คุยกับ เกี๊ยว - นราวัลลภ์ ผู้ก่อตั้ง The Reading Room ในวันที่ต้องโยกย้ายมากกว่าสเปซ แต่เป็นพื้นที่แห่งความทรงจำกว่า 15 ปี

Post on 4 March 2026

“ถ้ามีแค่พี่ที่บันทึกสิ่งที่เกิดขึ้นไว้ มันก็จะมีแค่มุมมองความทรงจำของพี่เพียงคนเดียว แต่ถ้ามีคนหลายคนมาช่วยกันเล่าความทรงจำของตัวเองที่เคยมีร่วมกันบนสเปซนี้ ทุกอย่างก็จะต่างออกไป” พี่เกี๊ยว นราวัลลภ์ ปฐมวัฒน ผู้ก่อตั้งห้องสมุดอิสระ The Reading Room เล่าให้เราฟัง เมื่อเราถามถึงที่มาของโปรเจกต์ที่ชวนผู้คนมาร่วมส่งข้อความหรือคลิปวิดีโอ เพื่อบันทึกและถ่ายทอดความทรงจำที่มีต่อห้องสมุดหนังสือศิลปะเล็ก ๆ บนตึกแถวในย่านสีลมแห่งนี้

The Reading Room คือ ห้องสมุดอิสระที่เป็นที่รู้จักมาตั้งแต่ช่วงปี 2552 ในฐานะพื้นที่ฉายหนัง เสวนา และจุดแลกเปลี่ยนความคิดทางวัฒนธรรม ที่ดูแลจัดการโดยพี่เกี๊ยว ผู้ซึ่งไม่ได้เริ่มต้นจากการเป็นคนทำหนังสือโดยตรง หากแต่เติบโตจากการเป็นนักอ่าน และสั่งสมประสบการณ์การทำงานในแวดวงศิลปะทั้งในไทยและนิวยอร์ก ก่อนจะกลับมาสร้างพื้นที่เล็ก ๆ แห่งนี้ด้วยความตั้งใจส่วนตัว ให้ค่อย ๆ เติบโตเป็นเหมือน ‘บ้าน’ ของผู้คนที่หลงใหลในศิลปะ หนังสือ ภาพยนตร์ และบทสนทนานอกกระแส โดยขับเคลื่อนอยู่บนความเชื่อและความผูกพัน มากกว่าการแสวงหาผลกำไร

เราคิดว่า เป็นเพราะคำตอบนี้ของพี่เกี๊ยว ที่ทำให้เราเองก็อยากเป็นส่วนหนึ่งของ Archive น่ารัก ๆ ครั้งนี้ และอยากร่วมแชร์ความทรงจำของเราออกมาเหมือนกัน จนกลายมาเป็นบทสัมภาษณ์ที่ค่อนข้างจะแตกต่างออกไป (สำหรับผู้เขียน) เพราะมีเสียงผู้สัมภาษณ์ใส่ไปเยอะพอตัว เพื่อเล่าถึงพี่เกี๊ยวและ The Reading Room ในความทรงจำของเรา ที่เกิดขึ้นตลอดระยะเวลาเกือบสองชั่วโมง

ลองเข้ามาอ่านบทสัมภาษณ์กึ่งบันทึกระหว่างทีม GROUNDCONTROL และ The Reading Room ในวันที่พื้นที่แห่งนี้จำเป็นต้องโยกย้าย และย้อนสำรวจความทรงจำเกือบ 15 ปีของพื้นที่แห่งนี้ในมุมมองของพี่เกี๊ยวไปด้วยกัน

The Reading Room ณ นาทีที่ 0: การพบกัน รู้จัก และเรื่องราวในวัยเด็กของผู้ก่อตั้ง

“ไม่ค่อยโพสต์แต่ตอบ dm นะ” คือข้อความหน้า BIO บน Instagram ของห้องสมุด The Reading Room มันคือเฟิสต์อิมเพรสชัน เป็นข้อความที่อ่านแล้วชวนใจชื้นว่า การติดต่อไปหาครั้งนี้น่าจะไม่แห้ว

ในวันแรกของการทำงานในปี 2569 ของผู้สัมภาษณ์ เรากลับได้เห็นประกาศอันน่าใจหายจากเพจ The Reading Room ที่บอกกับแฟนเพจทุกคนว่า The Reading Room กำลังจะต้องย้ายบ้านใหม่ และอยากชวนทุกคนเข้ามาร่วมแชร์ประสบการณ์และเรื่องราวความผูกพันตลอด 15 ปี ที่เคยมีร่วมกัน ณ พื้นที่แห่งนี้ นั่นจึงเป็นจุดเริ่มต้นที่เรามายืนอยู่หน้าประตูเล็ก ๆ ท่ามกลางตึกใหญ่ที่เรียงรายในซอยสีลม 19 ที่สังเกตเห็นทางเข้าได้ยากนิดหน่อย เมื่อผสมกับทางขึ้นที่เป็นบันไดสูงสี่ชั้น ก็ทำให้เราไปถึง The Reading Room ในอาการหอบเล็ก ๆ หลังจากพักหายใจครู่หนึ่ง

“สวัสดีค่ะพี่เกี๊ยว เห็นคำถามที่อุ้ยส่งไปให้ก่อนหน้านี้แล้วใช่ไหมนะคะ”

“เห็นแล้ว ก็เรียงเป็นประเด็นไปเรื่อย ๆ เลยใช่ไหม”

“ใช่ค่ะ”

