QUEER ARTS MANIFESTO ศิลปะเควียร์คืออะไร? บันทึกถ้อยแถลงจาก ‘เพศสภา’ โดยโอ๊ต มณเฑียร, ปฏิพล (มิสโอ๊ต), และ รวง หิ่งห้อยน้อย

Post on 13 July 2026

เทศกาลศิลปะการแสดงเพื่อความหลากหลาย H0M0HAUS #3 แม้จะปิดฉากลงไปแล้วเมื่อกลางเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา แต่บทสนทนาที่เกิดขึ้นจากเทศกาลยังคงเดินหน้าต่อ เมื่อวันที่ 11 มิถุนายนที่ผ่านมา เวทีสนทนาว่าด้วย 'ศิลปะเควียร์' รูปแบบใหม่ได้ถือกำเนิดขึ้นในชื่อ 'เพศสภา' ผ่านการรวมตัวของ 'สมาชิกรัฐสภาศิลปะเควียร์' ภายใต้หัวข้อ 'ถ้อยแถลงแห่งศิลปะเควียร์' หรือ QUEER ARTS MANIFESTO

โอ๊ต มณเฑียร, ปฏิพล (มิสโอ๊ต), และ รวง หิ่งห้อยน้อย สามศิลปินและผู้เคลื่อนไหวด้านศิลปะเควียร์ที่หลายคนคุ้นเคย ร่วมกันนำเสนอและแลกเปลี่ยนมุมมอง ตั้งแต่คำถามพื้นฐานว่า 'ศิลปะเควียร์คืออะไร' ไปจนถึงประสบการณ์ส่วนตัวที่ช่วยเปิดให้เห็นบทบาท ความสำคัญ และศักยภาพของศิลปะเควียร์ในการท้าทายกรอบความงาม รวมถึงนิยามของศิลปะที่ถูกกำหนดไว้ในแบบเดิม

บทสนทนาและข้อเสนอจากค่ำคืนนั้นจึงไม่ใช่เพียงการพูดคุยชั่วคราว แต่เป็นจุดเริ่มต้นของถ้อยแถลงสำคัญที่จะถูกเรียบเรียงและต่อยอดเป็นเอกสารวิชาการ (Conference Paper) ในอนาคต

GROUNDCONTROL จึงขอสรุปบางส่วนจากวงสนทนาดังกล่าว เพื่อชวนทุกคนร่วมตั้งคำถามและขยายความคิดไปพร้อมกัน ก่อนติดตามความเคลื่อนไหวของ 'เพศสภา' และถ้อยแถลงแห่งศิลปะเควียร์ต่อไป

และสำหรับใครที่มีมุมมองเพิ่มเติม เห็นด้วย หรืออยากตั้งคำถามต่อแนวคิดนี้ บทสนทนาเรื่องศิลปะเควียร์ยังคงเปิดกว้างสำหรับทุกเสียง เพื่อร่วมกันขยายพื้นที่แห่งการแลกเปลี่ยนให้กว้างไกลยิ่งขึ้น

รวง หิ่งห้อยน้อย:
“สำหรับใครก็ตามที่โลกเรียกขานด้วยนามที่ผิด”

รวง หิ่งห้อยน้อย พาเราย้อนกลับไปสู่วัยเยาว์ของเขา ช่วงเวลาที่ 'ไม่มีชื่อเรียก' สำหรับความรู้สึกภายในของตัวเอง ชีวิตถูกหล่อหลอมให้กลมกลืนไปกับเครื่องแบบ กฎระเบียบ และตารางเวลาในโรงเรียน "ไม่เห็นอะไรที่ช่วยยืนยันว่าเราแตกต่าง แม้ว่ารู้ทั้งรู้ว่ามันไม่เหมือนกัน"

ขณะที่คนอื่นอาจปรับตัวเข้ากับกติกาเหล่านั้นได้ เขากลับรู้สึกแปลกแยก ตั้งคำถาม ท้าทาย และพยายามค้นหาคำอธิบายให้กับความรู้สึกของตัวเอง แต่กลับแทบไม่พบพื้นที่หรือคำตอบที่ช่วยสะท้อนตัวตนในเวลานั้น

