เมื่อปีที่ผ่านมามีแคมเปญโปรโมตรองเท้าชุดหนึ่งกลายเป็นกระแสพูดถึงอย่างมาก ภาพถ่ายชุดนี้สะดุดตาด้วยคุณลุงรอยสักเต็มตัวกับท่าทางที่มั่นใจ และคุณยายที่ยิ้มอย่างอบอุ่น ทั้งคู่ถือรองเท้ารุ่นคอลแลบระหว่างแบรนด์อังกฤษ ‘STORY mfg’ กับสปอร์ตแวร์ญี่ปุ่น ‘ASICS’ นอกจากดีไซน์ของรองเท้าที่น่าสนใจแล้ว ภาพถ่ายชุดนี้ยังเป็นอีกหนึ่งเหตุผลที่ทำให้รองเท้าคู่นี้ถูกพูดถึงอย่างกว้างขวาง ด้วยสไตล์ที่เรียบง่ายและตรงไปตรงมา แฝงกลิ่นอายความเป็นไทยและความรู้สึกคุ้นเคยอย่างน่าประหลาดใจ ไม่ช้าไม่นาน ผู้ชมก็ได้ทราบว่าผลงานนี้เป็นฝีมือของช่างภาพไทย “หมิง–กันต์รพี โชคไพบูลย์” ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจ เพราะบรรยากาศของภาพถ่ายเปี่ยมล้นไปด้วย ‘ความไทย’ แบบที่ไม่ต้องประดิษฐ์ องค์ประกอบภาพเรียบง่าย กับรอยยิ้มที่จริงใจจากนายแบบและนางแบบที่เหมือนคุณลุงคุณป้าข้างบ้าน สิ่งเหล่านี้เป็นเอกลักษณ์ที่เราจะเห็นได้ในงานของคุณหมิง
ภายใต้นิยามที่หลากหลายของคำว่า ‘ความไทย’ เมื่อถ่ายทอดผ่านเลนส์ของคุณหมิง มันกลายเป็นความสนุก ความมันส์ และความแปลกในเชิงบวก แสงแฟลชช่วยเน้นความพิเศษที่ซ่อนอยู่ในความธรรมดา บางครั้งยังแฝงกลิ่นอายแฟนตาซีหรือไซไฟ ราวกับเป็นภาพเมืองไทยในเวอร์ชันไซเบอร์พังก์ การเลือกตัวแบบที่มีคาแรคเตอร์โดดเด่นและน่าสนใจ ผสมผสานกับองค์ประกอบอื่น ๆ ทั้งหมดทำให้เกิดสไตล์ที่กลมกล่อมและเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว ซึ่งไม่ปรากฏอยู่แค่ในงานโปรเจกต์ส่วนตัวของเขาเท่านั้น แต่ยังสะท้อนให้เห็นชัดเจนในงานคอมเมอร์เชียล ที่ยังคงรสชาติความสนุกสนานแบบไม่เจือจาง
เพื่อเข้าใจที่มาของความไทยในเชิงบวก เราจึงชวนคุณหมิงมาพูดคุยถึงเบื้องหลังของสไตล์ภาพถ่ายสุดมันส์ วิธีการทำงาน รวมถึงประสบการณ์ในการร่วมงานกับแบรนด์สุดเท่อย่าง STORY mfg นอกจากนี้ยังมีการแลกเปลี่ยนประเด็นเล็ก ๆ แต่สำคัญสำหรับคนทำงานสร้างสรรค์ โดยเฉพาะสำหรับผู้ที่มีโอกาสได้ร่วมงานกับลูกค้าหลากหลายประเภทและจากหลายประเทศ
• Story of ‘Kanrapee Chokpaiboon’ •
เรื่องราวของ ‘กันต์รพี โชคไพบูลย์’
