เมื่อหลายปีก่อน ภาพยนตร์ Everything Everywhere All at Once (2022) เข้าชิงรางวัลออสการ์สาขาดนตรีประกอบดั้งเดิมยอดเยี่ยม โดยมีวงดนตรีกลิ่นทดลองสามชิ้นอย่าง Son Lux อยู่เบื้องหลังซาวด์อันประหลาดและน่าประทับใจเหล่านั้น พวกเขาเคยทำงานตั้งแต่หนังอินดี้สายแมส ไปจนถึงภาพยนตร์ซูเปอร์ฮีโร่อย่าง Thunderbolts* (2025) และตอนนี้ Son Lux ก็กำลังจะมีอัลบั้มใหม่ของตัวเอง
'พระเจ้า ผมคิดถึงการหวดกลองหวะ' เอียน แชง มือกลองของวงกล่าว พร้อมเสริมว่า 'มันอาจเป็นปฏิกิริยาต่อวิธีการทำเพลงป๊อปในยุคปัจจุบันจริง ๆ ครับ'
‘Out Into’ เป็นอัลบั้มที่เต็มไปด้วยพลังงานแบบการแจมและการด้นสด เสียงต่าง ๆ ถูกเก็บไว้อย่างดิบตรงไปตรงมา ทั้งเสียงไม้กลองหล่น จังหวะที่ตรงช่องบ้างไม่ตรงบ้าง หรือจังหวะที่เกิดขึ้นจาก 'ลมหายใจในห้องเดียวกัน' มากกว่าการยึดตามเมโทรนอม มันฟังดูคล้ายคำประกาศต่อต้านสุนทรียศาสตร์ของดนตรีที่ถูกปรุงแต่งอย่างสมบูรณ์แบบ ไม่ว่าจะด้วยเอไอ โปรดักชันขนาดใหญ่ หรือโปรแกรมคอมพิวเตอร์
แต่จากบทสนทนาเพียงสิบห้านาที กลับพาเรื่องไปไกลกว่านั้น ตั้งแต่รากของการเหยียดเชื้อชาติ ไปจนถึงระบบการศึกษาดนตรีแบบตะวันตก ทำให้สิ่งที่ Son Lux กำลังพูดถึง อาจไม่ใช่แค่เรื่องเทคโนโลยีหรือเครื่องมือ หากเป็นเรื่องของ 'วิธีคิด' ต่อดนตรีและการสร้างสรรค์มากกว่า
'ผมไม่เคยคิดว่าการประพันธ์ดนตรี (Composition) และการด้นสด (Improvisation) เป็นสิ่งที่ขัดแย้งกัน' ราฟิก บาเทีย มือกีตาร์ของวงกล่าว
'ถ้าเราเรียนดนตรีคลาสสิกแบบตะวันตกที่มียุโรปเป็นศูนย์กลาง เราจะเห็นการเชิดชู ‘คีตกวี’ ราวกับเป็นพระเจ้าผู้เขียนคัมภีร์อันสมบูรณ์แบบลงบนกระดาษ และมองนักดนตรีเป็นเพียงเครื่องมือในการผลิตซ้ำความสมบูรณ์แบบนั้น ขณะที่ดนตรีแจ๊ส บลูส์ หรือดนตรีท้องถิ่นของคนดำและคนชายขอบ กลับถูกมองว่าเต็มไปด้วยการด้นสด ไร้ระเบียบ ด้อยค่า และต่ำกว่า ทั้งที่ในความเป็นจริง คีตกวีตะวันตกผู้ยิ่งใหญ่เองก็ล้วนเป็นนักด้นสดที่ยอดเยี่ยม พวกเขาทำงานร่วมกับนักดนตรีคนอื่น และพัฒนาภาษาดนตรีผ่านปฏิสัมพันธ์กับผู้คนในพื้นที่จริง การแบ่งแยกแบบนั้นมันไม่เคยมีอยู่จริง'
