เมื่อพูดถึงทิวทัศน์เชิงนามธรรม เราจะนึกภาพทิวทัศน์แบบไหน? บางคนก็บอกว่านึกถึงสถานที่ที่เต็มไปด้วยต้นไม้ ที่ละม้ายคล้ายสวนสาธารณะใกล้บ้าน บางคนอาจเห็นเป็นชายหาดที่ไม่มีผู้คน มีเพียงเสียงคลื่นซ้ำ ๆ ที่ไม่เคยเหมือนเดิมเสียทีเดียว ขณะที่บางคนกลับเห็นเพียงพื้นที่ว่างเปล่า สีหนึ่งทับซ้อนอีกสีหนึ่ง คล้ายกำลังยืนอยู่ในสถานที่ที่ยังไม่ถูกตั้งชื่อ
สำหรับ ‘Prem.artistic’ หรือ ‘เปรม บัวชุม’ ศิลปินสิ่งทอผู้สนใจในวัสดุ เนื้อผ้า และงานคราฟต์ ทิวทัศน์เชิงนามธรรมในหัวของเธอคือพื้นที่ที่มีสีสันสดใส มีเส้นสายคล้ายพืชพรรณกำลังเบ่งบาและ แผ่ขยาย เหมือนหญ้าต้องลม หรือทุ่งดอกไม้ที่กำลังเติบโต เมื่อรวมเข้ากับการเลือกใช้วัสดุเหลือใช้จากอุตสาหกรรมสิ่งทอ เช่น เศษผ้า ป้ายเสื้อ ริมผ้าจากเครื่องทอ หรือด้ายเหลือจากโรงงานพรม ทำให้งานของเธอมักสะท้อนถึงการเกิดใหม่ ความอ่อนโยน ความหวัง
ก่อนที่จะเริ่มต้นทำงานศิลปะอย่างจริงจัง เปรมบอกกับเราว่า เธอเคยทำงานมาหลายอย่างเหมือนกันก่อนจะค้นพบสิ่งนี้ “หลังจากเราเรียนจบปริญญาตรีจากคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ สาขาศิลปะอุตสาหกรรม ที่ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง เราก็ไปทำงานเป็นผู้ช่วยออกแบบให้แบรนด์เฟอร์นิเจอร์ ดูแลงานตกแต่งโรงแรม อย่างงานศิลปะหัวเตียงกับพร็อพต่าง ๆ แล้วก็ได้ลองทำงานคราฟต์ร่วมกับชุมชนด้วย เน้นเอาวัสดุเหลือใช้กลับมาพัฒนาให้มันมีคุณค่าใหม่ ๆ รวมถึงเคยทำงานด้านแฟชั่น ออกแบบชุดประกวดกับเสื้อผ้าด้วยเหมือนกัน”
“ตอนเรียน สิ่งที่เราโฟกัสมาก ๆ คือเรื่องผลิตภัณฑ์สิ่งทอ เรารู้สึกว่ามันทำให้เราเข้าใจวัสดุ เนื้อผ้า แล้วก็งานคราฟต์แบบลึกจริง ๆ พอมาวันนี้เราเลยเลือกทำงานเป็นฟรีแลนซ์ด้านออกแบบ ผลิต และจัดหาของตกแต่ง ควบคู่ไปกับการเป็นศิลปินสิ่งทอ (Textile-based Artist) อย่างจริงจัง”
“สำหรับจุดเริ่มต้นที่ทำให้เราสนใจใช้วัสดุเหล่านี้ มาจากการออกแบบชุดแฟชั่นจากเศษผ้า คอลเล็กชั่น The Origin of Rebirth เพื่อส่งประกวดออกแบบแฟชั่นเพื่อความยั่งยืน RECO Young Designer Competition 2020 ที่จัดขึ้นโดย Indorama Ventures ภายใต้คอนเซ็ปต์ REVIVE: Start from Street ซึ่งเราก็ได้รับรางวัลชนะเลิศอันดับหนึ่งมา นับแต่นั้นเราเลยเห็นความเป็นไปได้ในการทำงานจากวัสดุเหล่านี้ แล้วก็เอามาพัฒนาต่อในโปรเจกต์ต่อ ๆ ไปนับแต่นั้นเลย”