ไม่ว่าจะพังก์หรือแปลกแค่ไหน ภาพถ่ายของคุณหมิงก็ไม่เคยส่งพลังงานเชิงลบออกมา และสิ่งนี้เองคือเสน่ห์สำคัญของงานเขา เราจึงถามอย่างตรงไปตรงมาว่าความรู้สึกเชิงบวกที่ปรากฏในงานทั้งหมดนี้ เป็นผลมาจากที่เขามองโลกในแง่บวกด้วยหรือไม่ ซึ่งเขาก็ตอบมันอย่างตรงไปตรงมาว่าตัวของเขาเองไม่ได้มองโลกในแง่บวกตลอดเวลา มีช่วงเวลาที่รู้สึกดาวน์ไม่ต่างจากคนอื่น ๆ เขาพยายามกลับมาสะท้อนตัวเองและเรียนรู้ที่จะปรับปรุงตัวเองให้ดีขึ้น เพียงแต่สิ่งที่เขาเลือกที่จะดู สิ่งที่เขาเลือกที่จะสะสม สิ่งที่เขาเลือกจะ ‘เสพ’ มักจะเป็นสิ่งที่ให้พลังบวกเป็นซะส่วนใหญ่
หมิง: “เวลาเราไปดูงานอื่น ไม่ว่าจะเป็นงานโฟโต้ นิทรรศการ หรือหนังสือโฟโต้บุ๊กที่เราสะสม เรามักเลือกหนังสือที่ดูแล้วให้ความรู้สึกจรรโลงใจ หรือมีวิชวลและดีไซน์ที่น่าสนใจ เราไม่ค่อยชอบหนังสือที่ทำให้รู้สึกเศร้าและหดหู่เท่าไหร่ ก็ไม่แน่ใจเหมือนกันว่ามันเกี่ยวกันไหม”
หากใครยังนึกภาพไม่ออก ภาพถ่ายของคุณหมิงจะเป็นภาพของคนทั่วไปที่เจอได้ตามท้องถนน เพียงแต่พวกเขามักจะมีคาแรคเตอร์ที่โดดเด่นจนถ้าเราเจอด้วยตัวเองก็คงต้องหันมอง เสริมด้วยการเน้นถึงรายละเอียดที่เป็นแหล่งที่มาของความพิเศษนั้น พระเครื่องจำนวนมากที่อยู่บนคอ สัตว์เลี้ยงแสนรักที่เกาะอยู่ที่ไหล่ซ้าย ทรงผมสีสันฉูดฉาด ที่สำคัญ คือแต่ละคนต่างมีสีหน้าและท่าทางที่ผ่อนคลาย พร้อมและภูมิใจที่จะนำเสนอตัวตนของพวกเขา
ตั้งแต่ที่คุณหมิงเริ่มเข้าสู่วงการในฐานะช่างภาพสตรีท จนถึงวันที่เขาก่อตั้งสำนักพิมพ์ Arc Press และ NOCK STUDIO โปรดักชันเฮาส์ของเขา เอกลักษณ์และสไตล์ที่โดดเด่นของเขาก็ไม่ได้หายไปเลย แม้จำนวนภาพถ่ายในแอคเคาท์ kanrapee.chock จะน้อยลงไปบ้าง ในทางตรงกันข้ามภาพถ่ายของเขาทั้งชัดเจนขึ้นและคมขึ้นจากประสบการณ์ที่ได้สั่งสมมา
หมิง: “สิ่งที่เราสนใจชัดเจนขึ้น และสิ่งที่เราตามหาก็เคลียร์ขึ้น แต่จริง ๆ ก็ยังชอบแบบเดิมนะ ถ่ายรูปแบบไม่ต้องคิดอะไร เดินไปถ่ายไป สนใจคอมโพสท์ เห็นซีนน่าสนใจแล้วก็กด มันสนุกมาก ตอนนี้ก็สนุกเหมือนกัน แต่เราต้องกลับมา ‘เลเยอร์’ ตัวเองว่า ภาพที่ถ่ายไปแล้วมันจะกลายเป็นอะไรต่อจากนี้ เช่น อาจกลายเป็นหนังสือ ทำเป็นซีน หรือพัฒนาเป็นนิทรรศการในอนาคต เราต้องพยายามนึกถึงปลายทางไปพร้อม ๆ กัน”
