ท่ามกลางกระแส Gen Z รับจบ ที่กำลังไวรัลในทุกวงการ เหมือนว่า พื้นที่อย่าง ‘คลังกลางพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ กรมศิลปากร’ จะไม่ได้รับผลกระทบจากเทรนด์นี้สักเท่าไร ไม่ใช่เพราะที่นี่ไม่มี Gen Z ในทางตรงกันข้าม ที่นี่กำลังขับเคลื่อนไปด้วยคนกลุ่มนี้เลยต่างหาก และที่พิเศษไปกว่านั้น คือคนรุ่นใหญ่เองก็ไม่ต่อต้าน และอยากผลักดันไอเดียของพวกเขาให้เป็นไปได้มากที่สุดอีกด้วย
ในฐานะสถานที่เก็บรักษาโบราณวัตถุและศิลปวัตถุสำคัญของประเทศ คลังกลางฯ ยังทำหน้าที่เป็น Visible Storage ที่พร้อมเปิดพื้นที่ให้ประชาชนคนทั่วไปสามารถเข้ามาเห็นโบราณวัตถุของจริงได้ ผ่านการนัดหมาย และมีเว็บไซต์ให้ความรู้เกี่ยวกับโบราณวัตถุในคลัง ที่เราสามารถเข้าไปสืบค้นโบราณวัตถุต่าง ๆ เพื่อหาข้อมูลได้ และสิ่งที่ได้รับความสนใจสุด ๆ จากสาธารณชน จนต้องจัดกิจกรรมถึงสองรอบ ก็คือกิจกรรม Mini talk & Exhibition หัวข้อ ‘โบราณวัตถุในพิธีกรรมความตาย’ ที่แสดงให้เราเห็นพลังของ Gen Z และการร่วมใจระหว่างรุ่นใหม่กับรุ่นเก๋าในคลังกลางฯ อย่างชัดเจน เพราะเมื่อเรามองไปยังรายชื่อสปีกเกอร์ทั้งหมดของกิจกรรมนี้ ทุกคนล้วนเป็นทีมภัณฑารักษ์และผู้ช่วยภัณฑารักษ์รุ่นใหม่ของคลังกลางฯ ทั้งสิ้น
นอกเหนือจากโปรเจกต์ใหม่ ๆ อีกสิ่งหนึ่งที่ทำให้เราสังเกตได้ว่า ทิศทางของคลังกลางฯ เริ่มมีการปรับเปลี่ยนให้ร่วมสมัยมากขึ้น ก็คือ สไตล์คอนเทนต์บนหน้าเพจหลักของคลังกลางฯ ที่มีความวัยรุ่นวัยใจ เช่น คลิปวิดีโอเบื้องหลังการทำงานต่าง ๆ ของคลังกลางฯ ที่มีความจอยม่วนมากขึ้น รวมถึงคอนเทนต์อื่น ๆ ที่ปรากฏในช่องทางส่วนตัวของทีมงาน อย่าง การเล่าเรื่องหลอน ๆ ปนตลกในคลังกลางฯ จนมียอดผู้เข้าชมกว่า 300,000 ครั้ง บน Tiktok เป็นต้น
ด้วยแนวทางบนโลกออนไลน์ที่เปลี่ยนไป รวมถึงความฮอตของกิจกรรม Mini talk & Exhibition หัวข้อ ‘โบราณวัตถุในพิธีกรรมความตาย’ ที่ต้องจัดถึงสองรอบ (ทีมงานบอกว่า จริง ๆ ตั้งใจจัดแค่รอบเดียว) ตามคำเรียกร้องของประชาชน GROUNDCONTROL เลยอยากเดินทางไปทำความรู้จักกับคลังกลางฯ ผ่านสายตาคนรุ่นใหม่ Gen Z ที่กำลังเข้ามารันพื้นที่นี้อย่างเต็มกำลัง
และหลังจากที่เราติดต่อไป ทางทีมคลังกลางฯ อย่าง พี่หนิง - กัญณศมนต์ ภู่ธรรม ภัณฑารักษ์ชำนาญการพิเศษ ผู้ดูแลคลังกลางพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ก็ให้การสนับสนุนพวกเราอย่างเต็มที่ พร้อมส่งสองตัวแทนทีมภัณฑารักษ์และผู้ช่วยภัณฑารักษ์รุ่นใหม่ อย่าง ‘พลอย - พลอยไพลิน ปุราทะกา’ (ภัณฑารักษ์) และ ‘มิ้งค์ - ศศิกานต์ ค้าขาย’ (ผู้ช่วยภัณฑารักษ์) มาพูดคุย และพาเราไปทำความรู้จักกับการทำงานของชาวคลังกลางฯ ที่จะทำให้เราเข้าใจถึงกระบวนการคิดและวิธีการทำงานของภัณฑารักษ์แบบอินไซด์ ซึ่งทั้งสองคนให้คำนิยามสั้น ๆ ไว้ว่า คนที่จะสนุกกับการทำงานแบบนี้ อย่างน้อย ๆ ต้องเป็นคน “อยากรู้เรื่องของคนอื่น” และ “ขี้สงสัย” เข้าไว้
ตามมาหาคำตอบกันว่า นอกจากจะต้องจัดการกับโบราณวัตถุจำนวนมหาศาล ชาวคลังกลางฯ เขายังมีไซด์เควสระหว่างวันแบบไหนรออยู่อีกบ้าง แล้วฝ่าความท้าทายประจำวันกันได้อย่างไร มาหาคำตอบกัน!
