ถ้าเอ่ยชื่อร้านมัลติแบรนด์ที่วัยรุ่นสยามเมื่อ 6–7 ปีก่อนน่าจะคุ้นหูกันดี หนึ่งในนั้นคงหนีไม่พ้น FRANK. ร้านที่รวบรวมแฟชั่น Unisex และแบรนด์อิสระหลากหลายคาแรกเตอร์เข้าไว้ด้วยกัน จนกลายเป็นอีกหนึ่งภาพจำของสยามในช่วงเวลานั้น และสะท้อนให้เห็นว่าแฟชั่นไม่จำเป็นต้องถูกจำกัดด้วยกรอบของเพศหรือรูปแบบเดิม ๆ
วันนี้ GROUNDCONTROL ชวนคุยกับ โอกิ–ทัดสุระ อิวาชิตะ หนึ่งในผู้ก่อตั้ง FRANK. และเจ้าของ LONDON BROWN แบรนด์รองเท้าหนังไทยทำมือ ถึงเส้นทางตั้งแต่จุดเริ่มต้นของความสนใจในแฟชั่น การก้าวจาก LONDON BROWN มาสู่การทำ FRANK. ไปจนถึงความตั้งใจที่จะสนับสนุนศิลปินและช่างฝีมือไทยผ่านพื้นที่ของตัวเอง
จากร้านที่เคยเป็นภาพคุ้นตาในสยาม วันนี้ FRANK. กำลังเดินทางเข้าสู่ปีที่ 9 พร้อมกับการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ ทั้งการขยายพื้นที่มายังทรงวาด การคัดเลือกแบรนด์และศิลปินที่มีตัวตนชัดเจน ไปจนถึงความตั้งใจที่จะพาเรื่องราวของคนทำงานสร้างสรรค์ไทยออกไปไกลกว่าพื้นที่เดิม ๆ
อะไรคือสิ่งที่ยังเหมือนเดิม และอะไรคือสิ่งที่เปลี่ยนไปของ FRANK. ทั้งความเชื่อเรื่องแฟชั่น ศิลปินไทย และงานฝีมือของโอกิเดินทางมาถึงจุดนี้ได้อย่างไร และ FRANK. กำลังมุ่งหน้าไปทางไหนต่อในบทใหม่ของตัวเอง
สำหรับบางคน ความสนใจในแฟชั่นอาจไม่ได้เริ่มต้นจากการเรียนหรือการทำงานที่เกี่ยวข้องโดยตรง แต่อาจเริ่มจากสิ่งใกล้ตัวที่เห็นอยู่ทุกวัน เช่นเดียวกับโอกิที่ย้อนกลับไปถึงช่วงวัยรุ่น เมื่อแมกกาซีนแฟชั่นญี่ปุ่นของคุณพ่อกลายเป็นสิ่งที่เขาหยิบมาเปิดดูเล่น ๆ ก่อนจะค่อย ๆ กลายเป็นความสนใจที่ติดตัวมาจนถึงวันนี้
“ย้อนกลับไปช่วงวัยรุ่น ความสนใจในแฟชั่นของเราน่าจะได้รับอิทธิพลมาจากคุณพ่อ เพราะคุณพ่อชอบแต่งตัว เขาสะสมแมกกาซีนแฟชั่น แมกกาซีนแต่งตัวเยอะมาก แล้วด้วยความที่คนญี่ปุ่น ถ้าเขาชอบอะไร เขาจะอินกับสิ่งที่ตัวเองสนใจมาก ๆ แล้วคุณพ่อก็เป็นแบบนั้น ชอบแฟชั่น ชอบแต่งตัว แต่ตอนนั้นเราก็ไม่ได้สนใจแฟชั่นขนาดนั้นนะ แต่ชอบไปเปิดดูเล่น ๆ รู้สึกว่าเออ มันสวยดี ก็เลยเริ่มสนใจ”
แม้จะเริ่มต้นจากความสนใจ แต่เส้นทางการเรียนของเขาไม่ได้พาไปทางแฟชั่นหรือดีไซน์โดยตรง เขาจบการศึกษาด้านมาร์เก็ตติ้งจากเอแบค และตั้งใจนำความรู้ที่เรียนมาไปช่วยงานที่บ้าน แต่พอเรียนจบกลับรู้สึกว่า ก่อนจะเดินเข้าสู่เส้นทางนั้น อยากลองทำสิ่งที่ตัวเองชอบจริง ๆ สักครั้ง
