LOFT EYES จากออฟไลน์ สู่ลอฟท์อายส์ ร้านเสื้อผ้ามัลติแบรนด์ไทย ของไผ่–จิติวี และ มิ้ม–ชิดชนก

Post on 11 May 2026

ในยุคที่โลกออนไลน์ทำให้ทุกอย่างอยู่ใกล้แค่เอื้อม การช้อปปิ้งหยิบของใส่ตะกร้า ผ่านแอปส้ม บ้านฟ้า หรือบ้านดำ อาจกลายเป็นเรื่องง่ายดายแค่ปลายนิ้ว แต่ถึงอย่างนั้น ก็ยังมีบางแบรนด์ที่เชื่อว่า ‘ประสบการณ์จริง’ จากการเดินเข้าร้าน ไปเลือก ไปลองเสื้อผ้า และใช้เวลากับสิ่งที่ตัวเองชอบก็ยังคงเป็นอะไรที่โลกออนไลน์ไม่สามารถให้ได้

การได้สัมผัสเนื้อผ้า ลองสวมใส่จริง หรือแม้แต่การสับราวหาเสื้อผ้าตัวที่สปาร์กจอยขึ้นมาทาบดูหน้ากระจก อาจเป็นดีเทลเล็ก ๆ ที่ช่วยสร้างความมั่นใจได้มากกว่าการมองผ่านหน้าจอ ไผ่–จิติวี บาลไธสง และ มิ้ม–ชิดชนก สุจินพรัหม สองพาร์ทเนอร์ของ LOFT EYES เริ่มต้นทุกอย่างด้วยความเชื่อเรียบง่ายแบบนั้น

LOFT EYES เปิดตัวเมื่อปี 2024 ที่ทองหล่อ ในฐานะร้านขายเสื้อผ้ามัลติแบรนด์ที่ตั้งใจสนับสนุนดีไซเนอร์ไทย ผ่านการรวบรวมเสื้อผ้า กระเป๋า และแอ็กเซสเซอรีจากหลากหลายแบรนด์มาไว้ในที่เดียว

GROUNDCONTROL ชวนไปรู้จักตัวตนของ LOFT EYES ผ่านบทสนทนาของไผ่และมิ้ม ตั้งแต่จุดเริ่มต้น จุดยืนที่อยากพื้นที่ให้แบรนด์ไทย ไปถึงที่มาของชื่อลอฟท์อายส์ที่ได้มาง่ายจนงง รวมไปถึงอีกหลาย ๆ เรื่องเกี่ยวกับ LOFT EYES

จากลูกค้า สู่พาร์ทเนอร์

ถ้าถามว่าเรารู้จัก LOFT EYES ตั้งแต่เมื่อไหร่ ก็คงอาจตอบเวลาเป๊ะ ๆ ได้ไม่ชัดนัก แต่ถ้าถามว่า อะไรที่ทำให้จำ LOFT EYES ได้ คำตอบอาจเป็นเซนส์การถ่ายรูปหน้ากระจกที่ดูธรรมดา แต่ดันโดนเส้นสาวอินสตาแกรมเมอร์แบบเราสุด ๆ ภาพที่ดูเหมือนถ่ายเล่นลงสตอรีด้วยกล้องไอโฟน มุมเซลฟี่หน้าห้องลองเสื้อ บรรยากาศร้านสไตล์ลอฟต์ที่ผสมความดิบ เท่ และปูนเปลือย น่าจะเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้เราจำ LOFT EYES ได้ขึ้นใจ

ย้อนกลับไปก่อน LOFT EYES จะก่อตั้งในปี 2024 ไผ่กับมิ้มรู้จักกันในฐานะเจ้าของบ้านกับสถาปนิก “เรากับมิ้มรู้จักกัน เพราะตอนนั้นมิ้มกำลังหาอินทีเรียมาช่วยทำบ้าน แล้วพอได้ทำงานไปด้วยกันเรื่อย ๆ ก็ขยับมาเป็นเพื่อน และมาสู่การเป็นหุ้นส่วน”