“แล้วเคยมาที่นี่มาก่อนหรือเปล่า”

“มาที่นี่ครั้งแรกเลยค่ะ ตามจริงคือ ที่นี่ค่อนข้างไกลจากบ้านที่อยู่ เลยไม่ค่อยได้มาละแวกนี้บ่อย ๆ เท่าไร”

“อืม เข้าใจได้”

ตามประสานักสัมภาษณ์ พวกเรามักไม่ได้ถามแขกรับเชิญแบบเข้าประเด็นในทันที แต่มักจะชวนคุยเรื่องอื่นสักหน่อย อาจจะเป็นเพราะว่า มันคือการลดความเกร็งระหว่างกัน เปิดใจให้กันมากขึ้น และในขณะเดียวกัน มันก็ยังทำให้เรารู้รายละเอียดอื่น ๆ ที่เราไม่เคยรู้ หรือทำการบ้านก่อนมาเจอกันไม่ได้

“ถ้างั้นเริ่มจากแนะนำตัวหน่อยดีไหมคะว่า ก่อนที่จะสร้างห้องสมุดแห่งนี้ขึ้นมา พี่เกี๊ยวเคยทำอะไรมาก่อน มีความชอบแบบไหน และอะไรที่ทำให้พี่อยากสร้างสิ่งนี้”

พี่เกี๊ยวนิ่งไปนิดหนึ่งก่อนจะบอกตรง ๆ ว่า “คือถ้าให้เราเล่าว่า ตัวเองเป็นใคร เป็นมายังไง แบบนี้มันกว้างนะ เพราะการจะบอกว่าเราเป็นใครมันตั้งต้นไม่ถูกหรอก มันไม่ได้ง่ายขนาดนั้น”

“งั้นเริ่มจากความทรงจำเกี่ยวกับหนังสือดีไหมคะ แบบว่าหนังสือเล่มแรก ๆ ที่ทำให้ชอบการอ่านคืออะไร” เราพยายามตีกรอบคำถามให้แคบลงเป็นหมุดเดียว เพื่อชวนให้พี่เกี๊ยวค่อย ๆ ย้อนความทรงจำไปด้วยกันทีละส่วน

พี่เกี๊ยวตอบ “ก็เริ่มต้นเหมือนคนปกติทั่วไปตามแบบฉบับเด็กจากเมื่อ 40 ปีก่อน ยุคนั้นก็จะมีนิทานอีสป พอโตมาอีกหน่อย วัยที่สามารถเลือกอ่านเองได้ เราก็จะชอบพวกเทพปกรณัมกรีก และสมัยมัธยมปลายก็จะแนวฆาตกรรมของ อกาธา คริสตี เรียกง่าย ๆ ว่า เราชอบนิยายแปลตะวันตกก็แล้วกัน แต่ในท้ายที่สุดชีวิตเราก็ไม่ได้เป็นเส้นตรงหรือสูตรสำเร็จขนาดนั้น คือไม่อยากให้คิดว่า การที่คนคนนี้มาทำห้องสมุด เพราะคนคนนี้ชอบหนังสือแน่ ๆ ก็จริงอยู่ที่มันมีส่วน แต่ชีวิตเรายังมีองค์ประกอบอีกหลายอย่าง หลายเหตุการณ์ ที่ทำให้เราทำสิ่งนี้”

เมื่อได้ยินแบบนั้น เราเลยชวนพี่เกี๊ยวขยับขอบเขตออกมาอีกหน่อยถึงช่วงมัธยม ช่วงเวลาที่เด็กอายุ 17 - 18 ต้องเริ่มเลือกอนาคตของตัวเอง ซึ่งพี่เกี๊ยวก็เป็นหนึ่งในคนที่อธิบายว่า สิ่งนี้ไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับใครเลย รวมถึงเธอด้วย

“ช่วงจะเข้ามหาวิทยาลัยค่อนข้างเป็นเรื่องยากอยู่บ้าง เพราะการที่เด็กในวัย 17 - 18 ปี ต้องตัดสินใจอนาคตตัวเองว่าชอบหรือไม่ชอบอะไร แล้วสิ่งนั้นจะอยู่กับเราไปตลอดชีวิต มันดูเป็นเรื่องที่ใหญ่มาก แต่ในท้ายที่สุดพี่ก็ตัดสินใจเลือกเรียนที่ คณะอักษรศาสตร์ เอกอังกฤษ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เพราะพี่ชอบภาษาอังกฤษอยู่แล้ว ชอบอ่านนิยายแปล และมันไม่ต้องไปเริ่มอะไรใหม่ ๆ ทั้งหมด”

“การใช้ชีวิตมหาวิทยาลัยก็ทำให้พบเจอกับความแปลกใหม่ในหลายแง่ คือพี่เป็นคนที่ไม่ค่อยชอบอยู่ในกรอบ กฎเกณฑ์ พี่ชอบความอิสระ แต่ตอนนั้นมหาวิทยาลัยไม่ได้เปิดกว้างขนาดนั้น แต่ข้อดีคือเราก็ได้เข้าร่วมกิจกรรมที่หลากหลาย ได้รู้วิธีการคิด ก็ต้องขอบคุณช่วงเวลานั้นนะ”

The Reading Room ณ นาทีที่ 20 : จุดเปลี่ยน จุดเริ่มต้น และจุดสตาร์ทของ The Reading Room