ในพื้นที่สื่อกระแสหลักอย่างภาพยนตร์และละคร รวงชี้ให้เห็นว่า "ไม่มีเรื่องของพวกเรา" แม้จะมีตัวละครที่มีประสบการณ์แบบเดียวกันปรากฏอยู่บ้าง แต่ส่วนใหญ่มักถูกลดทอนให้เป็นเพียงตัวประกอบ หรือภาพแทนที่เต็มไปด้วยอคติ "มีคนแบบเราก็จริงแต่ปรากฏอยู่เพียงเล็กน้อยเท่านั้น ซึ่งก็เป็นตัวตลก เป็นพวกวิปริต เป็นคนที่ถูกกล่าวหาว่าบ้ากาม"

ขณะเดียวกัน ในพื้นที่ข่าว ภาพของคนเควียร์กลับมักถูกเชื่อมโยงกับความรุนแรง ส่วนบนโลกอินเทอร์เน็ตก็เต็มไปด้วยถ้อยคำดูถูกและเหยียดหยาม สิ่งเหล่านี้ทำให้ "เราก็เป็นได้มากสุดก็คือตัวประกอบ ไม่เคยมีโอกาสได้เป็นตัวเองที่จะเล่าเรื่องเอง การเป็นตัวเราเองจึงถูกลบ ถูกทำให้เป็นอย่างอื่น และทำให้ห่างไกลกันเหลือเกินกับความเป็นจริง"

รวงชวนเราคิดถึงความเป็นเควียร์ผ่านแนวคิดสำคัญอย่างการตั้งชื่อใหม่ การค้นพบพวกพ้อง การต่อต้าน และการร่วมกันสร้างโลกใบใหม่

หนึ่งในนั้นคือการตั้งชื่อตัวเองใหม่บนโลกอินเทอร์เน็ตว่า "ไส้เดือนคอลเล็กชั่น" ชื่อที่เปิดพื้นที่ให้ตัวตนสามารถเคลื่อนไหวได้อย่างอิสระ เขาอธิบายความรู้สึกนั้นว่า "เราจะเป็นอะไรก็ได้ ที่ลื่นไหลและก็ยังเป็นเรา"

แม้เขาจะพบคำนิยามอย่าง 'เลสเบี้ยน' หรือ 'หญิงรักหญิง' แต่ขณะเดียวกันก็ยังรู้สึกว่า "มันก็เหมือนจะมีอะไรบางอย่างที่ไม่ใช่ตัวเราปะปนอยู่ข้างในด้วยน่ะสิ" ความรู้สึกนั้นจึงกลายเป็นจุดเริ่มต้นของการค้นหาภาษาหรือพื้นที่ใหม่ ๆ ที่สามารถโอบรับตัวตนได้มากกว่ากรอบนิยามเดิม

เขาถูกแปะป้ายด้วยคำว่า 'ทอม' ถูกท้าทาย ละเมิด และคุกคาม แต่ในขณะเดียวกัน เขาก็ได้ 'พบพวกพ้อง' ผ่านภาพยนตร์และอินเทอร์เน็ต พื้นที่เหล่านี้กลายเป็นจุดเชื่อมต่อที่ทำให้เขาเห็นว่าตัวเองไม่ได้อยู่เพียงลำพัง

"เราโดดงานไปดูหนังที่เกี่ยวกับการทำแท้งปลอดภัย" เขากล่าว "เรื่องราวในหนังทำแท้งเป็นแสง บางอย่างที่ช่วยส่องไฟ มันช่วยให้เราเริ่มพบชุมชนบางอย่างที่ช่วยยืนยันว่าเราไม่ได้โดดเดี่ยว และไม่จำเป็นต้องใช้ชีวิตที่มันอธิบายได้ยากแต่เพียงลำพัง"

สำหรับรวง ภาพแทนเรื่องการทำแท้งอย่างปลอดภัยในภาพยนตร์ได้เปิดมุมมองใหม่ที่แตกต่างออกไป มันไม่ได้ถูกผูกไว้เพียงกับความหมายของ 'บาป' 'เรื่องผี' หรือโศกนาฏกรรม หากแต่เป็นพื้นที่ที่ทำให้เขาเริ่มมองเห็นความหวัง ความเป็นไปได้ และโลกอีกแบบที่สามารถดำรงอยู่ได้

สำหรับรวง 'เควียร์' คือคำนิยามที่เขารู้สึกสบายใจในการใช้เรียกตัวเอง เป็นทั้งแนวคิดทางการเมืองที่มุ่งรื้อถอน ตั้งคำถาม และท้าทายกรอบเดิม ๆ รวมถึงเป็นพื้นที่ของศิลปะที่เปิดโอกาสให้ผู้คนแสดงเจตจำนงของตัวเองออกมา