นั่นจึงกลายเป็นจุดเริ่มต้นของ LONDON BROWN แบรนด์รองเท้าหนังที่เกิดจากความสนใจเรื่องแฟชั่นของเขาเอง และเป็นพื้นที่ที่ทำให้เขาได้ลองนำความรู้ด้านการตลาดมาใช้ไปพร้อมกัน
“เราไม่ได้เรียนอะไรที่เกี่ยวกับดีไซน์เลย ตอนเรียนก็เลือกเรียนมาร์เก็ตติ้ง จากเอแบคครับ เพราะคิดว่า เรียนจบคงได้ไปช่วยงานที่บ้าน แต่พอหลังเรียนจบก็รู้สึกว่า ก่อนจะมาช่วยงานที่บ้าน อยากลองทำอะไรที่ชอบจริง ๆ ดูสักครั้ง ก็เลยเป็นจุดเริ่มต้นให้มาทำ LONDON BROWN แบรนด์รองเท้าหนัง ที่มาจากความสนใจเราจริง ๆ แบบเวลาเราทำอะไรเราก็จะชอบดูว่าในตลาดตอนนั้นมันมีอะไรบ้าง ในไทยยังไม่มีอะไร ก็เหมือนเป็นการได้ใช้ความรู้ที่เราเรียนมาด้วย มันเลยกลายเป็นว่าเราเจอสิ่งที่เราชอบก็คือแฟชั่น”
จากวันนั้น LONDON BROWN เดินทางต่อเนื่องมากว่า 15 ปี ขณะที่อีกหนึ่งบทสำคัญเริ่มต้นขึ้นในช่วงที่แบรนด์มีอายุประมาณ 6 ปี เมื่อโอกิตัดสินใจลองทำสิ่งใหม่อีกครั้ง ด้วยการก้าวจากแบรนด์ของตัวเองเข้าสู่โลกของมัลติแบรนด์
“เราทำ LONDON BROWN มาได้ 6 ปี ซึ่งมันค่อนข้างจะอยู่ตัวแล้ว ก็เลยกระโดดไปทำ FRANK. คืออยากชาเลนจ์อะไรใหม่ ๆ ให้ตัวเองด้วย ก็เลยลองทำมัลติแบรนด์ ซึ่งเมื่อก่อนเราจะเห็นร้านมัลติแบรนด์ที่เป็นของผู้หญิงซะส่วนใหญ่ ก็เลยได้ไอเดียว่า ทำไมไม่มีมัลติแบรนด์ของผู้ชายบ้าง ผู้ชายที่ชอบแต่งตัว เอนจอยกับแฟชั่น ก็เลยเป็นเหตุผลให้ตัดสินใจเปิด FRANK. ที่ขายสินค้า Unisex เพราะส่วนตัวเราชอบ Menswear ชอบใน Streetwear แฟชั่น”
แต่เมื่อมองย้อนกลับไป จุดที่ทำให้ FRANK. เดินทางมาไกลกว่าการเป็นเพียงร้านมัลติแบรนด์ กลับเป็นอีกหนึ่งสิ่งที่อยู่ในความคิดของโอกิมาตั้งแต่ก่อนหน้านั้น นั่นคือความเชื่อในศักยภาพของศิลปินและช่างฝีมือไทย
“จริง ๆ เราเห็นคุณค่าของงานฝีมือช่างไทยมาตั้งแต่ทำ LONDON BROWN แล้ว รู้สึกว่า ศิลปินไทยมีความรู้ความสามารถมาก ๆ เขาสามารถทำเทคนิคแบบที่ช่างนอกเขาทำได้เลย แต่ขาดเรื่องการสร้างแบรนด์ดิ้ง และไม่มีพื้นที่ในการขายของให้ตัวเอง เราเลยอยากทำให้ช่างไทย ศิลปินไทยเป็นที่รู้จัก