ถ้าหนังสือเล่มแรกและช่วงเวลาการตัดสินใจเลือกเข้ามหาวิทยาลัยคือสิ่งที่ทำให้เรามองเห็นจุดเริ่มต้นแบบสังเขปของพี่เกี๊ยว การได้ไปเรียนต่อด้านประวัติศาสตร์ศิลปะช่วงปริญญาโทที่นิวยอร์ก ประเทศสหรัฐอเมริกา ก็คือจุดเปลี่ยนที่กลายมาเป็นจุดเริ่มต้นของ The Reading Room พื้นที่อันแสนอบอุ่นที่เรากำลังนั่งคุยกันอยู่ตรงนี้

ตลอดการสนทนากว่า 20 นาที มีหลายครั้งที่พี่เกี๊ยวมักเล่าว่า เธอค่อนข้างที่จะไม่ชอบอยู่ในกรอบสักเท่าไร เธอชอบความอิสระ หรือถ้าจะให้อธิบายเป็นคำง่าย ๆ เราคิดว่าพี่เกี๊ยวน่าจะมีความหัวขบถ ซึ่งนั่นคือเหตุผลที่เธออยากย้ายไปอยู่ต่างประเทศ และการได้ไปเรียนต่อก็คือสิ่งที่ทำให้เธอได้ออกจากสภาพแวดล้อมเดิม ๆ เหล่านั้น อย่างไรก็ตาม ชีวิตคือสิ่งที่ไม่แน่นอน และมักมีเรื่องที่ไม่เป็นดังใจเสมอ หลังจากเรียนจบพี่เกี๊ยวก็มีเหตุจำเป็นให้ต้องกลับมาเมืองไทย

พี่เกี๊ยวเลือกใช้คำอธิบายสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในตอนนั้นว่า เธอไม่ได้ตั้งใจที่จะกลับ เธอไม่ได้แพลนไว้ แต่ก็อย่างที่พี่เกี๊ยวเคยบอกไว้ในตอนต้นว่า ชีวิตคนเรามันเกิดจากการลองผิดลองถูก ทุกอย่างไม่ได้เป็นเส้นตรง แม้จะไม่ใช่สิ่งที่ใจต้องการ แต่การที่ชีวิตมันพาเราให้มาเจอสิ่งต่าง ๆ ต้องไปต่อข้างหน้าในเวลาที่ไม่ได้คิดไว้ ก็เป็นเรื่องปกติ

หลังกลับมาจากต่างประเทศ พี่เกี๊ยวได้ลองทำงานหลายแบบ หนึ่งในนั้นคือการทำงานกับองค์กรดูแลจัดการด้าน Archive อย่าง Asia Art Archive และอีกพาร์ทหนึ่ง คือ การเป็นอาจารย์พิเศษ ประจำภาควิชาประวัติศาสตร์ศิลปะตะวันตก คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร ซึ่งในพาร์ทของการเป็นอาจารย์ พี่เกี๊ยวบอกว่า เป็นเหมือนการมาสอนแทนเพื่อนที่กำลังไปเรียนต่อมากกว่า

“หลังเรียนจบจากนิวยอร์กและกลับมาเมืองไทย พี่ก็ได้ทำงานด้าน Archive ให้กับองค์กรดูแลจัดการด้าน Archive อย่าง Asia Art Archive ในฮ่องกง เป็นงานแบบรีโมตเวิร์ก เพราะแบบนั้นพี่เลยมักจะเก็บหนังสือและแคตตาล็อกเอาไว้ครั้งละสองฉบับ คือเก็บไว้เอง และเก็บไว้ทำงาน แต่พอถูกเลิกจ้าง เราเลยยังไม่รู้ว่า จะจัดการกับมันยังไง” พี่เกี๊ยวเล่า

“ส่วนการทำงานเป็นอาจารย์ก็มาจากความบังเอิญ คือช่วงนั้นภาครัฐเขามีนโยบายว่า คนที่จะเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยจะต้องจบระดับปริญญาเอก ทำให้อาจารย์ประจำภาควิชาในตอนนั้นอย่าง ธนาวิ (ธนาวิ โชติประดิษฐ์) เอกสุดา (เอกสุดา สิงห์ลำพอง) และวิภาช (วิภาช ภูริชานนท์) ต้องรีบไปเรียนต่อปริญญาเอกกัน คณะฯ เลยขาดคนสอนชั่วคราว พี่ก็เลยต้องเข้าไปรับช่วงแทน จำได้ว่า ตอนนั้นภาคตะวันตกมีอาจารย์ประจำกันอยู่สองคนเอง คือพี่กับอาจารย์สายัณฑ์ แดงกลม”

พี่เกี๊ยวยังเล่าถึงความท้าทายของการเป็นอาจารย์ ตั้งแต่การออกแบบการสอน การต้องรีเสิร์ชเพื่อเตรียมสอน ที่ทำให้เธอได้กลับไปทบทวนความรู้ตัวเองอีกที และบางครั้งศิลปะบางแบบที่เธอไม่ค่อยชอบสักเท่าไร แต่พอได้ทำความเข้าใจ เธอก็รู้ว่ามันมีเหตุผลของมัน และหนึ่งในสิ่งที่พี่เกี๊ยวเล่าอย่างตั้งใจเป็นพิเศษคือเรื่องของการพานักศึกษาไปดูผลงานจริง

