แก้วเทียนสีฟ้าที่หลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกับเนื้อเทียน คือภาพจำอันเป็นเอกลักษณ์ที่ทำให้หลายคนตกหลุมรัก Amoln (อะ-โมลน์) แบรนด์เครื่องหอมสัญชาติสวีเดน ที่ล่าสุดได้ต่อยอดความหลงใหลสู่คอลเลกชันน้ำหอม Eau de Parfum อย่างเป็นทางการ Amoln เกิดจากการสรรค์สร้างของ ไอซ์–ดร.จุฑาธร ประวัติยากูร และ Jonas Bergholm ที่ต้องการเปลี่ยนความทรงจำและห้วงอารมณ์ที่ยากจะอธิบาย ให้กลายเป็นกลิ่นหอมเฉพาะตัวในน้ำหอมทุกขวด
เทียนหอมอาจเป็นแค่ของแต่งบ้านสำหรับบางคน แต่สำหรับ ‘ไอซ์’ มันคือสิ่งที่เข้ามาช่วยเยียวยาหัวใจ แบรนด์เครื่องหอม Amoln จึงไม่ได้เริ่มจากความฝันอยากทำธุรกิจ หากแต่ถือกำเนิดขึ้นในวันที่ชีวิตต้องเผชิญกับความเครียดและการสูญเสีย
จากงานอดิเรกเพื่อฮีลใจตัวเอง อะไรทำให้ Amoln ก้าวไปไกลจนได้รับการยอมรับในระดับโลก? ทำไมอดีตนักวิชาการไทยที่ทำงานองค์กรนานาชาติอย่าง UN ถึงเลือกปักหลักสร้างแบรนด์ในสวีเดน และเหตุใด ‘เทียนหอมสีฟ้า’ ถึงกลายเป็นภาพจำของคนทั่วโลก? GROUNDCONTROL ขอพาทุกคนไปค้นหาคำตอบผ่านความทรงจำและกลิ่นหอมที่หล่อหลอมให้ Amoln เติบโตอย่างในวันนี้
แบรนด์สวีเดนโดยคนไทย
Amoln คือแบรนด์เครื่องหอมสัญชาติสวีเดนที่ก่อตั้งโดย ไอซ์–ดร.จุฑาธร ประวัติยากูร คนไทยผู้ย้ายไปศึกษาต่อและใช้ชีวิตในสวีเดนตั้งแต่ระดับปริญญาโท-เอก ก่อนจะปักหลักอยู่ที่นั่นมาจนถึงปัจจุบัน
ก่อนจะเป็นเจ้าของแบรนด์เครื่องหอม ไอซ์เคยทำงานในแวดวงวิชาการมาโดยตลอด ทั้งในฐานะอาจารย์มหาวิทยาลัยโคเปนเฮเกน ประเทศเดนมาร์ก นักวิชาการมหาวิทยาลัย Harvard และเป็นที่ปรึกษาองค์การสหประชาชาติ (UN) ด้านสิทธิของคนข้ามเพศในเรือนจำ รวมถึงบทบาทอื่น ๆ อีกมากมาย แต่วันนี้เธอเลือกวางหมวกเหล่านั้นลง เพื่อทุ่มเทเวลาให้กับ Amoln ร่วมกับสามี แม้จะยังรับทำงานวิชาการด้านสิทธิมนุษยชนบางส่วนในฐานะงานอาสาอยู่ก็ตาม
จุดเริ่มต้นของ Amoln ไม่ได้เกิดจากความฝันที่จะสร้างธุรกิจ แต่เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่ชีวิตเต็มไปด้วยความเครียดและความสูญเสีย
“สมัยเรียนปริญญาเอกมานั่งเขียนธีสิสที่สวีเดน เป็นช่วงที่คุณพ่อต่อสู้อยู่กับโรคมะเร็ง และเหมือนเรารู้ว่าเวลาที่เหลืออยู่คงไม่มากแล้ว ตอนนั้นเรามีภาวะเครียด เลยพยายามหางานอดิเรกที่ช่วยเยียวยาตัวเอง”