“ซึ่งตอนนั้นที่ตัดสินใจทำ FRANK. ก็เริ่มต้นจากความรู้สึกนี้เหมือนกัน เพราะศิลปินไทย คนทำงานศิลปะมีความสามารถมาก ๆ เราก็คิดในแง่ว่า จะทำยังไงให้เขาได้เป็นที่รู้จัก จะซับพอร์ตคนเหล่านี้ยังไงได้บ้าง จนถึงวันนี้มันก็มีทั้งกลุ่มศิลปินไทยที่เราติดต่อและทำงานร่วมกันมาตั้งแต่เดย์วัน เห็นพวกเขาตั้งแต่ยุคที่ใส่ชุดนักเรียน พาพ่อแม่มาด้วย เพราะเขากลัวเราหลอก (หัวเราะ)”
จากจุดเริ่มต้นที่มีเพียงไฟล์ PDF กับแมคบุ๊กหนึ่งเครื่องสำหรับนำเสนอภาพของร้านให้คนที่จะมาร่วมงานได้เห็น FRANK. ค่อย ๆ เดินทางมาจนถึงวันที่ได้เห็นศิลปินและคนทำงานที่เคยร่วมทางกันตั้งแต่วันแรกเติบโตในเส้นทางของตัวเอง
“ตอนทำ FRANK. แรก ๆ เรายังเริ่มกันแบบไม่มีหน้าร้าน มีแค่ไฟล์ PDF และแมคบุ๊กหนึ่งเครื่องที่เปิดให้คนที่จะมาร่วมงานกับเราเห็นว่า เรากำลังจะทำอะไร ร้านเป็นยังไง แปลนร้านเป็นยังไง จนถึงวันนี้เราก็เห็นหลาย ๆ คนเติบโตในทางของตัวเอง และดีใจด้วยมาก ๆ โดยเฉพาะคนที่เจอกันตั้งแต่วันแรกที่เรายังไม่มีหน้าร้านให้เขาดู จนเขากลายเป็นศิลปิน ทำสิ่งเหล่านี้เป็นอาชีพ เหมือนได้เป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยซัปพอร์ต และได้เห็นศิลปินไทยมีจำนวนมากขึ้นเรื่อย ๆ”
เมื่อเวลาผ่านไป FRANK. เองก็เติบโตและเปลี่ยนแปลงไปพร้อมกับคนที่อยู่รอบตัว จาก FRANK. ในวันแรก สู่ FRANK. ในปัจจุบันที่มีคาแรกเตอร์ชัดขึ้น และนำพลังของคนรุ่นใหม่เข้ามาเป็นส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนแบรนด์
“เรายังคงยึดมั่นและเชื่อในสิ่งที่ตัดสินใจทำมัลติแบรนด์มาตลอด แต่พอมันโตขึ้นเราคิดว่า คาแรกเตอร์ของ FRANK. ที่ทำอยู่ปัจจุบันนี้มันชัดเจนมากขึ้น ตอนนี้เรานำเสนอ FRANK. ออกมาให้มีความสนุกและครีเอทีฟ ผสมความกวนหน่อย ๆ ด้วยความที่ทีมค่อนข้างเป็นเด็กรุ่นใหม่ เราเอาพลังของน้อง ๆ เจนใหม่มาช่วยทำให้คาแรกเตอร์ FRANK. ชัดขึ้น”
และเมื่อคาแรกเตอร์ของ FRANK. ชัดขึ้น การเลือกพื้นที่ที่จะเป็นส่วนหนึ่งของแบรนด์ก็กลายเป็นอีกเรื่องที่โอกิให้ความสำคัญ โดยเฉพาะสาขาทรงวาด ซึ่งเป็นแฟลกชิปสโตร์แห่งล่าสุดและใหญ่ที่สุดของแบรนด์ในปัจจุบัน
“เราชอบเปิดร้านที่อยู่นอกห้าง รู้สึกว่าอยากถ่ายทอดร้านให้ผสมผสานไปกับโลเคชัน ให้กลมกลืนกัน อย่างที่ทรงวาด แฟลกชิปสโตร์แห่งแรกของเรา มันจะถ่ายทอดความเป็น Purposeful Identity ที่นำสิ่งธรรมดาทั่วไปมาเปิดมุมมองให้มันสนุกขึ้น มันไม่ใช่การครีเอตสิ่งใหม่ ๆ ขึ้นมา ไม่ต้องเป็นความสร้างสรรค์ใหม่ ๆ ก็ได้ แต่มันคือเรื่องหรือสิ่งที่เราเห็นกันอยู่แล้ว แต่ดัดแปลง ปรับเปลี่ยนให้ของชิ้นนี้มันมีคุณค่ากว่าเดิม อยากให้มีความสนุก ทำให้คนรู้สึกว่า เรามองมุมนี้ ก็สนุกดีนะ”