หนึ่งวันของภัณฑารักษ์และผู้ช่วยภัณฑารักษ์ ที่ คลังกลางฯ เมื่อการทำงานมีมากกว่าการจดบันทึก
GC: อยากให้ทั้งสองคนแนะนำตัว และช่วยเล่าถึงจุดเริ่มต้นที่ทำให้สนใจมาทำงานที่คลังกลางฯ หน่อย
พลอย: สวัสดีค่ะ พลอย - พลอยไพลิน ปุราทะกา นะคะ เราเรียนจบจากคณะโบราณคดี สาขา ประวัติศาสตร์ศิลปะ มหาวิทยาลัยศิลปากร ปัจจุบันทำงานที่คลังกลางฯ ในฐานะภัณฑารักษ์ค่ะ สำหรับจุดเริ่มต้นที่ทำให้เราได้เข้ามาทำงานในตำแหน่งนี้ เริ่มตั้งแต่เราเรียนจบใหม่ ๆ เลยค่ะ พอเรียนจบปุ๊ป ก็เห็นว่าที่นี่เปิดรับสมัครผู้ช่วยภัณฑารักษ์อยู่พอดี พอเราดูรายละเอียดงานแล้ว มันก็ค่อนข้างตรงกับสาขาประวัติศาสตร์ศิลปะที่เราเรียนมาพอสมควร ก็เลยลองมาสมัครดู และหลังจากทำงานที่นี่ได้ประมาณหนึ่งปี เราก็ตัดสินใจสมัครสอบในตำแหน่งภัณฑารักษ์ ของกรมศิลปากร ซึ่งก็สอบได้ และได้ทำงานในตำแหน่งภัณฑารักษ์ที่นี่ต่อเลยค่ะ
มิ้งค์: ส่วนหนูชื่อ มิ้งค์ - ศศิกานต์ ค้าขาย นะคะ จบจากคณะโบราณคดีเหมือนกัน แต่มาจากสาขาโบราณคดีค่ะ ตอนนี้ทำงานในตำแหน่งผู้ช่วยภัณฑารักษ์ สำหรับจุดเริ่มต้นในการมาทำงานที่นี่ของหนู มาจากการบอกต่อ ๆ กันของรุ่นพี่ เหมือนอาจารย์เป็นคนติดต่อมาเองเลยว่า สนใจมาทำงานที่นี่ไหม มีตำแหน่งนี้ว่างอยู่นะ อยากลองทำงานสายนี้ดูไหมล่ะ อะไรแบบนี้ ระหว่างนั้นเราก็ถือว่า เรียนจบแล้วแหละ แค่ยังอยู่ในระหว่างปั่นเล่มธีสิสเฉย ๆ พอจังหวะมันมา หนูก็เลยอยากลองเข้ามาทำดูค่ะ
เครดิตภาพ: คลังกลางพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ กรมศิลปากร
GC: เมื่อนึกถึงคลังกลางฯ คิดว่าคนจะนึกถึงที่นี่ในฐานะสถานที่แบบไหน
พลอย: ในมุมมองของเราเอง รู้จักที่นี่ครั้งแรก ตอนถามรุ่นพี่ที่เข้ามาทำงานก่อนหน้า เขาอธิบายว่าเป็นสถานที่ดูแลโบราณวัตถุที่เราเคยเรียนหรือเคยไปทำค่ายของคณะโบราณคดี คือ ถ่ายรูป ทำทะเบียนโบราณวัตถุอะไรพวกนี้ เราก็มองว่าคลังกลางฯ น่าจะเป็นพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติอีกแห่งหนึ่ง คงจะได้เห็นโบราณวัตถุเยอะๆ แต่นึกภาพไม่ค่อยออกว่าจะเป็นยังไง แต่พอเข้ามาทำงานจริงๆ ก็รู้เลยว่า ที่นี่แตกต่างจากพิพิธภัณฑ์ที่เราคุ้นเคยโดยสิ้นเชิง เพราะที่นี่เน้นกระบวนการหลังบ้านเป็นหลัก มากกว่าการจัดแสดงในนิทรรศการให้คนเข้าชม
มิ้งค์: ส่วนของหนูจะนึกเป็นคีย์เวิร์ดเลยค่ะ ถ้าเป็นคนภายนอกมองเข้ามา เขาจะนึกถึงคำว่า คลังโบราณวัตถุ คือเป็นที่เก็บของจำนวนมาก ๆ แต่ถ้าเป็นมุมของเด็กโบราณคดี จะมองว่าเป็นพื้นที่จัดการหลังบ้าน คืออยากเข้ามาดูว่า หลังจากขุดค้นมาแล้ว วัตถุถูกเก็บยังไง อนุรักษ์ยังไง ทำยังไงให้มันอยู่ได้ยาว ๆ เพราะปกติที่เรียน เราอาจจะจบแค่ในแล็บ พอเก็บใส่กล่องก็จบแล้ว แต่ที่นี่คืออยากมาเห็นของจริงว่าเขาจัดการกันยังไง
พลอย: ใช่ค่ะ ถ้าเป็นคนในแวดวง อย่างนักเรียนประวัติศาสตร์ หรือคนที่คลุกคลีกับพิพิธภัณฑ์ เขาจะพอรู้แล้วว่ามาคลังกลางฯ เพื่อดูเบื้องหลัง เช่น ระบบจัดเก็บ การทำทะเบียน งานขนย้าย หรือกระบวนการทั้งหมดของโบราณวัตถุ แต่ถ้าเป็นคนทั่วไป จากคอมเมนต์ที่เราเห็น หลายคนยังเข้าใจว่าที่นี่เป็นพิพิธภัณฑ์ขนาดใหญ่ ที่น่าจะเข้าไปเดินดูของได้เยอะ ๆ แบบเปิดโล่ง ก็จะมีคำถามประมาณว่า ขอเข้าไปดูข้างในได้ไหม หรือ เดินดูของทั้งหมดได้หรือเปล่า ซึ่งจริง ๆ แล้วลักษณะของที่นี่จะไม่ใช่แบบนั้นค่ะ
เครดิตภาพ: คลังกลางพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ กรมศิลปากร
GC: อยากให้ช่วยขยายความเรื่องที่คลังกลางฯ แตกต่างจากพิพิธภัณฑ์ทั่วไป แตกต่างอย่างไร แล้ว Visible Storage คืออะไร
พลอย: สิ่งที่แตกต่างกันคือ พิพิธภัณฑ์ทั่วไปจะเน้นการจัดแสดงให้คนเข้ามาดู แต่คลังกลางฯ เป็นพื้นที่จัดเก็บโบราณวัตถุเป็นหลัก ความปลอดภัยเลยต้องมาก่อน ยิ่งเป็นสถานที่จัดเก็บด้วยก็ยิ่งต้องเข้มงวดขึ้นไปอีก เพราะมีทั้งวัตถุที่เปราะบาง และบางชิ้นก็เกี่ยวข้องกับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศหรือข้อจำกัดด้านการขนย้าย เลยไม่สามารถเปิดให้เข้าชมแบบอิสระได้เหมือนพิพิธภัณฑ์
ส่วน Visible Storage ในที่นี้ หมายถึงการพยายามทำให้คลังมองเห็นได้มากขึ้นในเชิงข้อมูลค่ะ คือแม้คนจะไม่ได้เข้ามาเห็นของจริงทั้งหมด แต่สามารถเข้าถึงข้อมูลโบราณวัตถุผ่านระบบออนไลน์ได้ เพราะจริง ๆ เรามีระบบฐานข้อมูลหลังบ้านอยู่แล้ว ใช้สำหรับลงทะเบียนวัตถุ เช่น ลักษณะ ขนาด ประวัติ หรืออายุสมัย เพื่อควบคุมจำนวนและป้องกันการสูญหาย แต่เดิมข้อมูลพวกนี้จะอยู่แค่ในทีมงาน พอมีแนวคิด Visible Storage ก็เลยพัฒนามาเป็นฐานข้อมูลสำหรับสาธารณะ ให้คนทั่วไปสามารถค้นหาและดูข้อมูลเบื้องต้นของวัตถุได้