ไอซ์เริ่มทำเทียนหอมในห้องครัวของหอพักนักศึกษา ศึกษาทุกอย่างด้วยตัวเอง ทดลองผสมน้ำหอมกับแวกซ์และไส้เทียนทีละน้อย เพราะการได้อยู่กับกลิ่นหอมช่วยให้จิตใจสงบลง จนกระทั่งเพื่อน ๆ เริ่มขอให้เธอทำเทียนหอมให้บ้าง
จากงานอดิเรกที่ตั้งใจทำเพื่อปลอบประโลมตัวเอง ค่อย ๆ กลายเป็นความจริงจัง ไอซ์เริ่มออกแบบอัตลักษณ์ของแบรนด์ เลือกโทนสี ออกแบบบรรจุภัณฑ์ และพัฒนาผลิตภัณฑ์ด้วยตัวเองทั้งหมด ก่อนจะลองโพสต์ผลงานลงบนโซเชียลมีเดีย
“ไม่รู้ไปได้ยังไง มีอินฟลูเอนเซอร์ชาวอเมริกันคนหนึ่งเห็นเทียนหอมของเรา เขาติดต่อมาบอกว่าชอบแบรนด์มาก เราเลยส่งให้ จากนั้นคนก็เริ่มรู้จักเรามากขึ้นเรื่อย ๆ แล้วstockistแรกของเราคือ LuisaViaRoma”
สิ่งที่น่าสนใจคือ ตลอดเกือบ 4 ปีแรกของการทำแบรนด์ Amoln แทบไม่เคยทำการตลาดเลย
“เชื่อไหมว่าตั้งแต่ทำแบรนด์มา ไม่เคยทำการตลาดหรือพีอาร์จริงจัง เพราะเราไม่เก่งเรื่องนี้ เพิ่งมาเริ่มทำปีนี้เอง ลูกค้าส่วนใหญ่รู้จัก Amoln จากการบอกต่อและโซเชียลมีเดีย ซึ่งบางทีเราก็ยังแปลกใจเหมือนกันว่ามีคนหรือห้างจากหลากหลายทวีปเห็นแบรนด์เราได้ยังไง”
จากเทียนหอมที่เริ่มต้นในห้องครัวของหอพักนักศึกษา วันนี้ Amoln วางจำหน่ายในร้านค้ากว่า 30 ประเทศทั่วโลก มีช็อปขนาดกะทัดรัดในห้างและห้างสรรพสินค้าระดับโลกอย่าง Selfridges, LuisaViaRoma, Liberty London, Bergdolf Goodman และ อื่น ๆ โดยมีสหรัฐอเมริกาเป็นตลาดที่ใหญ่ที่สุดของแบรนด์ นอกจากนี้ Amoln ยังได้รับเลือกให้เป็นผู้ปรุงน้ำหอมและทำเทียนหอมอย่างเป็นทางการให้กับพระราชวังสวีเดน ใน Stockholm อีกด้วย
เรื่องราวของ Amoln จึงไม่ใช่เพียงเรื่องของแบรนด์เครื่องหอมที่ประสบความสำเร็จ หากแต่เป็นเรื่องของการเปลี่ยนช่วงเวลาที่เปราะบางที่สุดในชีวิต ให้กลายเป็นกลิ่นหอมที่เดินทางไปไกลกว่าที่ผู้สร้างเคยจินตนาการไว้
ก้อนเมฆสีฟ้าและการเดินทางของกลิ่น
“พ่อชื่ออมร เราเลยนึกถึงคำว่า moln ที่ในภาษาสวีเดนแปลว่า ‘ก้อนเมฆ’ เลยเลือกใช้ชื่อ Amoln (อะ-โมลน์) เพราะแบรนด์ส่วนหนึ่งก็เกิดจากความทรงจำที่เรามีต่อพ่อ ส่วนสีฟ้าของแบรนด์ได้แรงบันดาลใจจากเฉดสีฟ้าหม่น ๆ ที่พบในงานสถาปัตยกรรมสแกนดิเนเวียน ขณะที่โลโก้รูปก้อนเมฆก็ได้ โอ–ธีรวัฒน์ เฑียรฆประสิทธิ์ ศิลปินวาดภาพประกอบและดีไซเนอร์ มาเป็นผู้ออกแบบให้” ไอซ์เล่า