“ตอนสอนพวกวิชา Museum & Gallery พี่จะพาเด็ก ๆ ไปดูงานนอกสถานที่บ่อย ๆ ในหอศิลป์บ้าง ในสตูดิโอบ้าง แบบพี่ติดต่อไปเลยว่า ขอพานักศึกษาไปดูได้ไหม ซึ่งศิลปินหลายคนก็ยินดี มีครั้งหนึ่งเคยพาเด็ก ๆ ไปดูสตูดิโอของคุณ พินรี สัณฑ์พิทักษ์ ด้วย นั่นก็เป็นข้อดีของการรู้จักคนเยอะแหละ”

“แล้วพี่เกี๊ยวเริ่มทำ The Reading Room ตั้งแต่เมื่อไรคะ” เราถามต่อ

“จริง ๆ The Reading Room ก็เริ่มตั้งแต่ก่อนพี่จะเป็นอาจารย์แล้ว ประมาณปี 2552 แหละ”

“อ๋อ เพราะตอนนั้นพี่เกี๊ยวกำลังหาทางจัดการกับหนังสือและแคตตาล็อกจากสมัยทำงานด้าน Archive อยู่พอดี แล้วพอเป็นอาจารย์ก็ต้องอ่านหนังสือด้านประวัติศาสตร์ศิลปะและสังคมเพิ่มขึ้น มีหนังสือเพิ่มอีก”

“ใช่ พี่ถึงถามเราว่า เราอยากฟังเป็นเรื่องราวต่อเนื่องไปเรื่อย ๆ หรือถามเป็นช่วง ๆ ซึ่งมันก็จะโดดไปโดดมานิดหน่อย แต่จะว่าไปแล้ว มันก็ไม่ได้ห่างจากไทม์ไลน์นี้มากนักหรอก” พี่เกี๊ยวตอบ “งั้นพูดถึง The Reading Room เลยแล้วกัน”

The Reading Room ณ นาทีที่ 35 : กิจกรรม หนัง การเมือง ผู้คน และ The Reading Room ยุคเริ่มต้น

หากใครเพิ่งเคยมา The Reading Room ในช่วง 3 - 5 ปีนี้ แล้วพบกับความเงียบสงบ อากาศเย็น ๆ ผู้คนที่ไม่มากไม่น้อย และหนังสือมากมายที่เรียงรายให้เลือกสรร อาจจะต้องใช้เวลาจินตนาการเพิ่มขึ้นอีกหน่อย เพื่อนึกถึงภาพของ The Reading Room ในยุคเริ่มต้น ช่วงเวลาที่หนังสือยังไม่ได้เป็นใหญ่ในพื้นที่นี้ แต่ทุกอย่างถูกขับเคลื่อนผ่านกิจกรรม หนัง การเมือง และผู้คน บรรยากาศจอแจของคนรุ่นใหม่ไฟแรงในวัยเลขหลักสอง ผู้เปี่ยมด้วยอุดมการณ์ ความฝัน ความเชื่อ และการอยากสร้างความเปลี่ยนแปลงอะไรบางอย่างไปด้วยกัน

“จริง ๆ แล้ว The Reading Room ในช่วงแรก ๆ จะผสมทั้งการเป็นห้องสมุด สถานที่จัดกิจกรรมการเมือง การฉายหนัง และงานเสวนา สมัยนั้นเราตั้งที่นี่ขึ้นที่บ้านยาย แถว ๆ เจริญกรุง ก่อนจะย้ายมาที่สีลมซอย 19 ตอนนั้นที่นี่ยังไม่ได้มีความเป็นห้องสมุดเท่าตอนนี้ หนังสือยังไม่เยอะเท่านี้ และที่สำคัญคือมักจะมีการจัดกิจกรรมต่าง ๆ อยู่เสมอ นับ ๆ ดูแล้วน่าจะมากกว่า 200 กิจกรรม แบบว่ามันเยอะมากจริง ๆ อาจจะเป็นเพราะว่า ที่นี่คือพื้นที่อิสระ และพี่ไม่ได้เซนเซอร์ใคร ทุกคนสามารถเป็นตัวเองได้ที่นี่ เวลาอยากจัดอะไรทุกคนเลยนึกถึงเราเป็นที่แรก ๆ”

The Reading Room ณ นาทีที่ 45: วิกฤตรัฐ วิกฤตโรค กับทางออกของ The Reading Room ระหว่างวิกฤต

หลังจากประสบปัญหาจากวิกฤตรัฐที่ไม่คลี่คลาย วิกฤตโรคระบาดที่ทำให้ทั้งโลกต้องชัตดาวน์อย่างยาวนานพร้อม ๆ กัน เข้ามากระทบซ้ำ ทำให้จากพื้นที่ที่เดิมทีเปิดให้ผู้คนเข้ามาใช้งานอย่างกว้างขวาง ก็ต้องออกมาตรการที่จำกัดจำนวนคนมากขึ้นเพื่อป้องกันโรค แต่ในขณะที่เรากำลังคิดว่า พี่เกี๊ยวน่าจะเล่าถึงสิ่งที่ยากลำบากและทำให้เธอเป็นกังวล ทุกอย่างกลับตรงข้าม

พี่เกี๊ยวบอกกับเราอย่างจริงใจว่า “ไม่อยากพูดแบบนี้เท่าไร คือพี่รู้ว่าช่วงนั้นเป็นช่วงเวลาที่แย่สำหรับทุกคน แต่ท่ามกลางความแย่ มันกลับทำให้พี่ได้หยุดเยียวยาตัวเอง”