เขายังเสริมว่า 'บ่อยครั้งเมื่อคุณพยายามจัดระเบียบดนตรีให้เรียบร้อยหรือสมบูรณ์แบบ คุณต้องแลกกับการสูญเสียความรู้สึกดั้งเดิมและจิตวิญญาณของมันไป สิ่งที่ผมภูมิใจที่สุดในอัลบั้มนี้ คือความรู้สึกของห้วงเวลาที่เพิ่งเกิดขึ้นสด ๆ มันยังคงอยู่ในนั้นจริง ๆ'
สำหรับอัลบั้ม ‘Out Into’ ไรอัน ล็อตต์ ฟรอนต์แมนของวงอธิบายว่ามันเกี่ยวกับ 'สภาวะของการเปลี่ยนผ่าน สภาวะที่เรายอมรับและเคารพในช่วงเวลาอันศักดิ์สิทธิ์นั้น ซึ่งสลายไปทันทีที่มันเกิดขึ้น'
เราอาจไม่ควรทำแบบนี้ แต่อยากขอยกคำพูดสุดท้ายของไรอันจากบทสนทนาของเราขึ้นมาไว้ตั้งแต่ต้น ก่อนจะชวนทุกคนไปอ่านบทสัมภาษณ์เต็ม ๆ แบบเจาะลึกกับทั้งสามคน เพราะมันอาจอธิบายทุกอย่างใน 'ช่วงเวลา' สั้น ๆ ที่เราได้ใช้ร่วมกับพวกเขาเอาไว้ดีที่สุด
'ผมรู้ว่าวันนี้เราควรพูดคุยกันเรื่องอัลบั้มใหม่ที่กำลังจะปล่อย แต่นั่นเป็นเพียงเศษเสี้ยวเล็ก ๆ เมื่อเทียบกับความหมายของ ‘การมีดนตรีอยู่ในชีวิต’ ของคุณ มันเป็นเรื่องที่งดงาม และผมมั่นใจว่าความยินดีในการมีดนตรีนั้นมีชีวิตอยู่ในอัลบั้มชุดนี้อย่างแน่นอน มันคือความรู้สึกของมนุษย์ที่ได้ร่วมกันทำดนตรี และร่วมกันประดิษฐ์ช่วงเวลาต่าง ๆ ขึ้นมา และมันก็ทำให้ผมรู้สึกโชคดีที่ได้นั่งคุยกับคุณจากอีกซีกโลกเกี่ยวกับกระบวนการนี้ด้วยเหมือนกัน'
GROUNDCONTROL: คำว่า Out Into ฟังดูเป็นปรัชญาที่กว้างใหญ่กว่าเรื่องดนตรี อย่างที่พวกคุณเคยอธิบายไว้ว่า ชีวิตเป็นทั้งทางออกและทางเข้าในเวลาเดียวกัน ช่วยขยายความแนวคิดนี้ให้ผมเข้าใจหน่อยได้ไหม มันหมายถึงอะไรกันแน่ มันเกี่ยวกับชีวิตของพวกเราอย่างไร และเกี่ยวกับดนตรีอย่างไร
ไรอัน ล็อตต์: ผมอยากจะเริ่มอธิบายอย่างนี้ ว่าแก่นแท้ของอัลบั้มมันคือ ‘การด้นสดของพวกเราทั้งสามคน’ มันคือดนตรีที่เกิดขึ้นมาอย่างรวดเร็ว ในช่วงเวลาที่สั้นมาก ๆ ราวกับการปล่อยให้เสียงไหลไปตามกระแสธารแห่งจิตสำนึกด้วยตัวเอง โดยไม่ได้คัดกรองหรือปรุงแต่งล่วงหน้าอะไร นั่นคือรากฐานของงานชุดนี้
สำหรับผมวลีที่ว่า Out Into จึงฟังดูถูกต้องและแม่นยำมาก เพราะมันอธิบายสภาวะของการเปลี่ยนผ่าน สภาวะที่เรายอมรับและเคารพในช่วงเวลาอันศักดิ์สิทธิ์นั้น ซึ่งสลายไปทันทีที่มันเกิด ในห้องอัดมันก็เป็นภาวะแบบนั้นแหละ บางเพลงก็เกิดขึ้นมาแบบบังเอิญด้วยซ้ำไป
GROUNDCONTROL: ดนตรีเกิดขึ้นมาแบบบังเอิญได้อย่างไรนะ?