“ตอนที่พี่ไผ่มาชวน เราตอบตกลงเพราะรู้สึกว่าเราอยากทำงานกับคนเก่ง คือสมมติว่าคนมาชวนเป็นเชฟ แล้วเขาเป็นเชฟที่เก่ง เราก็ทำ แล้วจริง ๆ พี่ไผ่มีความรู้รอบตัวเยอะมากนะ ถามได้ทุกเรื่อง แบบเขารู้ได้ไงกันนะ? ก็เลยคิดว่า เราคงไม่ลำบากแน่นอน ถึงจะเจอปัญหาอะไรเดี๋ยวพี่ไผ่คงหาทางแก้ให้” มิ้มเล่า ก่อนที่ไผ่จะเสริมว่า

“บอกตรง ๆ ว่า ตอนนั้นยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าจะทำอะไรด้วยกัน แต่มันประจวบเหมาะกับที่ตอนนั้นเรากำลังหาสเปซแถวทองหล่อเพื่อทำออฟฟิศ จนได้มาเจอตึกโรงงานยาเก่าซึ่งก็คือตึกคาอูลิน (LOFT EYES ทองหล่อในปัจจุบัน) คือเห็นแล้วชอบมาก มันสวยและแปลกตาดีก็ เลยตัดสินใจเช่าที่นี่ ตอนแรกคิดว่า หรือจะลองทำ Airbnb แต่พอคิดไปคิดมาก็เลยมาจบที่ร้านมัลติแบรนด์ ตอนนั้นในใจมีแอบคิดว่ามันจะช้าไปไหมสำหรับตลาดนี้ แต่ก็เอาวะ ‘เราว่าเราทำได้’” คิดง่าย ๆ แค่นี้เลย หลังจากนั้นก็เลยตัดสินใจลุยกันเลย”

DAY 1 ที่ไม่ได้ขายแค่เสื้อผ้า

เดย์วันของ LOFT EYES ไม่ได้เริ่มต้นแค่การนำแบรนด์เสื้อผ้ามาวางขาย แต่บนชั้นสองและสามของตึกเก่าที่ไผ่ชอบ ถูกแบ่งออกเป็นสามส่วน คือ หนึ่ง ร้านมัลติแบรนด์ที่รวมรวม 40 แบรนด์ไทยดีไซเนอร์มาจัดเรียงไล่เฉดสีอย่างสวยงาม สอง มุมขายหนังสือขนาดกะทัดรัด และสาม โชว์รูม JITIVI (จิติวี) แบรนด์เฟอร์นิเจอร์ของไผ่

จากวันนั้น LOFT EYES ค่อย ๆ เรียนรู้ เติบโต และพัฒนา จนกลายเป็นพื้นที่ที่แข็งแรงทั้งในฐานะร้านมัลติแบรนด์ที่สนับสนุนดีไซเนอร์ไทย และในฐานะคอมมูนิตี้ของคนทำงานสร้างสรรค์
หนึ่งจุดยืนที่ไผ่และมิ้มชัดเจนเสมอมาคือรู้ว่า ตัวเองกำลังมองหาและสนับสนุนอะไร “ความเป็น LOFT EYES อย่างแรกเลยคือต้องเป็นแบรนด์ไทย เราอยากสร้างคอมมูนิตี้ของดีไซเนอร์ไทยโดยที่ LOFT EYES จะเป็นแบ็กดรอปที่ดีของคอมมูนิตี้นี้ และไม่เคยจำกัดเลยว่า แบรนด์ที่เลือกจะต้องมีความเป็นเฟมินีนหรือมัสคูลีน แค่แต่ละแบรนด์รู้ว่าตัวเองทำอะไรอยู่เราว่า นั่นคือจุดแข็งที่ดีมาก” ไผ่อธิบาย