ไม่ว่าจะเป็นดนตรี การออกแบบเสียง การวาดภาพ การพับตะกร้า หรือการเย็บปักผ้า สำหรับเขา ทุกกิจกรรมล้วนสามารถกลายเป็นเครื่องมือของความเป็นเควียร์ได้ เพราะการสร้างสรรค์ไม่จำเป็นต้องขึ้นอยู่กับทรัพยากรที่มีมากน้อยเพียงใด แต่คือการค้นหาวิธีส่งเสียงและประกาศการมีอยู่ของตัวเอง

“ทุกคนสามารถส่งเสียงผ่านอะไรก็ได้เท่าที่คุณมีทรัพยากร แม้รู้ว่าในทุกวันนี้โลกที่เต็มไปด้วยความรุนแรงจะพยายามทำให้คนแบบพวกเราหายไปซ้ำแล้วซ้ำเล่า เต็มไปด้วยอคติและความเกลียดชัง แต่เราพบว่าการรวมตัวกันผ่านเรื่องเล่าของพวกเราเอง ผ่านความคิดสร้างสรรค์ ขบวนการเควียร์อาร์ตมันจะยิ่งทำให้พวกเรายิ่งแข็งแรงขึ้น ยิ่งแต่ละคน แต่ละกลุ่มค้นพบวิธีการต่อต้านซึ่งถนัดแตกต่างกัน เควียร์อาร์ตก็จะหลากหลายและเข้าใกล้ความครอบคลุมมากยิ่งขึ้น เรากระหายและรอคอยที่จะได้เห็นสิ่งเหล่านั้นให้ได้มากที่สุด” เขากล่าว

“เราเชื่อเหลือเกินว่าทุกครั้งที่เราเล่าเรื่องของตัวเอง พวกเราเอง โลกก็ขยายกว้างขึ้นอีกเล็กน้อย ถ้อยแถลงของเราในวันนี้ ในสภาแห่งนี้จึงไม่ใช่บทสรุปและนิยามของงานเควียร์อาร์ต 100 เปอร์เซนต์แน่ ๆ เราขอประกาศสิ่งที่เราต้องการเน้นย้ำให้ทราบไว้เพียงอย่างเดียวว่า ขออย่าปล่อยให้ใคร โดยเฉพาะผู้มีอำนาจหน้าไหนมาฉกฉวยเรื่องของพวกเราไปเล่าแทน อย่าให้พวกเขาตั้งชื่อของเราตามอำเภอใจของเขา อย่าให้เขาพรากชื่อและเรื่องราวที่จริงแท้จากพวกเราไปได้อีก ช่วงชิงและประกาศเรื่องของตัวเองออกมา เราไม่ได้รอให้ใครมาเรียกชื่อเราอีกแล้ว เราจะเรียกขานตัวเอง และใช้เควียร์อาร์ต มาเรียกหากันและกัน ขอบคุณนะ”

โอ๊ต มณเฑียร:
เควียร์คือการขบถ

โอ๊ต มณเฑียร นำเสนอแนวคิดศิลปะเควียร์ผ่านแปดประเด็นหลัก โดยประกอบกับภาพกิจกรรมและผลงานที่ผ่านมา เพื่อชวนมองศิลปะเควียร์ในมิติที่กว้างขึ้น ตั้งแต่คำถามเรื่องนิยาม ลักษณะเฉพาะ ไปจนถึงคุณค่าและบทบาทของศิลปะเควียร์ในฐานะพื้นที่ของการแสดงออก การตั้งคำถาม และการต่อรองกับกรอบความคิดเดิม อันได้แก่:

  1. QUEER ART IS REBELLIOUS “ศิลปะเควียร์ต้องทำให้เกิดความสั่นคลอน ต้องรบกวน ต้องยั่วยุ และต้องเป็นการประท้วงต่อการกีดกัน อีกทั้งเรียกร้องโลกใหม่ที่โสภี ที่ที่กว้างพอจะโอบรับพวกเราทุกคน”

  2. QUEER ART IS FOR QUEER PEOPLE “ไม่มีอะไรเกี่ยวกับเรา หากไม่มีเราอยู่ในนั้น”

  3. QUEER ART IS UNCENSORED “ศิลปินเควียร์ต้องมีอิสระ ในการสร้างสรรค์จากทุกมิติของประสบการณ์มนุษย์ โดยเฉพาะ ประสบการณ์ที่วัฒนธรรมกระแสหลักมองว่า ไม่เหมาะสม อันตราย ประสบการณ์ที่เหล่าผู้ล่าอาณานิคมไม่ยอมรับ”