ทีนี้ผู้บริหารก็อยากให้มันมากกว่านั้น ไม่ใช่แค่ข้อมูลพื้นฐานอย่างเจอที่ไหน อายุเท่าไร แต่ควรมีการให้ความรู้เพิ่มเติมด้วย เช่น บริบททางประวัติศาสตร์ รูปแบบศิลปะ หรือความนิยมในแต่ละยุค ตรงนี้แหละที่กลายเป็นงานรีเสิร์ชเชิงลึกที่เราต้องทำ
ถ้าเป็นวัตถุที่มีประวัติชัด เช่น ขุดพบจากแหล่งโบราณคดี เราก็สามารถไปค้นต่อได้จากเอกสาร งานวิจัย หรือฐานข้อมูลต่าง ๆ แต่ถ้าเป็นวัตถุที่ไม่มีประวัติ เช่น ของที่มีคนมอบให้ ก็จะยากขึ้น ต้องอาศัยการเทียบรูปแบบ ค้นจากหอจดหมายเหตุแห่งชาติ หอสมุดแห่งชาติ หรือสอบถามผู้เชี่ยวชาญเพิ่มเติม
GC: แล้วถ้าคนทั่วไปอยากเข้ามาดูโบราณวัตถุของจริงสามารถ Walk -in เข้ามาได้ทันทีเลยไหม หรือต้องทำอย่างไรบ้าง
พลอย: ที่นี่จะไม่สามารถเดินเข้ามาแล้วดูโบราณวัตถุได้เลยเหมือนพิพิธภัณฑ์นะคะ แต่ต้องมีการนัดหมายเข้ามาก่อนว่า จะเข้ามาวันไหน และเราจะต้องรู้ก่อนว่าอยากดูอะไร จากนั้นพวกเราจะจัดเตรียมโบราณวัตถุที่ผู้นัดหมายรีเควสมาจัดแสดงให้ดูค่ะ เช่น ถ้านักศึกษาสนใจหนังตะลุง เราก็จะถามต่อว่าอยากดูด้านไหน อยากเห็นตัวละคร รูปแบบศิลปะ เทคนิคการทำ หรือการอนุรักษ์ แล้วเราจะเลือกโบราณวัตถุที่เหมาะสมมาให้ศึกษาดังนั้น การนัดล่วงหน้าจะสำคัญมาก เพราะของในคลังมีจำนวนเยอะมาก ถ้าเดินเข้ามาเลยเราอาจเตรียมของให้ไม่ทัน
มิ้งค์: โดยปกติคนที่เข้ามาที่นี่มักจะมีอยู่สองกลุ่มหลัก ๆ ค่ะ กลุ่มแรกคือกลุ่มที่อยากมาดูระบบการทำงานหลังบ้าน เช่น การทำทะเบียน การจัดการคลัง ส่วนอีกกลุ่มคือคนที่มาดูโบราณวัตถุเฉพาะทาง อย่างห้องจารึกหรือห้องหิน จะมีนักวิชาการหรือพระภิกษุมาศึกษาค่อนข้างเยอะ
พลอย: แต่จริง ๆ เราเปิดกว้างนะคะ ถ้าใครสนใจก็สามารถติดต่อเข้ามาได้เลย ขอแค่คุยกันก่อนว่าอยากรู้เรื่องอะไร เราจะได้เตรียมข้อมูลและวัตถุให้ตรงกับความสนใจของเขามากที่สุดค่ะ
GC: เพื่อให้เห็นภาพการทำงานของคลังกลางฯ มากขึ้น ถ้าสมมติว่า ตอนนี้ทั้งสองคนต้องทำ Vlog One Day with me ในฐานะภัณฑารักษ์และผู้ช่วยภัณฑารักษ์ของคลังกลางฯ ทั้งสองคนจะเล่าบทบาทการทำงานของตัวเองยังไง
พลอย : One day with me หรอ? (หัวเราะ) งั้นของเราอาจจะต้องแบ่งเป็นสองพาร์ท เพราะตอนแรกเราเริ่มต้นการทำงานในตำแหน่งเดียวกับมิ้งค์เลย นั่นก็คือผู้ช่วยภัณฑารักษ์ ถ้าการทำงานในฐานะผู้ช่วยฯ อย่างแรกเลยพี่ ๆ จะสอนงานก่อน ให้เรารู้ว่าถ้าเราจะจัดการโบราณวัตถุชิ้นหนึ่งจะต้องมีกระบวนการอะไรบ้าง เช่น ทำความสะอาด เช็กขนาด ดูตำหนิ ถ่ายภาพ เขียนบรรยายลักษณะ บันทึกข้อมูลลงระบบ และยังต้องเพิ่มข้อมูลเชิงลึกลงไปในเว็บไซต์สำหรับให้ภาคประชาชนเข้ามาค้นหาด้วย อันนี้คือในแง่ภาพรวมนะคะ
ยังมีพาร์ทการทำงานในคลังด้วย โดยในส่วนนี้เราจะถูกแบ่งให้ไปอยู่ตามห้องต่าง ๆ และอยู่ภายใต้การดูแลของพี่ประจำห้อง เช่น ห้องผ้า ห้องเครื่องปั้นดินเผา ห้องไม้ ห้องเครื่องหนัง เป็นต้น อย่างตอนนั้นเราได้เข้าห้องเครื่องหนัง ก็จะรับผิดชอบในพาร์ทนี้เป็นหลัก ต้องจัดการ แยกประเภท จัดเก็บ เราเลยต้องศึกษาเนื้อหาเหล่านี้เพิ่มเติมเยอะมาก เพราะต้องดูให้เป็น และหลายอย่างเป็นสิ่งที่เราต้องมาเรียนรู้หน้างานอีกทีค่ะ
พอเราก้าวขึ้นมาเป็นภัณฑารักษ์ งานรูทีนเหล่านี้จะเริ่มลดลงแล้ว เพราะเป็นหน้าที่ของน้อง ๆ มากกว่า ส่วนเราก็ต้องไปทำงานเพิ่มเติม คือ จัดทำบทนิทรรศการที่ได้รับมอบหมาย การติดต่อประสานงานระหว่างหน่วยงาน ดูแลการเคลื่อนย้ายโบราณวัตถุตามสถานที่ต่างๆ ที่จะนำไปจัดแสดงนิทรรศการทั้งในและต่างประเทศ ทั้งหมดนี้เราจะต้องดูแลความเรียบร้อย การรับมอบ-ส่งมอบโบราณวัตถุ การบรรจุหีบห่อ ก่อนการขนย้าย การเช็คสภาพโบราณวัตถุ (condition report) เพื่อความปลอดภัยของโบราณวัตถุ เราต้องเดินทางบ่อยขึ้นเยอะ สิ่งที่เจอหน้างานและการตัดสินใจก็จะต่างจากการเป็นผู้ช่วยภัณฑารักษ์เลย
มิ้งค์ : คือรูทีนของหนูในฐานะผู้ช่วยภัณฑารักษ์ ก็จะเหมือนกับที่พี่พลอยพูดไปเลยค่ะ งั้นหนูขอเสริมข้อมูลเพิ่มเติมอีกหน่อยแล้วกันค่ะ อย่างที่พี่พลอยบอกไปว่า เราจะมีการแบ่งคนตามห้องต่าง ๆ เช่น ในคลังกลางฯ จะมีอยู่ 10 ห้อง แต่ละห้องก็จะมีทีมผู้ช่วยภัณฑารักษ์ประจำ และสังกัดอยู่กับภัณฑารักษ์ที่ดูแลห้องนั้น ๆ โครงสร้างการทำงานจึงเหมือนกับเครือข่ายย่อย ๆ ที่เชื่อมกันไป