หาก FRANK. สาขาสยามเซ็นเตอร์และเอ็มสเฟียร์อาจทำให้เราเห็นภาพของร้านมัลติแบรนด์ในบริบทของศูนย์การค้า การมาที่ทรงวาดกลับเปิดให้เห็นอีกด้านของ FRANK. ผ่านบริบทของย่านเก่า อาคาร ตึกแถว และผู้คนที่เดินผ่านไปมา ซึ่งทั้งหมดกลายเป็นส่วนหนึ่งของประสบการณ์ภายในร้านไปพร้อมกัน
อีกสิ่งที่เห็นได้ชัดในสาขานี้คือกลุ่มลูกค้าชาวต่างชาติ ที่มีประมาณ 80-90% และเป็นกลุ่มที่ทีม FRANK. ตั้งใจเลือกพื้นที่เพื่อให้เข้าถึงตั้งแต่ต้น เพราะหนึ่งในความตั้งใจของการสนับสนุนศิลปินและช่างฝีมือไทย คือการทำให้งานเหล่านี้ได้ออกไปพบกับผู้คนมากขึ้น
“ด้วยความที่เราชัดเจนเรื่องการซับพอร์ตศิลปินไทย ช่างฝีมือไทย เราอยากให้ทุกคนโดยเฉพาะชาวต่างชาติได้รู้ว่า คนไทยมีความครีเอทีฟแบบไหน หรือครีเอทีฟแบบไทย ๆ มันเป็นยังไง เราก็เลยเลือกโลเคชันที่มีกลุ่มนักท่องเที่ยวค่อนข้างเยอะ ซึ่งสาขาที่ทรงวาดนี้ รู้ว่ามันแมทช์กับความเป็นแบรนด์เราและตอบโจทย์ความต้องการเราด้วย
“อย่างสาขานี้ นักท่องเที่ยวประมาณ 80-90% เราอยากให้ชาวต่างชาติเขาได้เห็นวิธีคิด วิธีการนำเสนอสินค้า ว่าแต่ละชิ้นเขามีเรื่องราวยังไง สาขานี้เลยจะมีเพิ่มเรื่องราวของแบรนด์ให้ได้อ่านกันด้วย ซึ่งแบรนด์ที่เราเลือกมา แม้ที่นี่จะเป็นสาขาใหญ่ที่สุดในตอนนี้ แต่จำนวนแบรนด์ที่เรานำมามีน้อยกว่าสาขาสยามกับเอ็มสเฟียร์ เพราะเราอยากให้โฟกัสไปที่วิธีคิดและความเข้ากันของบริบทด้วย ซึ่งบางแบรนด์ยอดผู้ติดตามในโซเชียลมีเดียของเขาหลักร้อยสองร้อย แต่ว่าตัวตน คาแรกเตอร์พวกเขาชัดเจนมาก เรามองเห็นความเป็นไปได้และเชื่อในงานของคนที่เราเลือกมา”
เมื่อเวลาผ่านไป FRANK. เองก็เติบโตและเปลี่ยนแปลงไปพร้อมกับคนที่อยู่รอบตัว จาก FRANK. ในวันแรก สู่ FRANK. ในปัจจุบันที่มีคาแรกเตอร์ชัดขึ้น และนำพลังของคนรุ่นใหม่เข้ามาเป็นส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนแบรนด์
“เรายังคงยึดมั่นและเชื่อในสิ่งที่ตัดสินใจทำมัลติแบรนด์มาตลอด แต่พอมันโตขึ้นเราคิดว่า คาแรกเตอร์ของ FRANK. ที่ทำอยู่ปัจจุบันนี้มันชัดเจนมากขึ้น ตอนนี้เรานำเสนอ FRANK. ออกมาให้มีความสนุกและครีเอทีฟ ผสมความกวนหน่อย ๆ ด้วยความที่ทีมค่อนข้างเป็นเด็กรุ่นใหม่ เราเอาพลังของน้อง ๆ เจนใหม่มาช่วยทำให้คาแรกเตอร์ FRANK. ชัดขึ้น”