“85-90 เปอร์เซนต์ของลูกค้าเราคือชาวต่างชาติ เพราะฉะนั้นพิสูจน์ได้เลยว่าคุณภาพของแบรนด์ไทยก็ได้รับการยอมรับในหมู่ชาวต่างชาติ

“อีกอย่างเรารู้สึกว่า เรามีมาตรฐานในการคิวเรตแบรนด์ หลายครั้งที่เราได้ยินคนอื่นพูดกันว่า ถ้ามากรุงเทพฯ ก็จะปักหมุดมาที่นี่ เพราะเรามีแบรนด์ให้เลือกเยอะ อย่างมิ้มเขาก็จะดูเรื่องการหาแบรนด์ ติดต่อแบรนด์เอง แล้วพอหลัง ๆ มันฟูลทีมมากขึ้น น้อง ๆ ในทีมก็จะรู้ว่า เรากับมิ้มมองหาอะไรให้ร้าน มันเลยเข้าใจเซนส์กันง่ายขึ้น และทำงานกันเป็นทีมมากขึ้น

“แบรนด์ที่เราเลือกมาส่วนใหญ่เริ่มจากการที่เรามีคอนเนกชันอยู่แล้วด้วย” มิ้มเล่า “เราอยู่กับวงการแฟชั่นมาเกิน 10 ปี มีเพื่อน มีแบรนด์ที่รู้จักเยอะ แต่ไม่ใช่ว่าเราจะหยิบทุกอย่างมาวางในร้านทั้งหมดนะ แต่มันเริ่มจากการที่เราเลือกจากแบรนด์ที่ชอบ แบรนด์ที่เราใส่เอง เพราะพวกนี้เราจะรู้อยู่แล้วว่าคัตติ้งเป็นยังไง แต่สิ่งที่เราตั้งกฏไว้เลยคือ เราจะให้เวนเดอร์ส่งแคตตาล็อกมาให้เราเลือกก่อน แล้วเราจะจิ้มกลับไปว่า อันไหนเหมาะกับความเป็น LOFT EYES เพราะถ้าไม่ทำอย่างนั้น มันอาจจะไปชนกับแบรนด์อื่นที่วางขายในร้าน เราไม่อยากให้มันไปทับไลน์กัน”

LOFT EYES ตาถึง

ในความสัมพันธ์แบบคนรัก ระยะเวลาสองปีอาจเร็วเกินไปสำหรับการเริ่มต้นอะไรที่ใหญ่ขึ้นกว่าเดิม แต่สำหรับ LOFT EYES นี่อาจเป็นจังหวะที่ดีพอสำหรับการเติบโตและท้าทายตัวของไผ่และมิ้ม
สยามคือสนามใหม่ที่ทั้งไผ่ มิ้ม และทีมอีกหลาย ๆ คนกำลังสนุกและเหนื่อยไปในเวลาเดียวกัน แต่ความท้าทายนี้ก็ไม่ได้เป็นสนามใหม่เอี่ยมของพวกเขา “โชคดีที่เราเคยออกแบบร้านให้กับ Mitr มาก่อน แล้วเขาก็ชวนเรามาเปิดร้านเล็ก ๆ บนชั้นสาม ต้องขอบคุณทาง Mitr ด้วยที่ให้โอกาสเราได้มารู้ว่า พอจะมีคนชื่นชอบเราอยู่บ้าง มีกลุ่มลูกค้าที่สนใจก็เลยลองคุยกับมิ้มเรื่องมาเปิดสาขาที่สยาม

“จุดแตกต่างของสยาม นอกจากสเปซใหญ่แล้ว เราว่า มันคือการจัดผังร้าน แน่นอนว่า เรายังคงคอนเซปต์ความลอฟต์อยู่ แต่ถ้าสังเกตเราจะไม่ใช้การออกแบบ แบบ Open Plan เพราะเราอยากให้มันมีกล่องอะไรอยู่ตรงกลาง แล้วราวที่แขวนโชว์เสื้อผ้าก็จะอยู่ข้าง ๆ ให้ลูกค้าได้เดินเกาะขอบ แล้วไหลขึ้นไปเรื่อย ๆ เหมือนฟีลร้านโชห่วยที่ขนมของของใช้มันจะแขวนรอบ ๆ ร้าน อันนี้ก็เหมือนกันเลย