หน้าที่หลักในแต่ละวัน ก็จะเป็นการดูแลโบราณวัตถุภายในห้อง ตั้งแต่รับวัตถุเข้าคลัง นำขึ้นห้อง จัดทำทะเบียน ถ่ายภาพ และบันทึกรายละเอียดต่าง ๆ เรียกได้ว่าเป็นเหมือนผีน้อยประจำห้อง ที่ทำงานวนลูปอยู่กับสิ่งเหล่านี้อย่างต่อเนื่อง แต่ไม่ได้ว่าอยู่ห้องไหนแล้วต้องอยู่ห้องนั้นเสมอไปนะคะ เราสามารถสลับสับเปลี่ยน หรือโยกย้ายคนมาเจอกันได้ แบบถ้าตอนนี้งานในห้องนี้เยอะกว่า เราก็จะแบ่งคนมาช่วยกัน
บางครั้งความวุ่นวายก็เกิดขึ้นตั้งแต่ขั้นตอนรับโบราณวัตถุเข้าคลัง เพราะวัตถุบางชิ้นมีวัสดุคล้ายกันมาก จนมีโอกาสปะปนกันได้ โดยเฉพาะเวลาที่ผู้ช่วยภัณฑารักษ์จากคนละห้องต้องมาช่วยงานร่วมกัน เช่น มี “ผีน้อย” สองคนอยู่ในห้องเดียวกันแต่สังกัดคนละห้อง ก็อาจจะมีจังหวะเอ๊ะ แบบ เอ๊ะ ของชิ้นนี้ต้องอยู่ห้องเรานะ ถ้าเจออะไรแบบนี้ก็ต้องแจ้งให้พี่หัวหน้าห้องรับทราบ และจัดการเคลียร์ของให้ถูกต้อง บรรยากาศการทำงานก็จะมีทั้งจริงจังและชุลมุนไปพร้อมกัน
นอกจากนี้ ยังมีงานบริการข้อมูลสำหรับผู้ที่ต้องการเข้ามาศึกษา หากมีการติดต่อเข้ามาทางเพจหรืออีเมล แอดมินจะรับเรื่องและส่งต่อไปยังภัณฑารักษ์ประจำห้อง จากนั้นพี่ภัณฑารักษ์ก็จะส่งต่อมายังผู้ช่วยภัณฑารักษ์อย่างเรา ๆ ที่อยู่หน้างาน เพื่อหาคำตอบ เพราะเราจะคุ้นเคยกับตำแหน่งการจัดเก็บของวัตถุต่าง ๆ ได้มากกว่า เข้าถึงโบราณวัตถุได้ทันที เลยหาคำตอบได้ พอได้คำตอบก็จะส่งข้อมูลกลับไปค่ะ
เครดิตภาพ: คลังกลางพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ กรมศิลปากร
โบราณวัตถุมาจากไหน? แล้วจริงหรือไม่ที่ทีมภัณฑารักษ์และผู้ช่วยภัณฑารักษ์ในคลังกลางฯ มักแยกของปลอมเก่ง
GC: ช่วยเล่าถึงที่มาที่ไปของโบราณวัตถุที่ต้องจัดการหน่อยได้ไหมว่า แต่ละอย่างมาจากที่ไหนบ้าง
พลอย: จริง ๆ แล้ว ที่มาของโบราณวัตถุในคลังมาจากหลายแหล่งเลยค่ะ ถ้าย้อนกลับไปก่อนช่วงปี 2500 ทุกครั้งที่มีการรับโบราณวัตถุ จะมีการประกาศลงในราชกิจจานุเบกษาหมดเลยว่า ได้รับมาจากที่ไหน โดยส่วนใหญ่ก็จะเป็นสิ่งของที่ได้รับพระราชทานมา อย่างช่วงที่พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จประพาสอินโดจีน ก็มีของเข้ามาเยอะเหมือนกัน หรืออย่างในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ก็มีอยู่ไม่น้อยค่ะ นอกจากนี้ก็ยังมีโบราณวัตถุที่เป็นของพิพิธภัณฑ์มาตั้งแต่ดั้งเดิม ซึ่งจะรวมถึงของพระราชทานที่ สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ เคยรับเข้ามาในสมัยที่ท่านดูแลด้านนี้ด้วย
อีกกลุ่มใหญ่เลยคือของที่ประชาชนมอบให้ แบบเยอะมาก โดยเฉพาะพวกเครื่องปั้นดินเผา จะเห็นบ่อยสุด ๆ นอกจากนี้ก็ยังมีหน่วยงานที่ส่งของมาให้เราดูแล เช่น กรมประชาสัมพันธ์ ที่เคยมีกล้องถ่ายรูปหรือกล้องวิดีโอรุ่นเก่า พอไม่ได้ใช้งานแล้วก็ส่งต่อมาให้เราเก็บรักษา
อีกส่วนหนึ่งคือของที่ได้มาจากการขุดค้นทางโบราณคดี ไม่ว่าจะเป็นสิ่งของจากคณะโบราณคดี หรือการดำเนินงานของทางกรมศิลปากรเอง หลังจากผ่านกระบวนการศึกษาแล้ว ชิ้นที่สมบูรณ์ก็จะถูกส่งเข้ามาเก็บในคลังเพื่อรอการจัดแสดง อย่างบางชิ้นก็เป็นวัตถุที่ค่อนข้างสวยและมีคุณค่า เช่น ไหหรือภาชนะโบราณต่าง ๆ
นอกจากนี้ก็ยังมีกรณีของวัตถุโบราณที่ได้มาจากการยึดจากการกระทำผิด เช่น การลักลอบนำเข้า – ส่งออกโบราณวัตถุผิดกฎหมาย ซึ่งจะเป็นหน้าที่ของศุลกากรหรือเจ้าหน้าที่ที่ตำรวจดำเนินคดีก่อน พอคดีสิ้นสุดแล้ว หากมีคำวินิจฉัยว่าวัตถุนั้นเป็นทรัพย์ของแผ่นดิน ก็จะถูกส่งต่อมาเก็บไว้ที่กรมศิลปากร และคลังกลางฯ ก็เป็นหนึ่งในจุดจัดเก็บหลักค่ะ
สุดท้ายก็คือโบราณวัตถุจากพิพิธภัณฑสถานทั่วประเทศ ถ้าบางที่พื้นที่จัดเก็บเต็ม หรือไม่มีคลังเพียงพอ เขาก็จะส่งโบราณวัตถุที่ไม่ได้จัดแสดง หรือไม่ได้อยู่ในนิทรรศการหมุนเวียนแล้ว มาฝากเก็บไว้ที่นี่ด้วยค่ะ
GC: แล้วคลังกลางฯ ต้องจัดการกับโบราณวัตถุทั้งหมดในคราวเดียวเลยหรือเปล่า
มิ้งค์: ขึ้นอยู่กับแต่ละปีค่ะ คือทุกปีงบประมาณใหม่ เราจะรู้อยู่แล้วว่า เราต้องจัดการกับโบราณวัตถุประมาณกี่ชิ้น พอทราบจำนวนแล้วก็จะมาจัดการกันว่า จะทำอย่างไรกับมัน เช่น บางทีโหลดงานก็จะไม่เท่ากัน บางปีจำนวนโบราณวัตถุที่เป็นเครื่องปั้นดินเผาเข้ามาเยอะมาก แบบปีนี้เข้ามา 10,000 ชิ้น เป็นเครื่องปั้นดินเผาไปแล้ว 5,000 ชิ้นอะไรแบบนี้ เราก็ต้องเพิ่มจำนวนคนเข้าไปจัดการกับสิ่งนี้เพิ่มขึ้นค่ะ