ไม่แน่ใจว่าเราเข้าใจพี่เกี๊ยวถูกหรือเปล่า แต่หลังจากที่ได้ฟังพี่เกี๊ยวเล่าสิ่งต่าง ๆ มาสักพักใหญ่ เรารู้สึกเหมือนพี่เกี๊ยวเป็นนักวิ่ง 100 เมตร พร้อม ๆ กับวิ่งแบบมาราธอน ก็คือนอกจากจะต้องวิ่งเร็วแล้ว ยังต้องวิ่งต่อเนื่องยาว ๆ ด้วย เพราะเธอรู้สึกว่า การได้ทำ The Reading Room และการจัดกิจกรรมต่าง ๆ คือการได้ทำอะไรสักอย่างที่มีคุณค่า ซึ่งพี่เกี๊ยวก็ยอมรับว่ามันเป็นคำอธิบายที่เป็นนามธรรม แต่มันคือคำคำนี้จริง ๆ แต่การทำแบบนี้ต่อเนื่องยาว ๆ มันก็มาพร้อมความอ่อนล้า

“เหมือนพี่เกี๊ยวบอกให้ตัวเองหยุดพักไม่ได้ แต่พอโควิด-19 มาถึง สังคมและสถานการณ์มันเป็นสิ่งที่บังคับให้พี่หยุดแบบไม่มีข้อแม้หรือเปล่านะคะ” เราถาม

“ก็อาจจะใช่ พี่จำได้เลยว่าช่วงนั้นพี่ได้หยุดพักจริง ๆ กิจกรรมก็ไม่ได้จัด และเพราะแบบนั้นที่นี่ก็เลยมีความเป็นห้องสมุดที่ชัดเจนขึ้น และเป็นแบบนั้นมาจนถึงทุกวันนี้ ช่วงนั้นพี่จำได้เลยว่าจะเข้ามาเฝ้าที่นี่ และบางทีก็มีโอกาสได้พูดคุยกับคนที่มาใช้งานที่นี่ด้วย มันทำให้เราได้รู้จักคนมากขึ้นจริง ๆ ”

“พี่เกี๊ยวคิดว่าคุณค่าของพื้นที่อิสระคืออะไรคะ และเพราะอะไรการมีอยู่ของพื้นที่เหล่านี้ถึงสำคัญ”

“พี่คิดว่าทุกที่ควรมีพื้นที่อิสระอยู่แล้ว ตามอุดมคติน่ะ คือควรมีทุกเมืองด้วยซ้ำ พี่ไม่ชอบความสัมพันธ์แบบต้องมีเงินเข้ามาเกี่ยวตลอดเวลา เราควรมีสถานที่ที่ไม่ต้องเสียเงินแล้วมาเจอกันง่าย ๆ บ้าง พี่คิดว่าการมีอยู่ของพื้นที่อิสระแบบนี้มันเหมือนมีพื้นที่สบายใจให้คนเข้ามาเป็นตัวเอง ออกจากกรอบที่เคยอยู่”

“เหมือนว่าตอนนี้ก็มีอีกหนึ่งวิกฤตใช่ไหมคะ นั่นก็คือต้องย้ายไปที่ใหม่” เราเริ่มถามเข้าประเด็นที่อยากรู้มาตลอด

“ใช่เลย ซึ่งจริง ๆ พี่รู้อยู่แล้วนะว่าเราต้องย้ายในสักวัน แค่ไม่คิดว่าจะเร็วขนาดนี้เท่านั้นเอง” พี่เกี๊ยวตอบ

The Reading Room ณ นาทีที่ 65: การโยกย้ายกะทันหัน โปรเจกต์เก็บเกี่ยวความทรงจำ และอนาคตที่ยังเดินหน้าต่อของ The Reading Room

เหตุผลที่ The Reading Room ต้องย้ายที่ไม่ได้มาจากเหตุการณ์พิสดาร แต่เป็นเรื่องทั่วไปที่เกิดได้ในทุกวัน นั่นก็คือการที่เจ้าของตึกไม่ให้เช่าต่อ

พี่เกี๊ยวอธิบาย “เมื่อช่วงปีที่แล้วเจ้าของตึกบอกกับพี่ว่า เราจะไม่ได้ไปต่อ และเรามีเวลาสี่เดือนในการย้ายออก ซึ่งพี่ก็เข้าใจดีและรู้สึกขอบคุณเจ้าของตึกเสมอที่ให้เราเช่าพื้นที่มานานขนาดนี้ บอกตามตรงว่า พี่รู้อยู่แล้วว่าสักวันเราต้องได้ย้ายออกแน่ ๆ ถ้าลองมองไปรอบ ๆ จะเห็นได้เลยว่าพี่ไม่ได้ต่อเติมอะไรในพื้นที่เลย ทุกอย่างคือเฟอร์นิเจอร์ที่พร้อมจะยกออก หรือขนย้ายอย่างรวดเร็วเมื่อถึงเวลา”

“แต่ถึงอย่างนั้นพี่ก็ยังไม่ได้อยากย้ายในตอนนี้” พี่เกี๊ยวกล่าว “พี่ตั้งใจว่าจะย้ายแหละ แต่การย้ายที่ว่านั้นจะเป็นการย้ายครั้งสุดท้ายที่เราจะไม่ไปเช่าที่ไหนแล้ว หนึ่งในตัวเลือกนั้นคือการย้ายกลับไปที่บ้านยาย พื้นที่แรกที่ The Reading Room เคยตั้งอยู่”