“ดังนั้น เราเลยคิดว่าจุดเด่นในงานของเรา คือ การใช้เศษวัสดุจากอุตสาหกรรมสิ่งทอ อย่างเศษผ้า ป้ายเสื้อ ริมผ้า หรือด้ายเหลือจากโรงงานพรม วัสดุที่คนอาจมองว่าไม่มีค่าแล้ว แต่เราเอามาคัดแยกสี ปรับรูปทรง แล้วก็ประกอบขึ้นใหม่ด้วยงานแฮนด์เมด อย่างการปัก การถัก การทอ ซึ่งเพราะว่าเศษวัสดุแต่ละครั้งมันไม่เหมือนกันเลย ผลงานแต่ละชิ้นก็เลยเป็น one-of-a-kind เสมอ ไม่สามารถทำซ้ำได้”
“ธีมหลักในงานของเราคือการเกิดใหม่ หรือ Rebirth การเปลี่ยนของที่เคยถูกทิ้งให้กลับมามีชีวิตอีกครั้ง ผ่านสีสันที่สดใส เฉดสีที่เหมือนกำลังเบ่งบาน เป็นทิวทัศน์เชิงนามธรรมที่เปิดให้คนดูจินตนาการได้เอง เราสนใจความอ่อนโยนกับความหวังที่อยู่ในเส้นสายพวกนี้ มันเหมือนพืชพรรณที่กำลังเบ่งบาน เหมือนหญ้าที่ไหวตามลม หรือทุ่งดอกไม้ที่กำลังขยายตัว”
“สุดท้ายแล้ว เราคงแค่อยากให้คนที่เดินผ่านมาเห็นงานของเรา รู้สึกมีความสุข รู้สึกเบาขึ้นนิดนึง แล้วก็ได้จินตนาการถึงพื้นที่ที่ตัวเองอยากอยู่ เหมือนได้เดินอยู่ในทุ่งดอกไม้ที่เงียบสงบ แต่ยังเต็มไปด้วยชีวิต” เปรมสรุป
หลังจากฟังคอนเซปต์เบื้องหลังการทำงานของเธอครบแล้ว อีกสิ่งหนึ่งที่เราอยากรู้มาก ๆ ไม่แพ้กันก็คือแรงบันดาลใจที่เป็นจุดเริ่มต้นให้เธอสนใจเรื่องสิ่งทอ และการทำงานเป็นศิลปินเต็มตัวในด้านนี้ ซึ่งเธอก็บอกกับเราว่า “เราว่า แรงบันดาลใจของงานสไตล์นี้เริ่มต้นจากโอกาสเล็ก ๆ ที่กลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในเส้นทางศิลปินของเรา”
“ตอนนั้นเพื่อนชาวมาเลเซียชวนเราไปร่วมแสดงงานศิลปะ ในนิทรรศการเล็ก ๆ ที่ MoMo Hotel, Kuala Lumpur เราเลยเริ่มถามตัวเองว่า จะทำงานอะไรดีที่มันเป็นตัวเราจริง ๆ แล้วก็เป็นสิ่งที่เรามีอยู่แล้ว เราเลยมองไปรอบตัว แล้วก็เห็นว่ายังมีเศษผ้าจากตอนทำชุดประกวดแฟชั่นเหลืออยู่ เป็นเศษผ้าที่เคยเอาไปทำชุด แต่สุดท้ายมันไม่ตอบโจทย์เรื่องการใช้งานกับการดูแล ก็เลยถูกเก็บไว้เฉย ๆ ไม่มีจุดหมายอะไร”
“เราจำได้เลยว่าวันนั้นลองหยิบเศษผ้าพวกนั้นมาตัดต่อ จัดเรียง แล้วก็ทดลองดูว่ามันจะเล่าเรื่องอะไรได้บ้างในรูปแบบของศิลปะ ผลงานชิ้นแรกที่ออกมา มันดูเหมือนทุ่งหญ้าเล็ก ๆ เราเลยลองขยายจินตนาการให้มันกว้างขึ้น กลายเป็นภาพแลนด์สเคปจากเศษผ้า ที่เต็มไปด้วยจังหวะ เส้นสาย แล้วก็สีสัน”