ไรอัน ล็อตต์: (หัวเราะ) อย่างเช่นตอนที่เราเริ่มเซ็ตอัพเครื่องดนตรีในสตูดิโอกัน มันมีเปียโนหลังหนึ่งตั้งอยู่ ผมไม่เคยเล่นมันมาก่อน แต่สิ่งที่ผมชอบทำเวลาเจอเปียโนแปลก ๆ คือการทดลองดัดแปลงกลไกของมัน แบบที่เขาเรียกกันว่า Prepared Piano ผมใส่สิ่งของต่าง ๆ เข้าไปในสายของมัน จริง ๆ แล้วมันมีวิธีดัดแปลงเปียโนแบบนี้สารพัดแบบเลยนะ แต่หลัก ๆ มันคือการทิ้งวิธีการเล่นแบบเดิม ๆ แล้วใส่ ‘สิ่งที่ไม่ควรใส่’ ลงไปในเปียโนอย่างตั้งใจ
ตอนนั้นผมแค่เริ่มกดคีย์เล่น ๆ ไปเรื่อยเพื่อดูว่าผมจะเค้นเสียงแปลก ๆ แบบไหนออกมาได้บ้าง แต่ราฟิกที่นั่งอยู่ตรงนั้นจับจังหวะได้ทันที แล้วหันมาบอกผมเลยว่า ‘เฮ้ย ห้ามลืมไอเดียนิด ๆ หน่อย ๆ ที่เพิ่งเล่นไปเมื่อกี้เลยนะ’ มันเป็นไอเดียชั่ววูบที่เกิดขึ้นมาในเสี้ยววินาที และเมื่อนำมาพัฒนาต่อ มันก็กลายมาเป็นเพลงที่ชื่อว่า No God Like a King ซึ่งเป็นเพลงสุดท้ายของอัลบั้มนี้
GROUNDCONTROL: พวกคุณดูเป็นสายนักแต่งเพลง ที่ทำงานเหมือนคีตกวีหรือนักเรียบเรียงดนตรีด้วยการจัดวางตัวโน๊ต แต่เรื่องเล่าเมื่อกี้ฟังดูเหมือนคุณให้ความสำคัญกับการด้นสดมากกว่างานประพันธ์หรือเปล่า
ราฟิก บาเทีย: สำหรับผม ผมไม่เคยคิดว่าการประพันธ์ดนตรี (Composition) และการด้นสด (Improvisation) เป็นสิ่งที่ขัดแย้งกัน แต่สองสิ่งนี้มักถูกพูดถึงในแวดวงดนตรีราวกับว่าพวกมันเป็นคู่ตรงข้ามในจินตนาการที่ตัดขาดจากกันและกันโดยสิ้นเชิง และดำรงอยู่คนละพื้นที่โดยไม่มีความสัมพันธ์ต่อกัน แต่ความจริงแล้วสองอย่างนี้มันต่างเป็นกันและกันในอีกแบบฉบับหนึ่งเท่านั้น
มันเป็นไปไม่ได้เลยที่คุณจะจินตนาการถึงงานดนตรีสักชิ้น ที่ไม่มีองค์ประกอบของการด้นสดผุดขึ้นมาสักเสี้ยววินาทีในนั้นเลย ไม่ว่าจะในกระบวนการไหลผ่านจากปลายนิ้วลงบนเครื่องดนตรี หรือไหลผ่านจากสมองของคุณสู่หน้ากระดาษ มันมีกระบวนการที่ไอเดียนั้น ‘ผุดขึ้นมา’ เป็นครั้งแรกเสมอ และตราบที่กระบวนการนั้นเกิดขึ้นในปัจจุบันขณะ มันก็ครบองค์ประกอบของนิยามการ ‘ด้นสด’ แล้วนี่ และนั่นก็คือการ ‘ประพันธ์’ ดนตรีในเสี้ยววินาทีนั้น
แล้วทำไมเราชอบแบ่งดนตรีสองชนิดนี้ออกจากกัน? ถ้าขุดลึกลงไปในประวัติศาสตร์ การพยายามแย่งแยกและยกย่องให้ ‘การประพันธ์ตัวโน้ต’ อยู่สูงกว่า ‘การด้นสด’ มันก็ถูกถักทอและเกาะเกี่ยวอยู่กับประวัติศาสตร์ของการเหยียดเชื้อชาติ และสถาปนาสถานะอันสูงส่งของคนขาว (White Supremacy) อย่างแยกไม่ออกนั่นแหละ