  4. QUEER ART IS MESSY “กระบวนการของเรา มีอิสระที่จะเร่ร่อน ตีลังกาอย่างหยุ่งเหยิง กลายพันธุ์ และสร้างตัวเองขึ้นใหม่อยู่เสมอ”

  5. QUEER ART IS EVERYWHERE “ไม่มีรัฐ บริษัทห้างร้าน พิพิธภัณฑ์นายทุน หรือผู้มีอำนาจเผด็จการคนใด สามารถกำหนดได้ว่าศิลปะเควียร์ควรอยู่ที่ไหน เพราะที่ใดมีชาวเควียร์ ที่นั่นย่อมมีเควียร์อาร์ต”

  6. QUEER ART WILL NOT BE LIKED BY EVERYONE “ศิลปินเควียร์ต้องแน่วแน่ในเส้นทางของตน ไม่ว่าจะได้รับการยอมรับหรือไม่ก็ตาม เพราะเราไม่ได้แสวงหาการยอมรับ ทว่า เราแสวงหาการปลดปล่อย”

  7. QUEER ART MUST BE SUPPORTED “สถาบันในอำนาจ จะต้องสนับสนุน ปกป้อง และลงทุนกับศิลปะเควียร์ เพราะเราคือตัวชี้วัดของสังคมประชาธิปไตยอย่างแท้ทรู”

  8. QUEER ART IS SPIRITUAL “การปฏิบัติทางศิลปะของเราจึงไม่ใช่เพียงเรื่องของสุนทรียศาสตร์ แต่เป็นการปฏิบัติทางจิตวิญญาณ เควียร์อาร์ท เป็นพยานแห่งการเอาชีวิตรอดจากการฆ่าล้างเผ่าพันธ์ การส่งต่อจากบรรพชน ดำรงอยู่ด้วย กรุณา มุทิตา อุเบกขา เลดี้กาก้า”

โดยสรุปแล้ว ศิลปะเควียร์คือการขบถที่ดำรงอยู่เพื่อท้าทาย สั่นคลอน และรบกวนระเบียบเดิมของสังคม ไม่ใช่เพียงศิลปะที่มีไว้เพื่อประดับตกแต่ง แต่เป็นศิลปะที่สร้างขึ้นเพื่อคนเควียร์และผู้คนชายขอบ โดยให้ความสำคัญกับชีวิต ประสบการณ์ และความปรารถนาของพวกเขา โดยไม่จำเป็นต้องร้องขอการยอมรับจากสายตาของคนทั่วไป

ศิลปะเควียร์จึงเป็นพื้นที่ที่เปิดให้ผู้คนมาพบกัน หลุดพ้นจากความโดดเดี่ยว และสร้างความเป็นไปได้ใหม่ ๆ ในการดำรงอยู่ ขณะเดียวกัน มันยังเป็นศิลปะที่ยืนหยัดต่อการไร้การเซ็นเซอร์ เพื่อบอกเล่าประวัติศาสตร์ ร่างกาย และความจริงของมนุษย์ในทุกมิติ เพราะการเซ็นเซอร์ ไม่ว่าจะมาในรูปแบบของการตัดสินว่าสิ่งใด 'ไม่เหมาะสม' 'ลามก' หรือ 'อันตราย' อาจกลายเป็นกลไกที่ทำให้ประวัติศาสตร์ ร่างกาย และความปรารถนาของผู้คนเควียร์ถูกลบเลือนและหายไปจากพื้นที่การรับรู้

ศิลปะเควียร์จึงเป็นศิลปะที่ยุ่งเหยิง ไม่เป็นเส้นตรง และเปิดรับความไม่แน่นอน ความล้มเหลว รวมถึงการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ มันปฏิเสธการถูกจำกัดอยู่ในกรอบใดกรอบหนึ่ง และดำรงอยู่ได้ทุกหนแห่งที่ผู้คนหลากหลายทางเพศมารวมตัวกัน โดยไม่จำเป็นต้องขึ้นตรงต่ออำนาจรัฐหรือสถาบันใด