GC: ทำงานกับโบราณวัตถุเยอะขนาดนี้และต้องคอยแยกแยะจัดเก็บตลอดเวลา แปลว่า ทีมงานและทั้งสองคนน่าจะแยกของจริงหรือของปลอมออกแน่เลยใช่ไหม
มิ้งค์: (หัวเราะ) ข้อนี้แหละที่คนมักเข้าใจผิดเกี่ยวกับงานของพวกเรา แบบคิดว่า ถ้าเอามาให้ดูเราจะตอบได้เลย
พลอย: จริง ๆ เราไม่ได้แยกของจริงหรือของปลอมออกได้ในทันที แต่ต้องมาจากการตรวจสอบกับฐานข้อมูลที่มี ต้องบอกก่อนว่า ที่คลังจะมีทั้งของจริงและของทำเทียม เราจะแยกการทำทะเบียนคนละระบบกัน ของจริงก็แบบหนึ่ง ของทำเทียมก็อีกแบบหนึ่ง การที่มีทั้งสองอย่างอยู่ในที่เดียวกัน จริง ๆ แล้วช่วยคนทำงานมาก เพราะเราสามารถใช้เปรียบเทียบกันได้ แล้วของทำเทียมเองก็เอามาใช้ในกระบวนการศึกษาได้ด้วย เช่น การทดลองหรือการตรวจสอบบางอย่างที่เราไม่สามารถทำกับของจริงได้
แต่ถ้าเจอกับของที่ไม่มีข้อมูลอยู่เลย อันนี้เราก็ไม่สามารถฟันธงได้ แต่ในทางความรู้สึก บางทีเห็นปุ๊บมันก็จะมีเซนส์บางอย่างว่า อันนี้มีอะไรแปลก ๆ ก็จะขอทดสอบเพิ่ม พอพิสูจน์แล้วว่า เป็นของปลอม ก็กลายเป็นอีกหนึ่งเคสที่เราเก็บไว้เป็นตัวเปรียบเทียบในการทำงานต่อไปค่ะ
มิ้งค์ : แต่มันจะความท้าทายอย่างหนึ่งคือ บางทีเราเดินไปเช็กของแล้วรู้สึกเลยว่า เอ๊ะ อันนี้น่าจะปลอม (หัวเราะ) แต่พอเช็กจริง ๆ กลับกลายเป็นของแท้ก็มีค่ะ โดยเฉพาะบางชิ้นที่หน้าตามันดูใหม่เกินจนเราเผลอไม่เชื่อสายตาตัวเอง
พลอย: ใช่ค่ะ ถ้าเป็นโลหะก็จะตรวจสอบได้ง่ายขึ้นหน่อย เพราะเรามีเครื่องมือที่ใช้วิเคราะห์ได้ แต่ถ้าเป็นพวกเครื่องปั้นดินเผา อันนี้จะยากขึ้น เช่น มีครั้งหนึ่ง เราเคยพาน้อง ๆ ไปดูของจากการขุดค้นทางโบราณคดีใต้น้ำ ซึ่งเป็นวัตถุโบราณจากแหล่งเรือจมพนมสุรินทร์ คือตอนเห็นครั้งแรกทุกอย่างเหมือนใหม่มาก จนเราคิดว่าของทำใหม่หรือเปล่า แต่พี่ที่นั่นก็แบบว่า จะปลอมได้ยังไง เพิ่งขุดขึ้นมาสด ๆ จากไซต์งานเลย (หัวเราะ)
นี่เลยเป็นเหตุผลที่เราต้องอาศัยกระบวนการทางโบราณคดีเข้ามาช่วยอธิบาย เพราะถ้าในกรณีที่เป็นของที่ขุดขึ้นมาจากใต้น้ำ สภาพใต้น้ำบางอย่างมันช่วยรักษาโบราณวัตถุได้ดี ทำให้ของที่ขึ้นมาดูใหม่กว่าที่เราคิด ถ้ามองแค่ผิวเผิน หรือเทียบกับของที่เห็นได้ทั่วไปตามบ้านเรือน เราอาจคิดว่าเป็นของปลอมได้เลยด้วยซ้ำ สุดท้าย เราเลยไม่สามารถดูด้วยตาได้อย่างเดียว แต่ต้องดูทั้งที่มา กระบวนการขุดค้น การอนุรักษ์ และเอกสารประกอบทั้งหมด ถึงจะสรุปได้ว่าของชิ้นนั้นคืออะไรค่ะ
เครดิตภาพ: คลังกลางพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ กรมศิลปากร
คลังกลางฯ กับการอนุรักษ์เชิงป้องกัน ที่ไม่ใช่การซ่อม แต่มีไว้เพื่อให้ทุกอย่างอยู่ได้นานขึ้น
GC: แล้วที่นี่ต้องทำงานด้านการอนุรักษ์ด้วยไหม
มิ้งค์: (หัวเราะ) นี่ก็เป็นอีกหนึ่งความเข้าใจผิดที่คนส่วนใหญ่มองว่า คลังกลางฯ ทำงานด้านอนุรักษ์ด้วย คือจริง ๆ เราก็อนุรักษ์แหละ แต่ต้องอธิบายคำว่า อนุรักษ์ในที่นี้ให้เข้าใจตรงกันก่อน แบบว่า เราไม่ได้รับหน้าที่ซ่อมแซมสิ่งของหรือโบราณวัตถุนะคะ แต่เป็นการอนุรักษ์เชิงป้องกัน
GC: การอนุรักษ์เชิงป้องกันคืออะไร
มิ้งค์: การอนุรักษ์เชิงป้องกัน คือ การยืดระยะเวลาของโบราณวัตถุออกไปให้ได้นานที่สุด คือเราจะมีหน้าที่จัดเก็บโบราณวัตถุเหล่านั้นให้อยู่ในสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมแต่ไม่ใช่การซ่อมแซม จากนั้นเราจะคอยตรวจเช็กสภาพ เพื่อตรวจสอบว่า โบราณวัตถุชิ้นไหนชำรุดไหม จำเป็นต้องซ่อมหรือเปล่า ถ้าจำเป็นจริง ๆ แบบมีการแตกหักอะไรแบบนี้ เราก็จะส่งต่อนักวิทย์ ที่อยู่ตรงตึกใหม่ข้าง ๆ นี่แหละค่ะ ชื่อว่า ศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการอนุรักษ์ ที่มารับหน้าที่อนุรักษ์โบราณวัตถุ
เบื้องหลังโปรเจกต์ ‘โบราณวัตถุในพิธีกรรมความตาย’ และอีกสารพัดกิจกรรมสุดหลากหลายที่กำลังจะตามมา
GC: อยากชวนคุยเรื่องโปรเจกต์ Mini talk & Exhibition หัวข้อ ‘โบราณวัตถุในพิธีกรรมความตาย’ หน่อย ทำไมถึงอยากหยิบหัวข้อนี้ขึ้นมาคุยในช่วงนี้
พลอย: อย่างที่ทราบว่า ตอนนี้ประเทศของเรากำลังจะมีการจัดงานพิธีพระบรมศพ หัวข้อนี้เลยค่อนข้างได้รับความสนใจในสังคม บวกกับผอ.หนิงของเรามองว่า คลังกลางฯ ไม่ได้จัดกิจกรรมทอล์คมาสักพักแล้ว เลยคิดอยากจะจัดขึ้นเพื่อให้ความรู้กับประชาชนในช่วงนี้ เลยเป็นที่มาของการลิสต์รายการเก้าอย่างเกี่ยวกับพระบรมราชพิธีศพในประวัติศาสตร์ อาจจะเป็นของที่ใช้ในพระราชพิธีก็ได้ หรืออาจจะเป็นชิ้นที่ยังเป็นปริศนาอยู่ก็ได้ โดยคนที่เลือกของทั้งเก้าชิ้นก็คือเราเองค่ะ