“แต่กลายเป็นว่า เราต้องย้ายตอนนี้ ซึ่งเราก็ยังไม่พร้อมแหละนะ พี่เคยปรึกษาสถาปนิกแล้ว เขาก็บอกว่า ถ้าจะย้ายกลับไปที่บ้านเก่ายายตรงเจริญกรุง 91 เราจำเป็นต้องสร้างโครงสร้างใหม่หมดเลย คือเหมือนสร้างตึกใหม่ในตึกเก่าเลยแหละ แต่สุดท้ายพี่ก็ตัดสินใจแล้วว่าเป็นที่นี่แหละ”

“แล้วพาร์ทของโปรเจกต์บอกลา พี่เกี๊ยวคิดขึ้นหลังจากรู้ข่าวเลยหรือเปล่าคะ”

“คือมุมนั้นน่ะ” พี่เกี๊ยวชี้มือไปยังพื้นที่กลางห้องที่มีโต๊ะตัวยาวที่เต็มไปด้วยหนังสือมากมายวางอยู่ “ปกติคือจุดที่เราวางสมุดให้คนเขียนรีเควสต์หนังสือที่อยากอ่าน แต่เด็ก ๆ จะชอบมาเขียนว่า หนูชอบที่นี่มากเลยค่ะ อะไรแบบนี้อยู่ตลอด พอเราจะต้องย้ายจากที่นี่ไปจริง ๆ พี่เลยคิดว่าเราควรจะบันทึกสิ่งเหล่านั้นไว้”

“คือพี่รู้ดีว่าถ้าเราไม่เก็บเอง ไม่บันทึกเอง ก็คงไม่มีใครบันทึกประวัติศาสตร์เหล่านี้ไว้ให้เรา ระยะเวลา 15 ปี มันเป็นเวลาที่ยาวนานมาก ๆ หากเป็นชั้นทางโบราณคดีก็คือลึกประมาณนี้แล้ว (พี่เกี๊ยวทำมือประกอบ) เหมือนคนหนึ่งคน ซึ่งทุกตารางบนพื้นที่นี้ก็เต็มไปด้วยเรื่องราว และแน่นอนว่าไม่ใช่เรื่องราวจากคนคนเดียว มีคนมากมายที่เข้ามายังพื้นที่นี้ และพวกเขาก็ต้องมีความทรงจำในมุมที่ต่างออกไปแน่นอน”

“นอกจากนี้ช่วงกลางถึงปลายเดือนมีนาคม พี่ยังตั้งใจจะจัดนิทรรศการโปสเตอร์ และ archive ของกิจกรรมต่าง ๆ ที่เคยมาจัดที่ The Reading Room รวม ๆ แล้วมีเกือบ 300 งานค่ะ เลยอยากชวนให้คนแวะมาแชร์เรื่องราว และความทรงจำ ทั้งที่เกี่ยวกับกิจกรรมเหล่านี้และเกี่ยวกับตัวพื้นที่ห้องสมุดด้วย”

“มีเหตุการณ์ไหนที่พี่เกี๊ยวจำได้แม่นไหมคะ”

“เคยมีคนหนึ่ง เขามาที่นี่เป็นประจำเลย แต่วันนั้นไม่รู้ว่าเขาสติแตกอะไรมา แล้วมาขังตัวเองที่นี่ ปากก็พร่ำบอกว่าไม่เอาตำรวจ อย่าแจ้งตำรวจ ซึ่งพี่ก็พยายามเปิดประตูแต่เปิดไม่ได้ ทำยังไงเขาก็ไม่ออก ทุกอย่างวุ่นวายมาก แจ้งตำรวจ หรือแจ้งใคร เขาก็ถามกลับมาว่าเกิดเหตุหรือยัง ถ้ายังก็ยังไม่มา”

“โห แบบนี้เลยหรอ”

“ใช่ ซึ่งสุดท้ายเขาพยายามจะกระโดด แต่มีคนมากางเบาะรองไว้แล้ว ทุกอย่างก็จบลงด้วยดี ไม่มีใครเป็นอะไร แต่เขาถามย้อนพี่นะว่า เกี๊ยวทำแบบนี้กับพี่ได้ไง”

“ส่วนอันนี้อีกเหตุการณ์หนึ่งที่มีคนมาเล่าให้พี่ฟังอีกที คือส่วนตัวพี่จำไม่ได้ขนาดนั้น แต่พอมาฟังเขาเล่าก็เห็นรายละเอียดที่ต่างออกไปเหมือนกัน”

“เหตุการณ์อะไรหรือคะ”

“เมื่อก่อนที่นี่จะมีการวางกล่องเงินไว้ แต่วันหนึ่งดันมีคนมาขโมยเงินในกล่อง ซึ่งคนที่เขามานั่งเล่าให้พี่ฟังเขามาถ่ายวิดีโอที่นี่ในวันนั้นพอดี เขาเล่าให้ฟังว่าตอนนั้นพี่เดินไปเดินมาในห้องนั้นแล้วก็ด่า ๆ บ่น ๆ ไม่หยุดเลย เหมือนคนหงุดหงิดมากว่าแบบ มาขโมยทำไม เพราะเอาจริง ๆ เงินในนั้นมันหลักร้อย แต่ค่าซ่อมประตูที่งัดเพื่อมาขโมยนั้นแพงกว่ามาก”

“ซึ่งพี่จำเรื่องนั้นได้คร่าว ๆ แต่พาร์ทที่ตัวเองเดินด่าคนไม่หยุดเนี่ยจำไม่ได้เลย (หัวเราะ)”

