต้ของไทย ไปจนถึงดินและน้ำเคลือบที่ไม่เคยให้คำตอบเดิมกับเธอสักครั้ง งานของเธอจึงเหมือนพื้นที่เล็ก ๆ ที่เก็บเรื่องราวเหล่านี้เอาไว้ แล้วค่อย ๆ ส่งต่อออกไปในรูปของวัตถุที่ใครสักคนสามารถหยิบไปวางไว้ในบ้าน ใช้งาน และสร้างความทรงจำของตัวเองขึ้นมาอีกที

บางทีนี่อาจเป็นเสน่ห์ของ ‘mot.is.pond’ ที่เราอยากชวนให้ทุกคนลองแวะเข้ามาดูสักครั้ง เพราะบ่อน้ำแห่งนี้ยังคงเติบโตไปพร้อมกับคนสร้าง และเราก็อดไม่ได้ที่จะอยากรู้ว่า ในครั้งต่อไปที่มองกลับไปยังบ่อน้ำศิลปะแห่งนี้ จะมีอะไรโผล่มาให้เราได้ทำความรู้จักกันอีกบ้างกันแน่

ติดตาม ‘mot.is.pond’ ได้ที่ https://www.instagram.com/mot.is.pond/