ถ้าเราเรียนดนตรีคลาสสิกแบบตะวันตก ที่มียุโรปเป็นศูนย์กลาง เราจะเห็นการเชิดชู ‘คีตกวี’ ราวกับเป็นพระเจ้าผู้เขียนคัมภีร์ที่สมบูรณ์แบบลงบนกระดาษ และมองนักดนตรีเป็นเพียงเครื่องมือในการผลิตซ้ำความสมบูรณ์แบบนั้น ในขณะที่ดนตรีแจ๊ส บลูส์ หรือดนตรีท้องถิ่นของคนดำและคนชายขอบ มีความด้นสด และไร้ระเบียบ ด้อยค่า และต่ำกว่า ทั้งที่ในความเป็นจริงเหล่าคีตกวีตะวันตกผู้ยิ่งใหญ่ ก็ล้วนเป็นนักด้นสดที่ยอดเยี่ยมเหมือนกัน พวกเขาทำงานร่วมกับนักดนตรีคนอื่น และพัฒนาภาษาดนตรีผ่านกระบวนการมีปฏิสัมพันธ์กับมนุษย์ในพื้นที่จริง การแบ่งแยกที่ว่านั้นมันไม่มีอยู่จริง
ขอโทษทีร่ายยาวไปหน่อย (หัวเราะ) สิ่งหนึ่งที่พวกเราทั้งสามคนใน Son Lux หลงใหลร่วมกันคือเราชอบความรู้สึกของดนตรีที่ถูกจัดวางอย่างประณีต งดงาม แม่นยำ และทุกส่วนดูตั้งใจและจงใจให้เป็นอย่างนั้น แต่อีกใจหนึ่ง เราก็หลงใหลในห้วงเวลาที่คุณสามารถได้ยินร่องรอยของวินาทีที่มันเกิดขึ้นจริง ๆ
เราอาจจะสร้างจังหวะเพลงขึ้นมาจากเสียงที่เอียนทำไม้กลองหลุดมือ (หัวเราะ) หรือจงใจบันทึกเสียงที่ดูเหมือนข้อผิดพลาด เพื่อเปิดเผยธรรมชาติอันแสนเปราะบางและเป็นชั่วคราวของดนตรี ในอัลบั้มก่อน ๆ เราหยิบเอาเศษเสี้ยวความเปราะบางเหล่านั้นมาจัดเรียงใหม่อย่างเป็นระเบียบ แต่ในอัลบั้ม Out Into นี้ เราพลิกกลับกระบวนการนั้นทั้งหมด และให้ความสำคัญกับสิ่งที่จะเกิดขึ้นร่วมกันได้ในเสี้ยววินาทีเท่านั้น เราพยายามอย่างยิ่งที่จะไม่เข้าไปขัดขวางหรือทำลายความรู้สึกของห้วงเวลานั้น
บ่อยครั้งเมื่อคุณพยายามจัดระเบียบดนตรีให้เรียบร้อยหรือสมบูรณ์แบบ คุณต้องแลกกับความรู้สึกดั้งเดิมและจิตวิญญาณของมันไป สิ่งที่ผมภูมิใจในอัลบั้มนี้คือความรู้สึกถึงห้วงเวลาที่มันเพิ่งเกิดมันอยู่ในนั้นจริง ๆ
GROUNDCONTROL: นอกจากประวัติศาสตร์ความคิดเกี่ยวกับดนตรีที่คุณว่ามาแล้ว สุนทรียศาสตร์ที่รักษาความเป็นมนุษย์นี้ เป็นปฏิกิริยาต่ออุตสาหกรรมดนตรีปัจจุบันด้วยไหม ไม่ว่าจะในโลกของเพลงป๊อบ หรืออย่างการผลิตหนังฟอร์มยักษ์ ซึ่งเรามักพบโปรดักชั่นระดับอลังการ
เอียน แชง: มันอาจเป็นปฏิกิริยาต่อวิธีการทำเพลงป๊อปในยุคปัจจุบันจริง ๆ ครับ แต่ผมคงไม่พูดถึงขั้นว่ามันคือภารกิจที่พวกเราตั้งใจจะลุกขึ้นมาต่อสู้อะไรขนาดนั้น มันเป็นเพียงผลลัพธ์ของความอยากรู้อยากเห็นส่วนตัวของพวกเรามากกว่า
แต่ในแง่หนึ่ง อัลบั้มนี้มันก็คือผลงานที่ต่อมาจากการทำดนตรีประกอบภาพยนตร์ที่พวกเราทำกันมาในช่วงก่อนหน้านี้จริง ๆ อย่างดนตรีประกอบหนัง Thunderbolts* และ Everything Everywhere All at Once ซึ่งก็พาพวกเราไปพบเสียงในดินแดนและมิติใหม่ ๆ ที่พวกเราไม่เคยไปเยือนมาก่อนเหมือนกัน เช่นการทำงานร่วมกับวงออร์เคสตราขนาดมหึมา และการทำงานระดับบล็อกบัสเตอร์