“แล้วก็มีความบังเอิญที่สวยงามเกิดขึ้น ตอนที่เราเอางานออกไปถ่ายรูปข้างนอก ลมมันพัดผ่านแล้วทำให้เศษผ้าเคลื่อนไหว งานมันเลยดูเหมือนภูมิทัศน์ที่มีชีวิต เหมือนทุ่งดอกไม้ที่กำลังโบกไหวเบา ๆ จากจุดนั้น เราก็เลยเริ่มพัฒนางานสไตล์นี้ต่อมาเรื่อย ๆ จนกลายเป็นงานศิลปะสิ่งทอที่เคลื่อนไหวได้ตามแรงลม เปิดให้คนดูเข้ามาสัมผัส จินตนาการ แล้วก็รู้สึกบางอย่างผ่านสีและเส้นสายของผ้า สำหรับเรา มันคืองานที่เริ่มจากของธรรมดาใกล้ตัว แต่ค่อย ๆ เติบโตไปเป็นโลกอีกใบ ที่มีความฝัน ความหวัง แล้วก็ความเบ่งบานซ่อนอยู่ในทุกเส้นด้าย”
เธอเสริมว่า “เหตุผลที่เราเลือกใช้เทคนิคนี้ อย่างแรกเลยคือเราไม่เก่งวาดรูป แต่เราชอบงานที่ได้ใช้มือทำมากกว่า พอได้เรียนสิ่งทอ เราก็ยิ่งรู้สึกว่าการตัดต่อ การจัดวาง การประกอบวัสดุ มันคือวิธีที่ทำให้เราสื่อสารได้ดีที่สุด โดยไม่ต้องพึ่งการวาดแบบงานจิตรกรรม”
“สำหรับเรา งานสิ่งทอไม่จำเป็นต้องมีรูปแบบตายตัว แค่ใช้สี ใช้เส้นใย ใช้พื้นผิวเป็นตัวเล่าเรื่อง มันก็สร้างความงามได้แล้ว เราเลยชอบทำงานที่เข้าใจง่าย แล้วก็เปิดให้คนดูตีความเองตามความรู้สึก โดยไม่ต้องคิดอะไรซับซ้อน พอทำแบบนี้ไปเรื่อย ๆ เราก็รู้สึกว่ามันตอบโจทย์ทั้งตัวเราเอง แล้วก็คนดู เพราะสุดท้ายแล้ว ศิลปะมันคือการสร้างความรู้สึกดี ๆ และเราก็ดีใจมากที่งานของเราทำให้คนดูรู้สึกผ่อนคลาย อ่อนโยน แล้วก็มีความสุขได้จริง ๆ”
เธอยังพูดถึงกระบวนการฝึกฝนด้วยว่า “เราฝึกด้วยการลองซ้ำ ๆ มาตลอด ลองตัดต่อวัสดุเหลือใช้หลายแบบ ลองจัดวางสีแล้วก็เส้นให้เกิดความรู้สึกต่างกัน ฝึกมองเศษวัสดุเล็ก ๆ ว่ามันจะเล่าเรื่องหรือสร้างภูมิทัศน์อะไรได้บ้าง แล้วก็สังเกตธรรมชาติ อย่างลม แสง เงา หรือจังหวะของต้นหญ้า เอามาใช้ในงาน ทั้งหมดนี้ค่อย ๆ ทำให้เราเกิดเทคนิคของตัวเองขึ้นมาแบบธรรมชาติ เราเชื่อว่าไม่ต้องวาดรูปเก่งก็ทำงานศิลปะได้ แค่ซื่อสัตย์กับสิ่งที่ตัวเองทำได้ดีที่สุดก็พอค่ะ”
เมื่อชวนเปรมย้อนอดีตมาสักพัก ก็ถึงเวลาของการถามถึงโปรเจกต์ปัจจุบันของเธอบ้าง ซึ่งเธอก็แชร์ให้ฟังอย่างละเอียดว่า “โปรเจกต์ล่าสุด เราก็ต่อยอดมาจากคอนเซปต์ภาพ landscape ของทุ่งหญ้า ซึ่งเป็นแนวทางที่เราทำมาตั้งแต่แรก เป็นงานที่เต็มไปด้วยสีสัน ความเบ่งบาน แล้วก็พื้นที่แห่งความสุข ที่เปิดให้คนดูได้จินตนาการW