อย่างไรก็ตาม ศิลปะเควียร์อาจไม่ได้เป็นสิ่งที่ทุกคนชื่นชอบ เพราะหัวใจของมันไม่ได้อยู่ที่การสร้างความสบายใจให้กับคนหมู่มาก หากแต่อยู่ที่การแสวงหาการปลดปล่อย และการเปิดพื้นที่ให้เสียงที่ถูกกดทับหรือถูกมองข้ามได้ดำรงอยู่ สถาบันต่าง ๆ ในสังคมประชาธิปไตยจึงมีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนและปกป้องคุณค่าของเสียงคัดง้างเหล่านี้ เพื่อรักษาความหลากหลายอันเป็นรากฐานของประชาธิปไตย

ท้ายที่สุด ศิลปะเควียร์คือสิ่งยึดเหนี่ยวทางจิตวิญญาณ เปรียบเสมือนบทสวดที่ช่วยเยียวยา เฉลิมฉลอง และประคับประคองผู้คนให้สามารถเอาชีวิตรอดจากความรุนแรงและการกดขี่ในโลกใบนี้

โอ๊ต มณเฑียร จบการอภิปรายด้วยการกล่าวอุทิศถ้อยแถลงนี้ให้กับ 'มาดาม' เหยื่อความรุนแรงชาวมุสลิมจากเหตุการณ์ 'ราม 53' พร้อมทิ้งท้ายคำอุทิศว่า "ขอพระเป็นเจ้าจงลงโทษพวกมนุษย์โสมมทุก ๆ คน ที่ริอาจลงโทษพวกเรา ในนามของพระองค์"

ปฏิพล (มิสโอ๊ต):
ภาษาของศิลปะเควียร์

มิสโอ๊ตเริ่มต้นด้วยการแสดงความขอบคุณอย่างลึกซึ้งต่อกลุ่มคนและบรรพชนผู้ต่อสู้เพื่อความเท่าเทียมทางเพศในอดีต โดยเฉพาะสองสมาชิกสภาฯ ผู้อภิปรายก่อนหน้า ซึ่งสร้างประวัติศาสตร์การยืนหยัดของชุมชนคนเพศหลากหลายมาก่อน เขาสะท้อนมุมมองสำคัญเกี่ยวกับการเรียนรู้ที่จะหยิบจับ ฉกฉวย หรือช่วงชิงวัฒนธรรมตะวันตกภายใต้บริบทของอาณานิคมกลับคืนมา เพื่อให้สามารถคงอยู่ร่วมกับสังคมตะวันออกท่ามกลางระบบนิเวศทางวัฒนธรรมที่มีการกดขี่และเหลื่อมล้ำ

นอกจากนี้ยังพูดถึงเสื้อที่ใส่มาในวันนั้นว่า “ดิฉัน แต่งตัวด้วยเสื้อเทศกาลที่ด้านหน้าระบุไว้ว่า เหล่าโฮโมเหี่ยน หรือชาวโฮโมเฮ้าส์คือสิ่งมีชีวิตที่มิใช่สัตว์ในตํานาน มักถูกพบได้หลังเวทีบนเวทีและทุกหนแห่งใน H0M0HAUS เล่ากันว่าพวกเขาและเธอขับเคลื่อนด้วยทุกสรรพสิ่ง ด้วยแรงใจล้วน ๆและการเป็นเควียร์ ดังนั้นดิฉันขอเรียนให้การมีอยู่ของเทศกาล เหล่าทีมงานที่มีพื้นที่ในอุตสาหกรรมและเหล่าศิลปินที่เพิ่งเริ่มสร้างงานกับเราและปัจจุบันพวกเขาและเธอมีผลงานบ้างในช่วงเริ่มต้น เป็นเเหล่งยืนยันถึงอาภรณ์ที่ประดุงตัวดิฉันเสียแล้วกันนะคะ”

มิสโอ๊ตนำเสนอภายใต้หัวข้อ ‘ข้อคํานึงแห่งเควียร์อาร์ต’ ด้วยนิยามที่สอดคล้องกับโอ๊ต มณเฑียรว่า “เควียร์อาร์ตไม่เกิดมาเพื่อสร้างความสบายใจ” และยืนยันคุณค่าของความเป็นเควียร์ว่า ร่างกายที่ผิดไปจากบรรทัดฐานไม่ใช่เรื่องผิด และศิลปะไม่จำเป็นต้องบริสุทธิ์เพื่อมีคุณค่า ศิลปะเควียร์สร้างขึ้นจากวัสดุอย่างความเศร้า ความบ้า ราคะ ความล้มเหลว ตลอดจนเลือดและกระดูก เพราะในแง่หนึ่ง การมีอยู่ของกะเทย คนข้ามเพศ และชาวเควียร์ ก็ถือเป็น “การแสดงสดทางการเมืองและการอารยะขัดขืนต่อระบอบปิตาธิปไตย” ในตัวเองแล้ว