สำหรับตัวผมเองนะ พอเรากลับมาทำอัลบั้มของตัวเองอีกครั้ง ความรู้สึกแรกของผมคือ 'พระเจ้า ผมคิดถึงการหวดกลองหวะ' (หัวเราะ) ผมคิดถึงความรู้สึกพื้น ๆ อย่างการตีกลองและสร้างจังหวะขึ้นมาสด ๆ ด้วยมือและร่างกายของตัวเอง ราฟิกก็คงรู้สึกไม่ต่างกันนั่นแหละ (ราฟิกพยักหน้า) เราคิดถึงการจับและเล่นเครื่องดนตรีที่จับต้องได้อย่างกีตาร์และเบสจริง ๆ และเผชิญหน้ากับดนตรีผ่านกระบวนการนั้น
แน่นอนมันมีจิตใต้สำนักบางอย่างที่พวกเราตอบสนองอยู่ด้วย ดนตรีในอัลบั้มนี้มีบางแทร็คที่อยู่บนตารางดิจิตัล (Grid) ที่ชัดเจน แต่ส่วนใหญ่ก็สร้างมาจากมนุษย์สามคนที่นั่งเล่นด้วยกันโดยไม่ยอมฟังเครื่องนับจังหวะเมโทรนอม แต่สร้างขึ้นมาจากลมหายใจเข้าออกพร้อม ๆ กันในห้องนั้น และนั่นสร้างชีพจร (Pulse) ของดนตรีขึ้นมา
ไรอัน ล็อตต์: ใช่เลย และเรามีความสุขมากนะที่เราอยู่ได้ทั้งสองโลก เราโชคดีมาก ๆ ที่เป็นได้ทั้งคนทำหนัง (Filmmakers) และคนทำอัลบั้ม (Album makers) และในบางครั้งเราก็สามารถรวมร่างเป็นทั้งสองอย่างพร้อมกันได้
GROUNDCONTROL: มาถึงตอนนี้คุณคิดว่าการนิยามตัวตนยังสำคัญสำหรับ Son Lux ไหม พวกคุณมองที่ทางของตัวเองอย่างไรในโลกดนตรี
ไรอัน ล็อตต์: ผมรู้สึกว่าการหาเลี้ยงชีพด้วยดนตรีได้มันก็เป็นอภิสิทธิ์ชีวิตอย่างหนึ่งแล้ว… เอาใหม่ การเล่นดนตรีหรือมีดนตรีอยู่ในชีวิตเฉย ๆ นี่แหละ ไม่ว่าจะทำเงินได้หรือไม่ มันก็เป็นอภิสิทธิ์อย่างหนึ่งที่ผมรู้สึกถึงคุณค่าของมันมาก ๆ แล้ว และผมได้ทำมันอยู่ทุกวัน อะไรมันจะโชคดีขนาดนั้น แล้วบวกเข้าไปอีกว่าผมมีอภิสิทธิ์ในการสร้างดนตรีนี้กับเพื่อนสนิทของตัวเอง เหลือเชื่อไปเลย งดงามและน่ามหัศจรรย์มาก ๆ เลยใช่ไหม แล้วสิ่งที่คุณทำกับเพื่อนสนิท ยังได้เป็นส่วนหนึ่งของงานศิลปะขนาดยักษ์ที่รวมคนหลากหลายแขนงเข้าไปไว้ด้วยกันอย่างภาพยนตร์ ได้เล่าเรื่องให้ผู้คนนับล้านฟัง พวกเราแค่รู้สึกเป็นหนี้บุญคุณและโชคดีอย่างยิ่งเลยครับ เรารู้สึกเป็นเกียรติมาก นอกจากนั้นจะยังต้องพูดอะไรอีกหละนะ (ยิ้ม)
ผมรู้ว่าวันนี้เราควรมาพูดคุยกันเรื่องอัลบั้มใหม่ที่กำลังจะปล่อย แต่นั่นเป็นเพียงเศษเสี้ยวเล็ก ๆ เท่านั้นเมื่อเทียบกับความหมายของ 'การมีดนตรีอยู่ในชีวิต' ของคุณ มันเป็นเรื่องที่งดงาม และผมมั่นใจว่าความรู้สึกยินดีในการมีดนตรีนั้น มันมีชีวิตอยู่ในอัลบั้มชุดนี้อย่างแน่นอน มันคือความรู้สึกของมนุษย์ที่ได้ร่วมกันทำดนตรี และประดิษฐ์ช่วงเวลาต่าง ๆ ขึ้นมาด้วยกัน และมันก็ทำให้ผมโชคดีที่ได้นั่งคุยกับคุณในอีกซีกโลก เกี่ยวกับกระบวนการนี้ด้วยเหมือนกัน ขอบคุณมากครับ
GROUNDCONTROL: ขอบคุณมากครับ หวังว่าพวกเราที่นี่จะได้รับอภิสิทธิ์นั้นในการชมช่วงเวลาที่พวกคุณเล่นสดที่ประเทศไทยด้วยนะ
ไรอัน ล็อตต์: (🤞)