และเมื่อคาแรกเตอร์ของ FRANK. ชัดขึ้น การเลือกพื้นที่ที่จะเป็นส่วนหนึ่งของแบรนด์ก็กลายเป็นอีกเรื่องที่โอกิให้ความสำคัญ โดยเฉพาะสาขาทรงวาด ซึ่งเป็นแฟลกชิปสโตร์แห่งล่าสุดและใหญ่ที่สุดของแบรนด์ในปัจจุบัน
“เราชอบเปิดร้านที่อยู่นอกห้าง รู้สึกว่าอยากถ่ายทอดร้านให้ผสมผสานไปกับโลเคชัน ให้กลมกลืนกัน อย่างที่ทรงวาด แฟลกชิปสโตร์แห่งแรกของเรา มันจะถ่ายทอดความเป็น Purposeful Identity ที่นำสิ่งธรรมดาทั่วไปมาเปิดมุมมองให้มันสนุกขึ้น มันไม่ใช่การครีเอตสิ่งใหม่ ๆ ขึ้นมา ไม่ต้องเป็นความสร้างสรรค์ใหม่ ๆ ก็ได้ แต่มันคือเรื่องหรือสิ่งที่เราเห็นกันอยู่แล้ว แต่ดัดแปลง ปรับเปลี่ยนให้ของชิ้นนี้มันมีคุณค่ากว่าเดิม อยากให้มีความสนุก ทำให้คนรู้สึกว่า เรามองมุมนี้ ก็สนุกดีนะ”
หาก FRANK. สาขาสยามเซ็นเตอร์และเอ็มสเฟียร์อาจทำให้เราเห็นภาพของร้านมัลติแบรนด์ในบริบทของศูนย์การค้า การมาที่ทรงวาดกลับเปิดให้เห็นอีกด้านของ FRANK. ผ่านบริบทของย่านเก่า อาคาร ตึกแถว และผู้คนที่เดินผ่านไปมา ซึ่งทั้งหมดกลายเป็นส่วนหนึ่งของประสบการณ์ภายในร้านไปพร้อมกัน
อีกสิ่งที่เห็นได้ชัดในสาขานี้คือกลุ่มลูกค้าชาวต่างชาติ ที่มีประมาณ 80-90% และเป็นกลุ่มที่ทีม FRANK. ตั้งใจเลือกพื้นที่เพื่อให้เข้าถึงตั้งแต่ต้น เพราะหนึ่งในความตั้งใจของการสนับสนุนศิลปินและช่างฝีมือไทย คือการทำให้งานเหล่านี้ได้ออกไปพบกับผู้คนมากขึ้น
“ด้วยความที่เราชัดเจนเรื่องการซับพอร์ตศิลปินไทย ช่างฝีมือไทย เราอยากให้ทุกคนโดยเฉพาะชาวต่างชาติได้รู้ว่า คนไทยมีความครีเอทีฟแบบไหน หรือครีเอทีฟแบบไทย ๆ มันเป็นยังไง เราก็เลยเลือกโลเคชันที่มีกลุ่มนักท่องเที่ยวค่อนข้างเยอะ ซึ่งสาขาที่ทรงวาดนี้ รู้ว่ามันแมทช์กับความเป็นแบรนด์เราและตอบโจทย์ความต้องการเราด้วย
“อย่างสาขานี้ นักท่องเที่ยวประมาณ 80-90% เราอยากให้ชาวต่างชาติเขาได้เห็นวิธีคิด วิธีการนำเสนอสินค้า ว่าแต่ละชิ้นเขามีเรื่องราวยังไง สาขานี้เลยจะมีเพิ่มเรื่องราวของแบรนด์ให้ได้อ่านกันด้วย ซึ่งแบรนด์ที่เราเลือกมา แม้ที่นี่จะเป็นสาขาใหญ่ที่สุดในตอนนี้ แต่จำนวนแบรนด์ที่เรานำมามีน้อยกว่าสาขาสยามกับเอ็มสเฟียร์ เพราะเราอยากให้โฟกัสไปที่วิธีคิดและความเข้ากันของบริบทด้วย ซึ่งบางแบรนด์ยอดผู้ติดตามในโซเชียลมีเดียของเขาหลักร้อยสองร้อย แต่ว่าตัวตน คาแรกเตอร์พวกเขาชัดเจนมาก เรามองเห็นความเป็นไปได้และเชื่อในงานของคนที่เราเลือกมา”