GC: เห็นว่าสปีกเกอร์ของทั้งเก้าหัวข้อเป็นคนรุ่นใหม่ Gen Z หมดเลย
พลอย: ใช่ค่ะ ส่วนการมอบหมายว่า ใครจะได้ทำหัวข้ออะไรเนี่ย ฟีลเหมือนสุ่ม ๆ จิ้มวงล้ออะไรแบบนั้นเลย เหมือนเปิดรายการขึ้นมาปุ๊บก็เหมือนประมูลกันนิด ๆ ทุกคนต้องพร้อมสแตนด์บาย พูดได้เลย เพราะข้อมูลเรามีเก็บไว้แล้วในห้อง พอจิ้มได้ใครก็รับไปทำ เด็ก ๆ ในทีมก็มีประมาณสิบกว่าคน แต่หัวข้อมีแค่เก้าหัวข้อ บางคนก็ได้เลือกเอง อย่างมิ้งค์อยู่ห้องดินเผากับแก้วก็หยิบของตัวเองไปเลย ที่เหลือก็โดนจิ้มกระจายกันไป
มิ้งค์: ทีมเราส่วนใหญ่เป็นคนรุ่นใกล้ ๆ กัน เพิ่งเข้ามาทำงานด้วยกัน บรรยากาศก็จะเฮฮาหน่อย แล้วพอมีโปรเจกต์นี้ขึ้นมา ทุกคนก็รู้สึกว่าน่าสนุก แต่เอาจริง ๆ ตอนโดนจิ้มว่าจะได้หัวข้อไหน คือเครียดนะคะ เพราะพี่พลอยจิ้มแบบไม่รู้ตัวเลย จิ้มไปก่อน แล้วค่อยมาบอกทีหลังว่า อันนี้น้องรับนะ (หัวเราะ)
อย่างของหนูนี่ถือว่ายากมาก เพราะของคนอื่นเขาจะมีรายละเอียดเฉพาะตัว มีซิกเนเจอร์ให้เล่าได้ชัด แต่ของหนูเป็นแก้ว คือมันดูธรรมดามาก แถมข้อมูลก็มีนิดเดียว มีแค่ชื่อที่ติดอยู่ในป้ายกระดาษข้างใน เลยต้องมานั่งคิดต่อว่าจะเล่ายังไงดี โชคดีที่มีพี่คนก่อนเขาเคยเขียนบทความทิ้งไว้ หนูก็เอามาเรียบเรียงต่อ แล้วไปหาข้อมูลเพิ่ม จนกลายเป็นสตอรี่ที่เล่าได้ ถึงมันจะไม่ได้มีรูปแบบหรือรายละเอียดเฉพาะแบบของคนอื่น แต่เราก็พยายามหามุมเล่าที่เป็นเอกลักษณ์ของเราเอง
GC: คิดกันไหมว่ากิจกรรมนี้จะมีคนสนใจเยอะมาก จนต้องเปิดรอบสอง
พลอย: ไม่คิดเลยค่ะ ตอนแรกเพจเรายอดก็ปกติ ประมาณ 50–60 คนที่สมัครเข้ามา ต่อมาก็เริ่มขยับขึ้นเป็น 100–200 บางโพสต์อาจจะ 600–700 นั่นก็ถือว่าเยอะแล้ว แต่พอมีสื่ออย่าง The Cloud มานำเสนอ เราก็พอรู้ว่ามันน่าจะมีคนสนใจเพิ่มขึ้น แต่ไม่คิดว่าจะเยอะขนาดนี้
GC: แต่ทางคลังกลางฯ ก็ทำคอนเทนต์โปรโมทด้วยเหมือนกันใช่ไหม
พลอย: ใช่เลยค่ะ ตอนนั้นเราบอกมิ้งค์ว่า เรากำลังจะลงโปสเตอร์โปรโมทกิจกรรมนี้แล้วนะ มิ้งค์ก็บอกกลับมาว่า ไม่ได้พี่ เราต้องลงแบบวิดีโอก่อน ก็เลยจะเป็นตัววิดีโอเบื้องหลังการเตรียมงานนี้ค่ะ
มิ้งค์: ตอนนั้นมีเวลาในการทำคอนเทนต์น้อยมากค่ะ แบบใกล้จะเปิดลงทะเบียนแล้ว หนูเพิ่งรู้ตอนนั้นเลยว่า พี่ ๆ เขาเตรียมจะลงโปสเตอร์พรุ่งนี้แล้ว หนูเลยแบบไม่ได้ และขอพี่พลอยว่า ขอลงคลิปก่อนนะ แล้วค่อยปล่อยโปสเตอร์ เพราะเราอยากให้คนรู้ก่อนว่า ถ้ามาที่นี่เขาจะได้พบกับอะไร ไม่ใช่มารู้ทีหลังแล้วผิดหวัง บวกกับเราเสพคอนเทนต์มาเยอะ ก็เลยรู้ว่าถ้าทำคลิปให้คนรู้ว่า นาน ๆ เราเปิดทีหนึ่งนะกิจกรรมแบบนี้ แล้วมันจะดึงความสนใจคนได้มากกว่า
แต่ปัญหาคือเราแทบไม่มีฟุตเทจเลย แล้วในห้องคลังก็มีข้อจำกัด แบบว่า ห้ามถ่ายติดโบราณวัตถุ ทำให้ภาพที่ถ่ายได้ส่วนใหญ่จะเป็นพวกเราเดินทำงานกันเอง สุดท้ายมันเลยกลายเป็นไอเดียว่า “งั้นถ่ายเราแทนโบราณวัตถุก็ได้ ภาพที่ออกมาก็เลยดูเหมือนเล่น ๆ แต่จริง ๆ มันมาจากข้อจำกัดทั้งหมดนี่แหละค่ะ
พลอย: แล้วอีกอย่างที่เป็นกิมมิกคือ เราอยากให้คลิปมันสนุก ไม่อยากให้ ผอ. (พี่หนิง - กัญณศมนต์ ภู่ธรรม) ออกมาพูดเชิญแบบทางการ เลยเอาคลิปที่ ผอ. เคยตีลังกาไว้มาใช้ บอกน้องเลยว่าตัดยังไงก็ได้ แต่คลิปสุดท้ายต้องมีช็อตนี้นะ
มิ้งค์: ใช่ค่ะ บรีฟมีแค่นั้นเลย แบบทำยังไงก็ได้ แต่ต้องมีคลิป ผอ. ตีลังกา (หัวเราะ) สุดท้ายมันก็ออกมาเป็นคลิปที่คนจำได้ แล้วก็ช่วยให้โปรเจกต์นี้มีคนสนใจขึ้นมาจริง ๆ ค่ะ แต่เบื้องหลังคือบทที่หนูเขียนมา กับภาพตอนไฟนอลมันอาจจะสวนทางกันนิดหน่อย เพราะกว่าจะได้ทำคลิปคือเกือบเลิกงานแล้ว แล้วพี่ก็ชอบสั่งงานตอนใกล้เลิกจริง ๆ (หัวเราะ) แต่จริง ๆ ผอ.เขาตีลังกาได้ไม่สวยเท่าไร ก็เลยบอกว่า ตีลังกาใหม่ได้ไหม แต่สุดท้ายยังไม่ได้เราเลยเอามาทำเป็นรีเวิร์สค่ะ อย่างที่เห็นในตอนปิดคลิปเลย
GC: แล้วพอผลตอบรับมันออกมาว่า มีคนสนใจเยอะจริง ๆ จนต้องเปิดรอบสอง ทั้งสองคนคิดว่ายังไงกันบ้าง
พลอย: น้อง ๆ บอกว่า อย่าให้มีครั้งที่สอง พอครั้งที่สองมาจริง งั้นครั้งที่สามนี่ไม่ควรแล้ว (หัวเราะ) ล้อเล่นค่ะ คือจริง ๆ เราทำตามเสียงเรียกร้องที่ส่งเข้ามาทางอินบ๊อกซ์นี่แหละ เพราะพอคลิปมันแมสมาก ๆ ก็มีคนส่งข้อความเข้ามาถามเยอะมากเลยว่า เปิดรอบสองให้หน่อยได้ไหม ลงทะเบียนไม่ทัน