“แต่ช่วงหลัง ๆ เราเริ่มอยากพัฒนาอารมณ์ของ landscape ให้มันลึกขึ้น ไม่ใช่มีแค่ความสดใสอย่างเดียว แต่อยากให้มีทั้งความเงียบเหงา ความว่างเปล่า ความคิดถึง หรือความโดดเดี่ยว ที่เกิดขึ้นในพื้นที่กว้างใหญ่ของธรรมชาติด้วย เราชอบมากเวลาที่คนดูตีความงานไปคนละแบบ บางคนเห็นเป็นทุ่งหญ้า บางคนเห็นเป็นกลุ่มคน บางคนรู้สึกเหมือนมันเป็นอารมณ์บางอย่างในใจตัวเอง เราเลยอยากสร้างงานที่มี inside stories มากขึ้น ให้แต่ละคนได้จินตนาการต่อจากประสบการณ์ของตัวเอง”
“ตอนนี้เราเลยกำลังทำผลงานสำหรับ Mango Art Festival ซึ่งเป็นมินิอินสเตอลเลชัน เพราะพื้นที่จัดแสดงเป็น open space เราเลยออกแบบให้มันตอบสนองกับสภาพแวดล้อมจริง โดยเฉพาะลม เพราะพองานอยู่ข้างนอก ลมจะพัดผ่าน ทำให้เศษผ้าเคลื่อนไหว เปลี่ยนรูปไปเรื่อย ๆ เหมือนทุ่งหญ้าที่เอน เอียง แล้วก็พลิ้วไหว เป็นความงามที่เกิดขึ้นระหว่างธรรมชาติกับงานศิลปะ”
“ในงานชุดใหม่นี้ เราพยายามใส่อารมณ์ที่ซ่อนอยู่ใน landscape มากขึ้น ทั้งความเงียบที่อบอุ่น ความเหงาแบบอ่อนโยน ความโดดเดี่ยวที่งดงาม หรือความสุขเล็ก ๆ ที่ค่อย ๆ เบ่งบาน ทุกอย่างมันเกิดขึ้นผ่านสี เส้นใย แล้วก็การเคลื่อนไหวของลม เหมือนพื้นที่หนึ่งที่มีชีวิต แล้วก็หายใจได้”
“สำหรับอนาคต เรารู้สึกว่างานมันยังไปต่อได้อีกไกลมาก ตอนนี้เราเริ่มอยากทำงานให้ใหญ่ขึ้น กล้าขึ้น แล้วก็ออกจากภาพทุ่งหญ้าแบบเดิม ๆ เพื่อไปสำรวจอารมณ์กับจินตนาการใหม่ ๆ ที่เราได้เจอระหว่างทางของการเป็นศิลปิน เราอยากพัฒนาไปสู่งานที่เป็นเหมือน inner landscape หรือภูมิทัศน์ภายในใจ บางทีมันอาจจะเพ้อฝัน บางทีมันก็ลึก ซ่อนเร้น หรือมีด้านที่ดาร์กขึ้น ถ่ายทอดผ่านเส้น สี จังหวะ แล้วก็อารมณ์ที่ซ้อนกันอยู่”
“ซึ่งงานต่อไปมันอาจไม่ได้เป็นทุ่งหญ้าเสมอไปก็ได้ มันอาจจะกลายเป็น galaxy เป็นท้องฟ้ากว้าง ๆ เป็นพื้นที่ว่างที่พูดถึงความโดดเดี่ยว หรืออาจจะเป็นเมือง ตึก ลานกว้างในกรุงเทพฯ ที่เราตีความใหม่ด้วยเศษผ้า หรือแม้แต่รูปทรงอิสระ ที่เหมือนความคิดบางอย่างกำลังค่อย ๆ ขยายตัวออกมา”