แม้ Amoln จะเริ่มต้นจากการเป็นแบรนด์เทียนหอม แต่ไอซ์ไม่เคยมองว่ามันจะหยุดอยู่เพียงเท่านั้น ปัจจุบันแบรนด์ขยายมาสู่ทั้งน้ำหอม แฮนด์ครีม และกำลังพัฒนาผลิตภัณฑ์ดูแลผิวและเครื่องหอมอื่น ๆ โดยยังคงยึดมั่นกับสิ่งที่เธอให้ความสำคัญมาตั้งแต่วันแรก ทั้งการคัดสรรวัตถุดิบ กระบวนการผลิต ไปจนถึงวิธีการสื่อสารเรื่องราวผ่านผลิตภัณฑ์
“พอธุรกิจเริ่มมาถึงจุดหนึ่ง เราอยากให้มันเติบโตไปไกลกว่าการเป็นแค่แบรนด์เทียนหอม ตอนนี้ Amoln มีเทียนหอม 15 กลิ่น โดย 6 กลิ่นแรกเราเป็นคนคิดและพัฒนาขึ้นเองทั้งหมด ส่วนกลิ่นที่ออกมาหลังจากนั้น เราได้ร่วมงานกับ 3 นักปรุงน้ำหอมชื่อดังจากฝรั่งเศส ขณะนี้น้ำหอมของแบรนด์เพิ่งออกใหม่ทั้งหมด 7 กลิ่นค่ะ
“ทุกผลิตภัณฑ์เราเลือกทำงานกับผู้เชี่ยวชาญในแต่ละด้าน เพราะเราให้ความสำคัญกับคุณภาพและงานฝีมือ ปกติเวลาจะทำอะไร ก็จะหมกมุ่นทำให้ดีที่สุดเท่าที่ทำได้ ไม่อยากทำแบบเล่น ๆ”
หากแพ็กเกจจิ้งสีฟ้าคือภาพจำแรกของ Amoln การ เล่าเรื่องผ่านกลิ่น ก็คือหัวใจสำคัญของแบรนด์ เพราะสำหรับไอซ์ กลิ่นไม่ใช่เพียงความหอม แต่เป็นภาษาที่บันทึกความทรงจำ ความรู้สึก และช่วงเวลาหนึ่งของชีวิตไว้ได้อย่างลึกซึ้ง
“ทุกกลิ่นของเรามีเรื่องราวทั้งหมด กลิ่นคือการสื่อสาร เคยไหม แค่ได้กลิ่นบางอย่างก็ทำให้นึกถึงคนหรือช่วงเวลาหนึ่งขึ้นมาทันที สำหรับเรา กลิ่นเป็นศิลปะแบบหนึ่ง มันดึงความทรงจำและอารมณ์กลับมา เหมือนกับแฟชั่นหรือเสื้อผ้าที่สะท้อนตัวตนและรสนิยมของคนใส่ แม้มองไม่เห็น แต่เรารับรู้ได้”
หนึ่งในกลิ่นที่สะท้อนแนวคิดนี้ได้ชัดที่สุดคือ 1945 เทียนหอมกลิ่นแรกของแบรนด์ ซึ่งตั้งชื่อตามปีเกิดของพ่อ
“1945 มาจากปีเกิดของพ่อ เราเอาความทรงจำที่มีต่อพ่อมาแปลงเป็นกลิ่น อย่างตอนเช้าเขาจะคั้นน้ำส้มเตรียมไว้ให้ก่อนเราไปโรงเรียน พ่อเป็นคนไม่ใช้น้ำหอม แต่เขามีกลิ่นประจำตัวที่เราจำได้ แล้วเขาก็ชอบงานช่าง ชอบซ่อมเฟอร์นิเจอร์ งานไม้ แล้วชอบทำกับข้าวมาก เราเลยเลือกใช้โน้ตของไม้ เครื่องเทศ และส้ม มาประกอบกันเป็นกลิ่นนี้ที่มีความ citrusy เข้าใจง่าย ชัดเจน ไม่ได้มีเลเยอร์ซับซ้อนเท่ากลิ่นอื่น