ก็เลยตัดสินใจถามพี่หนิงของเราว่า เอาไงดี โดยทางพี่หนิงเขาอยากเปิดรอบสองนะ เราเลยส่งไม้ต่อเลยว่า งั้นพี่อย่าถามหนู ต้องไปถามน้อง ๆ คนอื่นที่รับหน้าที่เป็นสปีกเกอร์ก่อนว่า จะโอเคกันไหม แต่ในใจคิดไว้แล้วว่า ถ้าน้องไม่โอเคกันก็น่าจะไม่ได้ไปต่อ เพราะคนพูดเก้าคนเป็นน้อง ๆ ไปแล้วแปดคน มีเราเป็นพี่คนเดียว สุดท้ายพี่หนิงเลยถามทุกคนอย่างจริงจังเลยว่า ถ้าจะเปิดรอบสองโอเคกันไหม อยากแลกกับอะไรดี น้อง ๆ ก็เลยต่อรองกันขำ ๆ ว่า งั้นต้องมีเลี้ยงนะ ซึ่งสรุปว่า โอเคกันหมด เลยได้รอบสองขึ้นมาค่ะ
GC: คิดว่าในอนาคตอยากทำโปรเจกต์แบบนี้อีกไหม ถ้าทำอยากทำแนวไหน
พลอย: จริง ๆ มีคิดกันต่อไว้แล้วค่ะ (หัวเราะ) อย่างที่เล่าไปก่อนหน้านี้เลยว่า โปรเจกต์เปิดบ้าน หรือ mini exhibition แบบนี้ อาจจะไม่ได้จัดบ่อยมาก เพราะเรายังมีงานรูทีน งานรับวัตถุ งานนิทรรศการ รวมถึงงานที่ต้องไปต่างประเทศ ซึ่งเกี่ยวกับการขนย้ายวัตถุด้วย พอที่นี่เป็นศูนย์กลาง มันก็เลยต้องเว้นระยะเป็นช่วง ๆ แต่ในแง่ของคอนเซ็ปต์หรือธีม เราเริ่มคิดต่อกันไว้แล้วค่ะ ว่าจะต่อยอดจากสิ่งที่คนสนใจ คือเรื่องไสยศาสตร์ ต้องให้มิ้งค์อธิบาย
มิ้งค์: วิชานี้เป็นวิชาใหม่ที่เกิดขึ้นมาหลังปรับหลักสูตร ของภาควิชาประวัติศาสตร์ท้องถิ่น ปัจจุบันวิชานี้ค่อนข้างฮิตในสาขาที่สนใจเยอะ แต่จะลงเรียนเป็นวิชาเลือกได้แค่เด็กในสาขานี้เท่านั้น แล้วพอเอาเรื่องนี้ไปเล่าต่อในคอนเทนต์ต่าง ๆ ทางโซเชียลมีเดียส่วนตัวว่า คณะนี้มีการสอนเรื่องการเขียนยันต์ด้วยนะ คนก็เลยสนใจกันเยอะมาก เพราะจริง ๆ มันเป็นเรื่องที่เรารู้กันในวงการอยู่แล้ว แต่คนทั่วไปเพิ่งได้เห็น เมื่อรวมกับความสนใจของคนดูที่อยากรู้เรื่องพระ เครื่องราง หรือของขลังต่าง ๆ มันเลยน่าจะเป็นธีมที่ดึงความสนใจได้ดี เพราะฉะนั้นถ้ามีโปรเจกต์ต่อไป ธีมไสยศาสตร์ก็น่าจะเป็นหนึ่งในตัวเลือกที่อยากทำค่ะ น่าสนใจมากเลยค่ะ (หัวเราะ)
คนทำงาน POV. เมื่อ Gen Z เริ่มรันคลังกลางฯ คนรุ่นเก๋าเลยดันหลัง
ส่องแนวทางการไปต่อในโลกยุคใหม่ ที่อยากให้เรื่องทางการเข้าถึงได้ และเข้าใจง่ายด้วย
GC: อีกหนึ่งสิ่งที่สังเกตได้คือ ท่ามกลางคอนเทนต์ที่จริงจัง เรารู้สึกว่าช่วงหลัง เพจคลังกลางฯ เริ่มสอดแทรกคอนเทนต์ที่ดูสนุกและเป็นกันเองมากขึ้น ไอเดียนี้เริ่มต้นจากใคร หรือเกิดขึ้นได้ยังไง
พลอย: ก่อนหน้านี้เพจเราจะค่อนข้างนิ่ง ๆ ตามสไตล์หน่วยงานราชการค่ะ ทั้งการสื่อสาร การตอบคำถาม แต่ช่วงหลังเราอยากลองอะไรใหม่ ๆ อยากให้มันสนุกและเข้าถึงคนมากขึ้น เลยให้น้องมิ้งค์เข้ามาช่วยทำคอนเทนต์ พอเริ่มทำปุ๊บ มันเหมือนหลุดจากกรอบเดิม แล้วก็กลายเป็นว่า แมสขึ้นมาเลย เลยเริ่มมีไอเดียโปรเจกต์อื่น ๆ ตามมาอีกเยอะ
GC: สัมผัสได้เลยว่า บรรยากาศการทำงานที่นี่ค่อนข้างวัยรุ่นอยู่พอสมควร อยากเล่าให้ฟังหน่อยว่าทีมทำงานกันยังไง
มิ้งค์: ถ้าอิงจากภาพที่คนเห็นกันในคลิป มันจะเป็นฟีลแกล้งกัน บูลลี่กันนิด ๆ คนก็เลยอาจจะงงว่า เอ๊ะ พวกนี้จริงจังกับงานไหมนะ แต่จริง ๆ มันเป็นแค่โทนของคอนเทนต์มากกว่า ตัวงานเรายังซีเรียสเหมือนเดิม (หัวเราะ) โดยคลิปพวกนั้นพวกเราทำกันเอง สกรีนกันเอง แต่ก่อนลงก็จะให้พี่หนิงดูก่อน เพราะเราปรับแก้กันตลอด บางทีคือส่งให้รับทราบว่าหนูจะลงแล้วนะ พี่โอเคใช่ไหม เพราะมันก็มีเส้นบาง ๆ อยู่เหมือนกัน
เพราะพอเราดูเล่นมากขึ้น บางคนก็จะรู้สึกว่า เอ๊ะ น่าเชื่อถือไหม แต่หนูมองว่ามันทำให้เกิด movement อย่างหนึ่ง คือเด็กเริ่มเห็นว่าสายวัฒนธรรมมันมีพื้นที่ มีทางเลือก แล้วในมุมของผู้ใหญ่เอง เขาก็เริ่มเห็นว่า เออ มันมีเด็กรุ่นใหม่เข้ามาทำงานด้านนี้ ไม่ใช่แค่ภาพจำเดิม ๆ ที่ต้องเป็นผู้เชี่ยวชาญรุ่นใหญ่เท่านั้น
GC: เหมือนว่าจะไม่ใช่แค่เพจคลังกลางฯ แต่มิ้งค์ยังเปิดช่องส่วนตัวที่แชร์เรื่องราวของคลังกลางฯ รวมถึงชีวิตการเรียนในคณะโบราณคดีด้วยใช่ไหม ในนามช่อง ‘เด็กชายมิ่ง ป.2/1’
มิ้งค์: จริง ๆ จุดตั้งต้นการทำคอนเทนต์ของหนู มันมาจากตอนเรียนโบราณคดีเลยค่ะ หนูไม่ได้คิดว่าจะต้องเป็นภัณฑารักษ์แบบตรง ๆ แต่หนูโตมาในพื้นที่ที่รู้สึกว่า หน่วยงานอย่าง กรมศิลปากร กับชาวบ้านไม่ค่อยเข้าใจกัน เมื่อพูดถึงเรื่องการจัดการโบราณวัตถุ แต่หนูสังเกตได้ว่า ท่ามกลางความไม่เข้าใจกัน จะมีอยู่ช่วงเวลาหนึ่งในทุก ๆ ปีที่ชาวบ้านได้เข้ามามีส่วนร่วม เช่น งานเทศกาลที่เอาเรื่องเล่า ตำนาน หรือภาพสลักมาทำเป็นขบวนแสดง เป็นละคร เป็นแสงสีเสียง ซึ่งคนดูภูมิใจมาก หนูเลยรู้สึกว่า เอ๊ะ จริง ๆ มันเชื่อมกันได้นะ