พอเล่าถึงพาร์ทนี้ สีหน้าและน้ำเสียงของพี่เกี๊ยวเปลี่ยนไปอย่างชัดเจน เธอเล่าอย่างสนุกมากขึ้นถึงความคิดที่อยากให้คนมาแชร์ความทรงจำ และย้อนนึกถึงประสบการณ์ร่วมที่เคยมีในพื้นที่นี้ ประสบการณ์ที่อาจจะไม่เกิดขึ้นแล้วเมื่อย้ายออกไป เธอถึงขั้นบอกว่าถ้ามีใครสักคนอยากคุยอยากเล่า เธอก็อยากจะนั่งคุยกับพวกเขาถึงความทรงจำที่เกิดขึ้น จะออฟไลน์หรือออนไลน์ผ่าน Zoom เธอก็พร้อม เพราะแต่ละครั้งที่มีคนมาเล่าให้เธอฟัง เธอก็พบว่ามีหลายครั้งเหมือนกันที่เธอจำเหตุการณ์เหล่านั้นไม่ได้และนี่แหละที่ทำให้เธอยิ่งอยากบันทึก

“หลังจากเหตุการณ์นี้ เคยมีความคิดที่จะปิดพื้นที่นี้บ้างไหม”

“เอาจริง ๆ เลยนะ การปิดมันยากกว่าไปต่อมาก ๆ คือเราต้องคิดว่าเราจะเอาหนังสือพวกนี้ไปไว้ที่ไหน จะมีที่ไหนที่เขาดูแลสิ่งเหล่านี้แทนเรา จะบริจาคให้ตามมหาวิทยาลัย เราก็มักจะได้ยินข่าวเขาทยอยโละหนังสือทิ้งตลอด ซึ่งเราก็คงทำใจไม่ได้ถ้าหนังสือที่เราให้ไปเป็นหนึ่งในนั้น ดังนั้นการปิดที่นี่เป็นสิ่งที่ยากกว่าไปต่อมาก”

“แต่การที่พี่ไม่เลือกปิดมัน ไม่ใช่เพราะว่าพี่หวงที่นี่นะ คือถ้ามีใครที่อยากเปิดพื้นที่อิสระ แล้วเรามีมุมมองเดียวกัน ตรงกัน พี่สามารถยกหนังสือพวกนี้ให้ได้หมดเลย แบบมาเอาไปได้เลยพี่ยินดีมาก” พี่เกี๊ยวขยายความ

“พี่เกี๊ยวมีคำแนะนำอะไรให้กับคนที่อยากเปิดพื้นที่อิสระแบบนี้บ้างไหมคะ”

พี่เกี๊ยวหยุดคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะตอบว่า “อยากทำอะไร ลองทำได้เลย ไม่ต้องกลัว เพราะการได้ลองทำมันจะทำให้เราค่อย ๆ รู้เองว่า เราจะไปต่อยังไง”

หลังจากพูดมาถึงตรงนี้ เราก็รู้สึกว่าทุกอย่างครบรสกลมกล่อม เลยชวนพี่เกี๊ยวพูดทิ้งท้ายด้วยการชวนคนมาทำกิจกรรมร่วมกันเป็นการส่งท้าย The Reading Room ซึ่งพี่เกี๊ยวก็พูดว่า “อยากให้ทุกคนแวะมาที่นี่กัน มาบอกลาที่นี่เป็นครั้งสุดท้าย หรือถ้าใครมาไม่ได้ก็สามารถติดแฮชแท็ก #Readingroom15years ทางช่องทางออนไลน์ก็ได้ หรือถ้าใครอยากคุย อยากแชร์ อยากเล่า นัดเข้ามาได้เลย พี่พร้อมเปิด Zoom คุยกับทุกคนเลยจริง ๆ”

“คืออย่างที่พี่พูดไปแล้ว พี่คิดว่า ถ้าเราไม่บันทึก Archive เหล่านี้ไว้เอง ก็คงไม่มีใครมาบันทึกให้เรา และถ้ามีแค่พี่ที่บันทึกสิ่งที่เกิดขึ้นไว้ มันก็จะมีแค่มุมมองความทรงจำของพี่เพียงคนเดียว แต่ถ้ามีคนหลายคนมาช่วยกันเล่าความทรงจำของตัวเองที่เคยมีร่วมกันบนสเปซนี้ ทุกอย่างก็จะต่างออกไป”

พอพี่เกี๊ยวพูดจบ เราก็หันไปมองเวลาที่บันทึกเสียงเอาไว้ เป็นเวลาราว ๆ หนึ่งชั่วโมงครึ่ง ระยะเวลาที่จะบอกว่ายาวนาน ก็คงจะยาวนานสำหรับการพูดคุยกันครั้งแรก แต่ถ้าจะบอกว่าสั้น ก็สั้นอีกเช่นกัน เพราะตลอดระยะเวลานี้เราไม่ใช่แค่ได้รู้จักพี่เกี๊ยว แต่รวมไปถึงประวัติของพื้นที่แห่งนี้ที่เกิดขึ้นตลอด 15 ปี ช่วงเวลาที่เราคิดว่าถ้านั่งคุยกันนานกว่านี้ ก็คงจะได้รู้เรื่องราวอีกหลายอย่างที่ค่อย ๆ ระลึกขึ้นได้เหมือนจิ๊กซอว์