“เควียร์อาร์ตไม่จําเป็นต้องอธิบายตัวเองให้โลกเข้าใจและไม่จําเป็นต้องอธิบายให้พวกชายจริงหญิงแท้เข้าใจ แต่กลุ่มเป้าหมายที่ควรจะเข้าใจมากที่สุดคือชุมชนเพศหลากหลาย” มิสโอ๊ตกล่าว หลายช่วงของการนำเสนอ มีเนื้อหาเกี่ยวกับรูปแบบของศิลปะ แต่ตอบโต้กับความงามในกระแสหลัก อย่างเช่น “เสียงสั่น หัวเราะร่า น้ําตาแตก รวมไปถึงฮอร์โมนแปรปรวน คือภาษาของมนุษย์เควียร์และทรานส์” “ความอัปลักษณ์อาจเป็นรูปแบบหนึ่งของเสรีภาพ” “การเต้น การร้อง การคร่ําครวญ คือพิธีกรรมของผู้รอดชีวิต การสงบนิ่ง การมองดูและความเงียบคือพิธีกรรมของผู้จากไป” หรือ “ศิลปะต้องมีสิทธิ์สกปรก โกรธ หื่น เศร้าและไม่สุภาพ” และ “กระบวนการสร้างสรรค์ทางศิลปะของศิลปินเควียร์ต้องมาจากประสบการณ์ส่วนตัวและสิ่งพื้นถิ่น” เป็นต้น หรืออาจสรุปได้ดังข้อหนึ่งที่ว่า “เควียร์จําเป็นต้องต่อต้านขนบก่อนหน้า” แต่ทั้งนี้ก็ยืนยันว่า “อย่าทอดทิ้งใคร ศิลปะทุกแขนงเป็นศิลปะ ทุกนิยามในร่มขอบเขตคือความหลากหลาย แต่เราสามารถวิพากษ์ได้แม้ว่าเขาจะอยู่ในชุมชนเดียวกัน”

สำหรับเรื่องตำแหน่งแห่งที่ของศิลปะเควียร์ มิสโอ๊ตเสนอว่า “การดํารงอยู่ของเรา ไม่ต้องการการอนุมัติจากรัฐ ศาสนา หรือครอบครัว” “เราไม่สร้างงานเพื่อให้โลกยอมรับเรา เราสร้างงานเพื่อเปลี่ยนโลกนั้นเสียใหม่” “ศิลปะที่ปลอดภัยเกินไป มักรับใช้ผู้มีอํานาจและปิตาธิปไตยเสมอ”

ท้ายที่สุดมิสโอ๊ตเสนอเรื่อง “โมงยามของเควียร์” ว่า “โปรดจงรับทราบว่าโมงยามของเควียร์มีอยู่จริง ภาวะการณ์ของเควียร์มักเป็นของคนรุ่นใหม่ หรืออาจจะพูดได้ว่าเป็นพันธกิจของเควียร์รุ่นก่อนที่ต้องฝึกปฏิบัติการเดินตาม ไม่ใช่แค่เดินนํา” “เวลาของพวกเราต้องหมดลงแต่เวลาของอุดมการณ์แห่งความหลากหลายในตัวพวกเราจะไม่มีวันหมดลง” และทิ้งท้ายโดยมีนัยย้อนไปถึงจุดเริ่มต้นการอภิปราย ว่าประวัติศาสตร์เควียร์นั้นมีทั้งบรรพชนและคนที่ทำมาก่อน และผู้คนที่ต่อสู้อยู่ซึ่งท้ายที่สุดแล้ว “พวกเราต้องตาย ร่างกายของเราต้องไปรับใช้สิ่งอื่น และต้องมีคนรุ่นต่อไปทําต่อจากเรา เราจะไม่มีวันสําคัญ เราจะต้องมลายหายไป เราจะต้องทําต่อไป เพื่อวันหนึ่ง โดยไม่มีคําตอบ และจะไม่ควรมีคําตอบของอะไรทั้งนั้น เพื่อใครทั้งนั้นอย่างจริงแท้หนึ่งเดียวในศิลปะเควียร์”

(ภาพถ่ายโดย Jiraphat Vinagupta)