อาจจะเป็นเพราะแบบนั้นหนูเลยอยากเข้ามาเรียนคณะโบราณคดี คือจะได้เป็นทั้งชาวบ้าน แล้วก็เป็นคนจากหน่วยงานรัฐซะเลย อยากเป็นตัวกลางที่ทำให้สองฝั่งเข้าใจกันมากขึ้น เพราะหลายครั้งความขัดแย้งมันเกิดจากการสื่อสาร อย่างเวลาลงพื้นที่ไปสำรวจหรือขึ้นทะเบียน บางแห่งก็ไม่เข้าใจ คิดว่าจะไปยึดของ ทั้งที่จริง ๆ เราไปเพื่อคุ้มครอง หนูเลยอยากเล่าเรื่องพวกนี้ในภาษาคนธรรมดา ให้คนเข้าถึงได้ง่ายขึ้น เพราะหลายครั้งความขัดแย้งมันเกิดจากการสื่อสาร
พลอย: จริง ๆ เราก็มีการเช็กกันภายในนะคะ สำหรับสิ่งที่น้องจะลงในช่อง คือน้องเขาจะส่งมาถามก่อนเสมอว่า คลิปนี้ลงได้ไหม ต้องเซ็นเซอร์อะไรหรือเปล่า มันเลยอยู่ในกรอบที่เราคุมได้
มิ้งค์: แล้วคลิปที่ไวรัลมากที่สุดในช่องเด็กชายมิ่ง ป.2/1 ดันกลายเป็นคลิปเล่าเรื่องผีค่ะ (หัวเราะ)
พลอย: ใช่ค่ะ แต่พอมองอีกมุม มันก็เป็นวิธีดึงความสนใจได้ดี เพราะคลังกลางฯ ไม่เหมือนพิพิธภัณฑ์ทั่วไป คนที่มาไม่ได้อยากฟังแค่วิชาการล้วน ๆ เวลาพาเดิน เราเลยต้องเล่าให้มีอรรถรสมากขึ้น มีทั้งข้อมูลจริง แล้วก็มีเกร็ด มีเรื่องเล่า หรืออะไรที่ทำให้คนอินไปกับมัน สุดท้ายมันคือการบาลานซ์ค่ะ เราเล่าในสิ่งที่คนอยากฟัง และแทรกสิ่งที่เราอยากให้เขารู้ไปพร้อม ๆ กันค่ะ
ถ้าอยากทำงานภัณฑารักษ์หรือผู้ช่วยภัณฑารักษ์สายจัดการโบราณวัตถุ ต้องเตรียมตัวอย่างไรบ้าง
GC: เหมือนว่าทั้งสองคน รวมถึงทีมงานส่วนใหญ่ของคลังกลางฯ จะจบจากโบราณคดีเป็นส่วนใหญ่ แต่จริง ๆ จำเป็นไหมที่จะต้องจบสายนี้เท่านั้น
พลอย: จริง ๆ แล้วภัณฑารักษ์จะแบ่งออกเป็นสองสายใหญ่ ๆ ค่ะ คือสายของกรมศิลปากร กับสายเอกชน เช่น แกลเลอรีหรือพิพิธภัณฑ์ร่วมสมัยอื่น ๆ ซึ่งถ้าเป็นฝั่งเอกชน ไม่จำเป็นต้องจบโบราณคดีก็ได้ค่ะ ขอแค่มีความสนใจและมีความรู้ในสิ่งนั้น ส่วนถ้าใครอยากเป็นภัณฑารักษ์ในกรมศิลปากร อันนี้จะต้องมีการดูเรื่องวุฒิด้วยค่ะ ถึงจะสอบเข้าได้ โดยส่วนใหญ่เลยจะต้องจบสายโบราณคดีหรือประวัติศาสตร์ศิลปะ เพื่อสอบเข้าในตำแหน่งนี้
GC: วิชาที่เรียนในคณะโบราณคดีสามารถเอามาใช้กับการทำงานในคลังกลางฯ ได้มากน้อยแค่ไหน แล้วพอมาเจอของจริงหน้างาน มันมีอะไรที่ต่างจากที่เรียนมาบ้าง
พลอย: ได้ใช้ในระดับหนึ่งค่ะ แต่ต้องบอกว่าตอนเรียนมันเป็นเหมือนการปูพื้นมากกว่า เช่น เรียนประวัติศาสตร์ศิลปะ เรียนว่ายุคไหนมีลักษณะยังไง แต่พอมาเจอของจริงหน้างาน มันไม่ได้มีแค่สิ่งที่เราเรียนมา อย่างในคลังกลางฯ มีทั้งเครื่องปั้นดินเผา ของใช้ในราชสำนัก หรือวัตถุอีกหลายประเภทที่เราไม่เคยเจอมาก่อน ก็ต้องมาเรียนรู้ใหม่หน้างานอีกที อย่างเราเรียนสายประวัติศาสตร์ศิลป์ ก็จะถนัดเรื่องรูปแบบ เช่น ดูแล้วบอกยุคสมัยได้ แต่บางอย่างอย่างเครื่องปั้นดินเผา หรือของก่อนประวัติศาสตร์ ก็อาจไม่ได้ลงลึกมากตอนเรียนเท่ากับสายโบราณคดีแบบมิ้งค์
มิ้งค์: นอกจากนี้ ถ้าเป็นสายโบราณคดีจะได้เปรียบตรงที่ถูกปูเรื่องการจัดการโบราณวัตถุมาโดยตรงค่ะ ทั้งการขุดค้น การดูแล การจัดเก็บ เพราะเวลาออกภาคสนามเราต้องทำสิ่งเหล่านี้อยู่แล้ว แต่ในขณะเดียวกัน เรื่องรูปแบบศิลปะ หรือการดูสไตล์ ก็อาจจะต้องมาเติมเองหน้างาน ต่างจากสายประวัติศาสตร์ศิลป์ที่เขาจะถูกฝึกเรื่องการดูรูปแบบ การจับลักษณะเด่นของวัตถุ เพราะสายโบราณคดีจะเน้นอีกแบบ คือ เน้นดูบริบทของพื้นที่ หรือไซต์ที่ขุด เช่น ถ้าขุดเจออะไรในพื้นที่หนึ่ง เราจะมีข้อมูลในหัวอยู่แล้วว่าพื้นที่นี้ควรมีอะไร โบราณวัตถุแบบไหนเป็นไปได้ หรือมีความเสี่ยงยังไงบ้าง
GC: สุดท้ายนี้อยากให้ทั้งสองคนทิ้งท้ายไว้หน่อยว่า สำหรับคนที่อยากทำงานสายนี้ สกิลไหนที่ภัณฑารักษ์หรือผู้ช่วยภัณฑารักษ์ที่ต้องจัดการกับโบราณวัตถุแบบนี้ต้องมีบ้าง
มิ้งค์: อย่างแรกเลย คือทุกคนต้องมีความอยากรู้เรื่องชาวบ้าน (หัวเราะ) คือความอยากรู้และขี้สงสัยนี่แหละที่ทำให้เราทำงานนี้ได้ดีขึ้นจริง ๆ
พลอย: เห็นด้วยเลยค่ะ สิ่งสำคัญคือ ความใส่ใจ และ ความช่างสังเกต เพราะเราต้องทำความรู้จักโบราณวัตถุแต่ละชิ้น เหมือนมันเป็นคนคนหนึ่งเลย ว่ามีที่มาเป็นยังไง แตกต่างกันยังไง
สามารถติดตาม คลังกลางพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ กรมศิลปากร หรือติดต่อเพื่อเข้าเยี่ยมชมได้ที่ https://www.facebook.com/centralstorageofnationalmuseums?locale=th_TH