สิ่งที่ทำให้ FRANK. ทรงวาดแตกต่างจากสาขาอื่นจึงไม่ใช่เพียงขนาดของร้าน แต่เป็นวิธีคิดในการเลือกสิ่งต่าง ๆ เข้ามาอยู่ร่วมกัน ตั้งแต่แบรนด์ที่มีคาแรกเตอร์ชัด ไปจนถึงสินค้าที่มีวิธีการผลิตและเรื่องราวเฉพาะตัว
FRANK. ทรงวาด ชัดเจนในแง่การคัดเลือกแบรนด์ที่นอกจากจะต้องครีเอทีฟและนำเสนอตัวตนของตัวเองออกมาได้ดี เรื่องราคาพวกเขาก็ไม่ได้เอามาเป็นเกณฑ์ในการคัดเลือกแบรนด์ อย่างบางแบรนด์ต้องยอมรับว่า ราคาแต่ละชิ้นค่อนข้างสูง แต่ในแง่ความครีเอทีฟสุดโต่งแล้ว ต้องยกให้พวกเขาจริง ๆ อย่าง แบรนด์ sunburnthekid ที่ตอกย้ำให้เห็นถึงความพิเศษ เนื่องจากแต่ละชุดของเขาก็จะถูกออกแบบไม่ให้ซ้ำสไตล์กัน สินค้าแต่ละชิ้นมีชิ้นเดียว ไม่มีการผลิตซ้ำ
“อีกจุดขายของทรงวาด เราว่ามันคือประสบการณ์ที่คนจะได้รับ แบรนด์ที่เราคัดเลือกมาจะไม่เหมือนกับสาขาอื่น เพราะเราอยากให้แต่ละแบรนด์เข้ากับบริบทของทรงวาด เน้นความชัดเจนในสิ่งที่ตัวเองทำ”
จากวันที่มีเพียงความสนใจแฟชั่นในวัยรุ่น ผ่าน LONDON BROWN มาสู่ FRANK. ในวันนี้ เส้นทางของโอกิดูจะมีสิ่งหนึ่งที่เชื่อมโยงกันอยู่เสมอ นั่นคือการมองเห็นคุณค่าในสิ่งที่ตัวเองสนใจ และพยายามสร้างพื้นที่ให้สิ่งเหล่านั้นได้เติบโตขึ้น
เมื่อ FRANK. กำลังเข้าสู่ปีที่ 9 สิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นต่อไปจึงไม่ใช่การหยุดอยู่กับการเป็นร้านมัลติแบรนด์ แต่เป็นการเปิดพื้นที่ให้เรื่องราวของแบรนด์และศิลปินถูกเล่าออกมาได้มากขึ้น พร้อมกับการเชื่อใจพลังของคนรุ่นใหม่ที่เข้ามาขับเคลื่อนแบรนด์ในปัจจุบัน
“เราเชื่อพลังคนเจนเนอเรชันใหม่ คือในทีมเราตอนนี้ขับเคลื่อนด้วยน้อง ๆ ในทีมเกือบทั้งหมด เราจะดูแลภาพรวมเป็นหลัก ส่วนอนาคตเราอยากทำอะไรที่สนุกขึ้นไปอีก แบบหาศิลปิน หาแบรนด์ที่คาแรกเตอร์น่าสนใจต่อไปเรื่อย ๆ
“ด้วยความที่เราเข้าปีที่เก้าแล้ว FRANK. จะไม่ใช่แค่ร้านมัลติแบรนด์ทั่วไป แต่เราจะเน้นเล่าเรื่องราวของแบรนด์ต่าง ๆ เจาะสิ่งที่ศิลปินมีมากขึ้น หรือว่าพยายามจะซับพอร์ตศิลปินไทยแบบจริงจังมากขึ้น และในอนาคตเราก็ยังเตรียมปล่อยโปรเจกต์ย่อย ๆ ที่ร่วมทำงานกับศิลปิน ให้เขาได้มาลองทำอะไรสนุก ๆ กับ FRANK. มากขึ้นด้วย”