และเมื่อทุกอย่างเหมือนจะจบลงอย่างสมบูรณ์ ก็ถึงเวลาของการถ่ายภาพประกอบบทสัมภาษณ์นี้ ซึ่งเราก็หันไปส่งสัญญาณให้กับพี่ปลื้มที่มาด้วยกันทันที แต่พอพี่เกี๊ยวเห็นแบบนั้น ก็บอกกับพวกเราตรง ๆ ว่า เธอเขินกล้องมาก

“ถึงช่วงถ่ายรูปแล้วหรอ”

“ใช่ค่ะ (หัวเราะ)”

“โอยย พี่ไม่ชอบถ่ายรูปเลย มันเขินไปหมดไม่รู้จะวางขาวางแขนยังไง ต้องยิ้มด้วย เพราะถ้าไม่ยิ้มหน้าพี่จะดูหยิ่งและดุมาก แต่พอต้องทำแบบนั้นก็เกร็งไปหมด ไม่ชอบเลย” พี่เกี๊ยวบ่น

“งั้นพี่เกี๊ยวคุยกับอุ้ยต่อก็ได้ครับ เล่าเรื่องต่าง ๆ ต่อไปได้เลย จะได้ดูธรรมชาติ” ช่างภาพประจำ GROUNDCONTROL เริ่มช่วยบิลด์

“เอางั้นหรอ งั้นอยากถ่ายตัวอัลปาก้าไหม” พี่เกี๊ยวชี้มือไปยังม้านั่งใกล้ ๆ โต๊ะกลางห้อง ที่อยู่ในฟอร์มตัวอัลปาก้าสีขาวปุกปุยในชุดสีชมพูอ่อนสุดน่ารัก พอเห็นว่า พี่เกี๊ยวเริ่มรีแล็กซ์ขึ้นเมื่อพูดถึงเจ้าอัลปาก้าตัวนี้ พวกเราก็คิดว่ามาถูกทางแล้ว ซึ่งเราก็ขึ้นไปนั่งดูทันทีและพบว่า มันเป็นเก้าอี้ที่ทั้งน่ารักและนั่งสบายสมฐานะเก้าอี้

“มันชื่ออะไรคะ”

“จิลแบร์โต้ ดาซิลวา เพราะอัลปาก้าเป็นสัตว์จากอเมริกาใต้ เลยอยากตั้งชื่อให้เข้ากับน้อง (หัวเราะ)”

พวกเรานั่งเล่นและพูดคุยกันต่ออีกสักพัก ส่วนพี่ช่างภาพก็เก็บภาพต่อไป เมื่อทุกอย่างเรียบร้อย ก็ถึงเวลาของการบอกลากันและกันเป็นครั้งสุดท้าย เรากวาดตามองไปรอบ ๆ ห้องสมุดอีกหนึ่งครั้ง และคิดถึงอนาคตข้างหน้าเมื่อที่นี่ย้ายไปที่ใหม่ แม้จะน่าเสียดาย แต่หลังจากฟังพี่เกี๊ยวแล้วเราก็ค่อนข้างมั่นใจว่า ที่นี่จะต้องเดินหน้าไปต่อ และเราจะได้เห็นพื้นที่แห่งนี้อีกครั้งในรูปแบบใหม่

เช่นเดียวกับบทสัมภาษณ์กึ่งบันทึกฉบับนี้ที่ดำเนินมาถึงช่วงปิดท้ายแล้วเช่นกัน ถือว่าเป็นงานเขียนที่แปลกใหม่สำหรับผู้สัมภาษณ์ แต่ก็คิดว่า เป็นวิธีการที่เหมาะสมกับการเล่าเรื่องนี้ดี เพราะการที่เราได้เล่าเรื่องพื้นที่อิสระ ด้วยการเขียนที่อิสระต่างไปจากเดิม ก็น่าจะเข้าแก๊ปที่พี่เกี๊ยวเคยบอกไว้ว่า ถ้าอยากทำก็ลองทำเลย และเมื่อได้ลองทำแล้วก็รู้สึกเช่นกันว่า เราน่าจะทำแบบนี้ต่อไปเรื่อย ๆ เหมือนกันนะ ถ้าโอกาสมาถึง

สามารถติดตามความเคลื่อนไหวของ The Reading Room กันต่อได้ที่ https://www.instagram.com/readingroombkk/

RELATED POSTS

“ทำงานนี้ ต้องอยากรู้เรื่องชาวบ้าน” คุยกับสองภัณฑารักษ์ Gen Z แห่ง ‘คลังกลาง’ กับภารกิจ 'ผีน้อยประจำคลัง' ที่เปลี่ยนเรื่องโบราณให้กลายเป็นคอนเทนต์สามแสนวิว
In Focus
Posted on Apr 22
รู้จัก Prem.artistic ศิลปินสิ่งทอ ผู้สร้างทิวทัศน์นามธรรมสีสดใส จากเส้นสายคล้ายพืชพรรณยามเบ่งบาน
Artist on Our Radar
Posted on Mar 30
สำรวจธรรมชาติ ในภาพประกอบสไตล์หนังสือวิทยาศาสตร์ยุคเก่า ที่เล่าเรื่องสะท้อนใจของ Anyahillus
Artist on Our Radar
Posted on Mar 18
เราคือผีที่ติดอยู่ในเรื่องเล่า? คุยกับ โอเมอร์ ฟาสต์ ศิลปินชาวอิสราเอลผู้ท้าทายความเชื่อเรื่อง ‘ปัจเจกบุคคล’ ในนิทรรศการเดี่ยวครั้งแรกของเขาที่ประเทศไทย
In Focus
Posted on Mar 16