“เราอยากให้ลูกค้าได้เดินรอบร้าน ตรงกลางมันเลยเป็นห้องลองเสื้อ มีมุมที่เราเปิดให้แบรนด์ต่าง ๆ แวะมาจัดป๊อปอัป ร้านเรามันเรียบก็จริง เพราะเราอยากให้เสื้อผ้ากับคนเป็นสิ่งที่เคลื่อนไหวไปมาในร้าน และกลับไปสู่ความเป็นออฟไลน์ที่ให้คนได้มาเดินซื้อเสื้อผ้า เน้นปฏิสัมพันธ์จริง แล้วสุดท้ายมวลพวกนี้มันก็คือความเป็น LOFT EYES”

แบรนด์ In-house ครั้งแรก

LINE EYES แบรนด์เสื้อผ้า In-house ของ LOFT EYES ที่ไผ่และมิ้มวางแผนจะทำกันก่อนสาขาสยามซะอีก ซึ่งถ้าใครได้แวะไปเดินช้อปปิ้งที่สาขาทองหล่อก็จะแอบเห็นมุมเล็ก ๆ ข้างหน้าต่าง (เดินเข้าร้านจะทางอยู่ขวามือ) วางสปอยล์ให้เราได้หยิบเสื้อผ้าของ LINE EYES ไปแมทช์กับแบรนด์อื่น ๆ อย่างสนุก มิ้มเล่าว่า ไผ่เป็นคนต้นคิดที่อยากจะทำแบรนด์เสื้อผ้าของตัวเอง”

“ตอนแรกเราคิดว่า มีลอฟท์อายส์แล้ว ก็อยากมีลาบอายส์ แบบร้านขายลาบอะ เพราะเราชอบกิน (หัวเราะ) แต่คิดว่า ทำเสื้อผ้ามันน่าจะเร็วกว่าทำร้านลาบก็เลยลองให้มิ้มดูเรื่องภาพรวม ความสวยงาม การออกแบบต่าง ๆ เพราะมิ้มรู้จักความเป็น LOFT EYES อยู่แล้ว ซึ่งจริง ๆ LINE EYES เนี่ยเกิดก่อนสาขาสยามอีกที่เราวางแผนกันมา แล้วตอนนี้เราก็กำลังจะเตรียมทำคอลเลกชันสำหรับผู้ชายด้วย”

ซึ่งถ้าใครได้อ่านบทสัมภาษณ์นี้ ในตอนนี้ก็คงได้เห็นการเปิดตัว 01 2026 : Release คอลเลกชันเสื้อผ้าของสาว ๆ ที่ปล่อยมาแบบออฟฟิเชียลเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

โลกออฟไลน์ที่ออนไลน์ก็ให้ไม่ได้

มือถือหนึ่งเครื่อง และนิ้วมือที่พร้อมจิ้มเสื้อผ้าใส่ตะกร้า คงปฏิเสธไม่ได้ว่า ทุกอย่างในโลกออนไลน์มันช่างง่าย สะดวก และรวดเร็ว แต่สำหรับไผ่และมิ้ม สิ่งที่ออนไลน์ให้ไม่ได้เลยก็คือประสบการณ์บน ‘ชีวิตจริง’ ที่เกิดขึ้นระหว่างคน เสื้อผ้า และพื้นที่