ๆ ในแบรนด์ รู้สึกว่า เหมือนนิสัยพ่อเรา ตอนทำกลิ่นนี้ไม่ได้คิดอะไรมาก ไม่ได้จะพยายามให้มันมีโน้ตที่กลมหรือนิช แค่อยากทำกลิ่นที่ทำให้คิดถึงความน่ารักของพ่อ แต่ 1945 กลับกลายเป็นตัวที่ขายดีที่สุดในหลายประเทศเฉยเลย เพราะลูกค้าบอกว่าเทียน 1945 กลบกลิ่นแรง ๆ หรือกลิ่นอาหารในห้องครัวได้ดีมาก”
ในคอลเลกชัน Eau de Parfum ล่าสุด Amoln ได้นักปรุงน้ำหอมชาวฝรั่งเศสระดับตำนานถึง 3 ท่าน ได้แก่ Jean-Michael Duriez, Vincent Ricord และ Dr. Nejla Barbir มาร่วมสร้างสรรค์กลิ่นหอมที่มีมิติหลากหลาย โดยหนึ่งในกลิ่นที่ไอซ์ผูกพันมากที่สุดคือ White Noise ซึ่งตีความมาจากเสียงเบื้องหลังอันผ่อนคลายที่ช่วยสร้างสมาธิและความสงบ
“น้ำหอมที่ใช้บ่อยที่สุดคือกลิ่นชื่อ White Noise เราชอบมากเพราะเสียงแบบ White Noise ไม่ใช่เสียงที่คอยดึงความสนใจ แต่ส่งผลโดยตรงกับความรู้สึก ช่วยให้เราสงบลงท่ามกลางความวุ่นวาย เหมือนเสียงที่พ่อแม่ใช้กล่อมลูกนอน เราเลยนำมาตีความใหม่เป็นกลิ่นหอมที่ไม่ตะโกน ไม่เรียกร้องความสนใจ แต่ค่อย ๆ ทำให้เรารู้สึกดีกับตัวเอง แล้วมีคาแรกเตอร์ที่คาดไม่ถึงอย่างกลิ่น Black Truffle ด้วยค่ะ”
ในปรัชญาของ Amoln กลิ่นหอมจึงไม่ใช่เพียงองค์ประกอบของผลิตภัณฑ์ หากแต่เป็นวิธีบันทึกความทรงจำ ถ่ายทอดตัวตน และสร้างประสบการณ์ที่ผู้คนแต่ละคนจะตีความแตกต่างกันไป ผ่านประสาทสัมผัสที่มองไม่เห็น แต่สัมผัสได้เสมอ
มาสเตอร์เทียนหอมรุ่นที่สาม
แม้ Amoln จะเป็นแบรนด์ที่ก่อตั้งโดยคนไทยและมีฐานอยู่ในสวีเดน แต่กระบวนการผลิตเทียนหอมและสินค้าทั้งหมดกลับเกิดขึ้นที่ฝรั่งเศส ไอซ์เลือกทำงานร่วมกับครอบครัว Candle Master ผู้สืบทอดองค์ความรู้การทำเทียนหอมมายาวนานกว่า 122 ปี ตำนานครอบครัวช่างฝีมือขนาดเล็กที่ยังคงผลิตเทียนทุกแก้วด้วยมือ และรักษาวิธีการดั้งเดิมส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่น
“คนที่ทำเทียนให้ Amoln เป็นธุรกิจครอบครัวเล็ก ๆ จากทางตอนใต้ของฝรั่งเศส ทำกันเองทุกขั้นตอน สืบทอดกันมาตั้งแต่รุ่นคุณทวด ตั้งแต่ปี 1904 ตอนนี้ก็เป็นรุ่นที่สี่แล้ว อีกทั้งยังอยู่เบื้องหลังการพัฒนาสูตรและทำเทียนหอมให้กับแบรนด์ลักชัวรีอย่าง Dior, Hermès, Frederic Malle และ Louis Vuitton ส่วน Amoln น่าจะเป็นแบรนด์ที่เล็กที่สุดที่เขารับผลิตให้”