“เราสนใจการเอาความแข็งของสถาปัตยกรรม มาวางคู่กับความนุ่มของสิ่งทอ เพื่อสร้างความรู้สึกใหม่ ๆ ที่มันอาจจะนุ่มขึ้น หรือหนักแน่นขึ้นตามอารมณ์ของงาน แล้วก็เริ่มอยากทดลองวัสดุใหม่ ๆ ทำ installation ที่ interactive มากขึ้น หรือสร้างงานที่คนดูสามารถเข้ามาสัมผัสได้จริง เราเลยอยากให้งานในอนาคต ค่อย ๆ เติบโตไปตามความรู้สึก ความคิด แล้วก็ประสบการณ์ของเราในแต่ละช่วงเวลา ให้มันเปลี่ยนแปลงอย่างเป็นธรรมชาติ เหมือนจังหวะภายในใจที่ไม่เคยหยุดนิ่งค่ะ”
Tulip Tide — จุดเริ่มต้นของทุกสิ่ง
ผลงานที่ประทับใจที่สุดคือ Tulip Tide เพราะนี่คือชิ้นแรกของเส้นทางทั้งหมด เป็นงานทดลองที่เราทำตอนเริ่มต้นจากเศษผ้าชิ้นเล็ก ๆ ขนาดประมาณ A4 ตอนนั้นเราแค่เอาเศษผ้ามาต่อกัน ลองเรียงสีเขียวให้มันดูเหมือนทุ่งหญ้า แล้วก็ค่อย ๆ เติมสีชมพู เหลือง แดง ลงไป จนสุดท้ายมันกลายเป็นทุ่งทิวลิปเล็ก ๆ โดยที่เราไม่ได้ตั้งใจไว้ตั้งแต่แรก
ความพิเศษของงานชิ้นนี้คือ มันทำให้เราเห็นว่าเศษผ้าเหล่านี้สามารถกลายเป็น landscape ที่มีชีวิตได้
แล้วมันก็กลายเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้เราสร้างผลงาน landscape อื่น ๆ ตามมาเรื่อย ๆ Tulip Tide เลยไม่ใช่แค่งานชิ้นแรก แต่เป็น “จุดกำเนิดของตัวตนในงานศิลปะของฉัน” ด้วย
Pastel Full Bloom — งานที่พาฉันออกสู่สายตาผู้คน
อีกชิ้นที่เรารักมากคือ Pastel Full Bloom เป็นผลงานสีพาสเทลอ่อน ๆ ที่ทำให้คนเริ่มรู้จักเราครั้งแรก จากการแสดงใน Chidlom Art Week งานชิ้นนี้พิเศษมาก เพราะเราถ่ายภาพเอง ถือชิ้นงานขึ้นไปบนท้องฟ้า ใช้แค่มือถือกับขาตั้ง แต่ผลลัพธ์ที่ได้กลับงดงามเกินกว่าที่คิดไว้ ท้องฟ้าสีพาสเทลที่อยู่ข้างหลัง มันเข้ากับโทนหวานของชิ้นงานพอดี ทำให้ภาพออกมาดูสดใส ฟูเบา ๆ แล้วก็เหมือนกำลังเบ่งบานอยู่
นี่เป็นผลงานชิ้นแรกที่เราขายได้จากการแสดง แล้วคนที่ซื้อต่อก็ชอบมาก โดยเฉพาะสีสันที่หวานสดใส กับลูกเล่นที่สามารถเปลี่ยนรูปฟอร์มของงานได้เอง แค่ใช้แปรงหวีจัดเส้นใยใหม่ ชิ้นนี้เลยทำให้คนเริ่มรู้จัก Prem.artistic มากขึ้น ทั้งจากโซเชียลแล้วก็ในงานแสดง เหมือนเป็นจุดพีคแรกของการเติบโตของเราเลย
The Meadow of Freedom — อิสระในตัวตนผ่านแรงบันดาลใจจากเพลง
ผลงานชิ้นนี้ได้แรงบันดาลใจจากเพลง Pink Pony Club ของ Chappell Roan เป็นเพลงที่พูดถึงพื้นที่ที่เราสามารถเป็นตัวเองได้เต็มที่ โดยไม่ต้องกลัวการถูกตัดสิน เราเลยสร้างผลงานที่พูดถึงพื้นที่ปลอดภัยของตัวตน เป็นเหมือนทุ่งหญ้าแห่งอิสระ ที่เราให้สีแล้วก็อารมณ์เป็นตัวนำ