ไผ่มองว่า การมีหน้าร้านอาจจะไม่ได้สำคัญขนาดนั้น (จริง ๆ ก็สำคัญอยู่) แต่สิ่งที่ทำให้เขาตัดสินใจทำออฟไลน์ส่วนหนึ่งเป็นเพราะคนรอบตัว “เราคิดว่า เหตุผลหลัก ๆ ที่เราอยากมีหน้าร้านเลยมันคือเรื่องชีวิตในทุกวัน คือพอเราเปิดออฟไลน์มันจะมีพนักงานของเราที่เรารู้สึกว่าน้องเราเก่งมาก ทีมเราเก่งมาก พวกเขามีความเป็นคนออฟไลน์เหมือนกับเรา ไม่ว่าจะเป็นน้องในทีมคอนเทนต์ หรือแม้แต่ช่างที่เป็นผู้รับเหมา เราสัมผัสได้อย่างนึงคือทุกคมีสัญชาตญาณในการใช้ชีวิตที่ดีมาก”

“ทุกวันนี้ที่ผ่านกันมาได้มันคือคนที่มีความเชื่อและความคิดเหมือนกัน เราไม่แน่ใจเหมือนกันว่า ถ้าสมมติวันนึงเราจะกลับไปออนไลน์เราไปกระโดดไปเป็นแบบไหน ยอมรับว่า ออนไลน์มันสะดวก แต่เราไม่ได้มองว่ามันคือคู่แข่ง อนาคตเราอาจจะกระโดดไปทำออนไลน์มากขึ้นก็ได้ ไม่มีใครรู้ แต่ตอนนี้คิดว่าออฟไลน์มันดีแล้ว”

มิ้มเสริม “ความเป็นออนไลน์กับออฟไลน์สำหรับเรา มันแล้วแต่คนสะดวก บางคนเข้ามาลองหน้าร้านแล้วกลับไปซื้อออนไลน์ก็มี และมันเข้าใจได้ แต่อย่างน้อยเขาได้เข้ามามีประสบการณ์กับเสื้อผ้า จับเนื้อผ้าที่หน้าร้าน ซึ่งส่วนใหญ่ลองแล้วก็จะซื้อเลย เล็งมาแล้วซื้อเลยเพราะมีของแล้วอะไรแบบนี้”

สิ่งที่ได้จาก LOFT EYES

สิ่งหนึ่งที่ไผ่และมิ้มมีเหมือนกันมาตั้งแต่วันแรกของ LOFT EYES คือความตั้งใจง่าย ๆ ว่า “เรากับพี่ไผ่คิดเหมือนกันคือทำให้มันดี คือเราไม่ได้เก่งเรื่องมัลติแบรนด์ขนาดนั้น แต่ทำแล้วก็ทำให้ดี คิดแค่นั้นเลย ถ้าวันนึงเปิดร้านลาบก็คงจะทำให้ดีเหมือนกัน”

สำหรับไผ่ การทำ LOFT EYES กลายเป็นอีกบทเรียนสำคัญที่ทำให้เขาค่อย ๆ ลดความเป็นตัวเองในเวอร์ชันเดิมลง โดยเฉพาะนิสัยความเป๊ะจากการเป็นสถาปนิก “สิ่งที่เราเรียนรู้จากธุรกิจนี้คือ ปกติเราจะทำทุกอย่างจากความเป็นสถาปนิกจัด ๆ ทุกอย่างจะต้องเป๊ะ มีระบบของมัน แต่พอได้ลองค่อย ๆ ลดความเป็นตัวเอง แล้วเพิ่มความมีชีวิตชีวาเข้าไปมันก็โอเคขึ้นนะ ยิ่งพอมีสาขาสยามขึ้นมาด้วย รู้สึกว่าอยากทำให้มันมีคุณภาพและเปิดกว้างมากขึ้น”

“พอทำธุรกิจพวกนี้ เราเจอปัญหาล้านแปด ที่รู้อย่างนึงคือไม่ต้องเครียดกับมันมาก มันไม่ใช่วันสิ้นโลก ทุกอย่างมันจะมีทางออก เมื่อก่อนเรากังวลมากจนกระทบคนในทีม พอมาคิดได้หลังจากอยู่กับมันมานานคือเดี๋ยวปัญหาพวกนี้มันก็จะผ่านไปเองแหละ” มิ้มทิ้งท้าย