สำหรับไอซ์ การเลือกผู้ผลิตไม่ใช่แค่การมองหาโรงงานที่มีมาตรฐาน แต่คือการมองหาคนที่เข้าใจศาสตร์ของการทำเทียนหอมอย่างแท้จริง
“เราอยากได้ช่างฝีมือที่เชี่ยวชาญเรื่องเทียน High-end จริง ๆ โดยเฉพาะองค์ความรู้ที่สืบทอดกันมาหลายรุ่น เพราะเคยลงมือทำเองหลายปีถึงรู้ว่า การทำเทียนให้มีคุณภาพสูงนี่ยากมาก ทั้งสัดส่วนของเนื้อเทียนกับไส้เทียนที่ต้องพอดีกับขนาดแก้ว รวมถึงอุณหภมิตอนเอามือคนเนื้อเทียนที่ต้องเป๊ะกับสูตรเคมีของตัวน้ำหอม เพื่อให้เผาไหม้ในความร้อนที่พอเหมาะ แล้วกระจายกลิ่นได้เสถียรและปลอดภัย ทุกอย่างต้องอาศัยความละเอียดยิบและเทสต์ซ้ำ ๆ เป็นปี ๆ กว่าจะได้มาแต่ละสูตร ต้องผ่านการเทสต์จากห้องแล็บในฝรั่งเศสที่มาตรฐานเข้ม ก่อนถึงจะส่งขายได้ทั่วโลก”
เธอหัวเราะก่อนยิ้มเปรียบเทียบว่า การทำเทียนหอมคุณภาพสูงอาจยากกว่าการเรียนจบปริญญาเอกเสียอีก
“ถ้าเทียบกับการสอนในมหาวิทยาลัยหรือเรียน PhD สำหรับเราการทำเทียนหอมยากกว่าเยอะ โดยเฉพาะถ้าอยากทำให้ออกมาดีที่สุด คนเล่นเทียนจริง ๆ จะรู้เลยว่าเทียนคุณภาพเป็นยังไง ทั้งการเผาไหม้ที่เรียบเนียน เปลวไฟนิ่งไร้ควันเวลาไม่มีลม กลิ่นกระจายได้ทั่วแบบเสถียร และแวกซ์ไม่เป็นหลุมติดขอบแก้ว ซึ่งกว่าจะได้สูตรที่สมบูรณ์แบบ เราต้องใช้เวลาทุ่มเทอยู่นานหลายปี”
Amoln in BKK
การตัดสินใจพา Amoln มาเปิดป๊อปอัปสโตร์ในประเทศไทยเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว ไอซ์เล่าว่าเธอแทบไม่ต้องใช้เวลาคิดนาน เพราะแบรนด์มีฐานลูกค้าชาวไทยที่ติดตามมาตลอด ขณะเดียวกันย่านทรงวาดก็เป็นพื้นที่ที่มีบรรยากาศสอดคล้องกับตัวตนของ Amoln ทั้งในแง่ของประวัติศาสตร์และความร่วมสมัย
“เหตุผลที่เราเลือกทรงวาดเป็นที่แรก เพราะรู้สึกว่า ย่านนี้มีเสน่ห์มาก มีความเฮอริเทจที่ผสมผสานกับความโมเดิร์นได้อย่างลงตัว ซึ่งเข้ากับตัวตนของแบรนด์ Amoln พอดี ประกอบกับเรามีฐานลูกค้าคนไทยอยู่แล้ว หลายคนทักมาถามเรื่อย ๆ ว่าหาซื้อได้ที่ไหน ซื้อยากจัง พอประจวบเหมาะก็เลยตัดสินใจไม่ยาก เพราะใจจริงเราอยากกลับมาทำอะไรที่ไทยอยู่แล้ว รู้สึกว่าเป็นโจทย์ที่สนุกและน่าลอง และถึงแม้ตอนนี้จะย้ายไปอยู่สวีเดนเป็นหลัก แต่เมืองไทยก็คือบ้านของเราเสมอ นอกเหนือจากที่ทรงวาด ตอนนี้ Amoln ก็มีร้านป๊อปอัปตามจุดต่าง ๆ ในกรุงเทพฯ อย่าง Siam Paragon และ CentralWorld สามารถติดตามการขยายสาขาในไทยได้ที่ IG @amoln_th ด้วยค่ะ”