ความพิเศษคือ เพื่อนชาวมาเลเซียเคยบอกเราว่า ผลงานชิ้นนี้มันคือตัวเราเลย มันคือเปรมจริง ๆ คำพูดนั้นทำให้เรารู้สึกว่า สี อารมณ์ แล้วก็พลังในงาน มันสะท้อนตัวตนของเราออกมาตรง ๆ แล้วมันก็ทำให้เราเชื่อมั่นมากขึ้นว่า ไม่ว่าเราจะอยู่ที่ไหน เราก็สามารถสร้างพื้นที่ของตัวเองขึ้นมาได้เสมอ
Midnight Bloom — ความเหงาที่ผลิบานเป็นสิ่งใหม่
นี่คือผลงานที่ใหญ่ที่สุดเท่าที่เราเคยทำ แล้วมันก็เกิดขึ้นในช่วงที่เรากำลังสับสนกับเส้นทางอาชีพของตัวเองพอดี เป็นช่วงเวลาที่เราได้ทบทวนตัวเอง ถามใจตัวเอง แล้วก็อยู่กับความเหงาแบบลึก ๆ landscape กลางคืนของงานชิ้นนี้ มันเต็มไปด้วยความคิดที่ค่อย ๆ โผล่ขึ้นมาทีละนิด เหมือนดอกไม้ที่กำลังบานอยู่ในความมืด แล้วก็มีพลังบางอย่างของการเปลี่ยนผ่านอยู่ในนั้น
เราไม่ได้อยากให้คนดูรู้สึกเศร้า แต่อยากให้รู้สึกว่า ในความเหงา มักจะมีอะไรใหม่กำลังจะเกิดขึ้นเสมอ Midnight Bloom เลยเป็นเหมือนการเติบโตในความมืด แล้วก็เป็นช่วงเวลาที่ทำให้เราได้ค้นพบตัวเองในฐานะศิลปินชัดขึ้นมาก
Softness of Solitude — ความอ่อนโยนของการอยู่กับตัวเอง
ชิ้นนี้เราภูมิใจมาก เพราะเป็นครั้งแรกที่เราได้ลองรูปฟอร์มใหม่ ๆ โดยหยิบแรงบันดาลใจมาจากดอกไม้ประดิษฐ์แบบดอกยิบโซ ที่เราเคยทำตอนสมัยเรียนกับงานคราฟต์ เราลองทำดอกไม้จากเศษผ้า แล้วเอาไปวางบนพื้นที่สีพื้น เหมือนดอกไม้เพียงดอกเดียว ที่อยู่ท่ามกลางพื้นที่ว่างกว้าง ๆ
สีของพื้นที่ มันเปลี่ยนอารมณ์ของงานไปเลย อย่างพื้นสีแดงให้ความรู้สึกโกรธ หรือร้อนแรง พื้นสีเทาให้ความรู้สึกเหงา พื้นสีฟ้าให้ความรู้สึกมีความสุข ส่วนพื้นสีเขียวให้ความรู้สึกสดชื่น แล้วก็มีชีวิตชีวา งานชิ้นนี้ เราอยากสื่อว่ามนุษย์ทุกคนมีอารมณ์หลากหลาย แล้วเราก็ต้องอยู่กับมันให้ได้ เหมือนดอกไม้ดอกหนึ่ง ที่ยืนอยู่ท่ามกลางพื้นที่สีต่างกัน แล้วก็สะท้อนความรู้สึกของตัวเองไปตามพื้นที่ที่มันกำลังอยู่
สำหรับใครที่อยากลองเดินทางไปสัมผัสกับโลกแห่งสิ่งทอที่ยังคงเติบโตและเบ่งบานของเปรม ก็สามารถไปติดตามผลงานและเรื่องราวบทต่อไปของเปรมได้ทาง Instagram: https://www.instagram.com/prem.artistic/