นอกจากจะเป็นพื้นที่ให้ทุกคนได้สัมผัสโลกของ Amoln อย่างใกล้ชิด ป๊อปอัปแห่งนี้ยังเป็นพื้นที่สร้างสรรค์ที่แบรนด์ได้แท็กทีมกับศิลปินและนักออกแบบไทย เพื่อเปิดตัวผลงาน Limited Edition สุดเอ็กซ์คลูซีฟสำหรับนักสะสม ซึ่งมีวางจำหน่ายเฉพาะในประเทศไทยเท่านั้น
“อีกเหตุผลที่อยากมาที่นี่ คือเราได้ร่วมงานกับศิลปินไทย ออกแบบสินค้าลิมิเต็ดอิดิชั่นที่มีขายเฉพาะในประเทศไทย อย่างพวกของแต่งบ้าน งานเซรามิกรูปสัตว์และผลไม้ แต่ละแบบมีอย่างละไม่กี่ชิ้น ส่วนเฟอร์นิเจอร์ในร้านก็ได้ COMPANY OF NOT มาช่วยสร้างสรรค์”
ป๊อปอัปสโตร์ของ Amoln บนถนนทรงวาดจะเปิดให้บริการไปจนถึงเดือนตุลาคม 2569 ขณะที่แผนในอนาคตของไอซ์ไม่ได้หยุดอยู่แค่การพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ เท่านั้น แต่ยังรวมถึงการขยายการรับรู้ของแบรนด์ในประเทศไทย ผ่านการนำ Amoln เข้าสู่ห้างสรรพสินค้าและช่องทางจัดจำหน่ายอื่น ๆ เพิ่มเติม จากเดิมที่วางจำหน่ายผ่านช่องทางออนไลน์ พารากอน และ CentralWorld เพื่อให้ทั้งคนไทยและนักท่องเที่ยวเข้าถึงแบรนด์ได้ง่ายยิ่งขึ้น
จากเทียนหอมแก้วแรกที่หลอมขึ้นในห้องครัวของหอพักนักศึกษา วันนี้ Amoln ได้เดินทางไกลจากความทรงจำส่วนตัวของผู้หญิงคนหนึ่ง สู่การเป็นแบรนด์ชั้นนำที่ผู้คนทั่วโลกเลือกใช้เพื่อสร้างความทรงจำของตัวเอง เพราะท้ายที่สุดแล้ว กลิ่นหอมอาจไม่ใช่เพียงสิ่งที่ลอยอยู่ในอากาศ หากคือภาษาที่ค่อย ๆ บันทึกเรื่องราว ความรัก การจากลา และช่วงเวลาสำคัญของชีวิตไว้อย่างอ่อนโยน
และเช่นเดียวกับชื่อ Amoln ที่ในภาษาสวีเดนแปลว่า “ก้อนเมฆ” เรื่องราวของแบรนด์ก็ค่อย ๆ ล่องลอยออกจากห้องครัวเล็ก ๆ ในสวีเดน ข้ามพรมแดนไปยังผู้คนทั่วโลก ก่อนที่ก้อนเมฆก้อนเดิมจะลอยกลับมายังประเทศไทย พร้อมพาความทรงจำ ความรู้สึก และกลิ่นหอมที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นเพียงการเยียวยาหัวใจของผู้หญิงคนหนึ่ง มาแบ่งปันให้ผู้คนได้สร้างความทรงจำบทใหม่ของตัวเองผ่านเปลวไฟเล็ก ๆ และกลิ่นน้ำหอมที่อบอวลอยู่ในทุกขวดของ Amoln