GC: ปกติมีความสนใจเรื่องอะไรบ้าง
หมิง: “เรามีความสนใจหลายอย่าง เช่น ประเด็นความเป็นไทย หรือพวกซับคัลเจอร์ อีกประเด็นหนึ่งก็คือเรื่องอวกาศ มนุษย์ต่างดาว งานของเราจึงมีทั้งความเป็นไทยและอีกพาร์ทที่มีความไซไฟ บางครั้งก็เอามาผสมกัน พยายามทดลองให้เกิดเป็นเทคนิคต่าง ๆ แต่ก็ไม่รู้จะนิยามมันยังไง เพราะสุดท้ายงานตอนนี้มันไม่ได้เป็นสตรีทแล้วก็ไม่ได้เป็นเชิงสารคดีซะทีเดียว บางชิ้นเหมือนสารคดีที่สร้างเรื่องราวขึ้นมา (Mockumentary) แล้วก็ออกไปถ่าย”
ความไซไฟดูเป็นเรื่องที่คุณหมิงจะสนใจมากเป็นพิเศษ ความเป็นมาของมนุษย์ต่างดาว อารยธรรมโบราณ หรือแม้กระทั่งทฤษฏีสมคบคิด ที่เขาบอกว่าถ้านำหลาย ๆ เรื่องมาเรียบเรียงกัน มันมีอะไรหลายอย่างที่เชื่อมโยงกันได้ สิ่งเหล่านี้ส่งผลต่อกระบวนการทำงานของเขาอย่างมาก การหยิบเรื่องราวพื้นบ้านมาเป็นแกนกลางการเล่าเรื่องของชุดภาพถ่าย หรือการสร้างสรรค์วิชวลของผลงาน เพราะภาพยนตร์ไซไฟมันพาจิตนาการของเราไปได้ไกล และคุณหมิงเองก็ถนัดในการหยิบยืมองค์ประกอบเหล่านั้นมาใช้ โดยเขายังได้แนะนำอนิเชมันเรื่องหนึ่งให้เราด้วย
หมิง: ‘Fantastic Planet’ (1973) ของ René Laloux ผู้กำกับฝรั่งเศส เรื่องราวเกิดขึ้นบนดาวดวงหนึ่งที่มีฮิวแมนนอยด์ตัวใหญ่จับมนุษย์มาเป็นสัตว์เลี้ยงและเป็นทาส มนุษย์พยายามเชื่อมโยงกันและต่อสู้เพื่อปลดปล่อยตัวเอง มันเจ๋งมากเลย แถมยังพูดถึงเรื่องเอนเนอจี้หรือพลังงานต่าง ๆ ด้วย น่าสนใจมาก ๆ”
ความสนใจที่เป็นเหมือนวัตถุดิบตั้งต้นสำคัญ ที่ทำให้ภาพถ่ายของคุณหมิงมีรสชาติที่พิเศษ เมื่อมันถูกผสมผสานกับความไทย ผลลัพธ์ที่ได้จึงมีความพิเศษและน่าสนใจ แม้จะไม่ได้มีการบัญญัติไว้อย่างชัดเจนว่าความไทยที่ว่ามันคืออะไรกันแน่ แต่เราเชื่อว่าหลาย ๆ คนคงมีนิยามให้กับมันที่คล้าย ๆ กัน ที่ทำให้เราพอจะเข้าใจคอนเซปต์ของความไทยได้ แต่เพื่อความชัวร์ เราจึงได้ถามคุณหมิงอีกครั้งว่าสำหรับเขาแล้ว “ความไทย” คืออะไร
หมิง: “เรานิยามความไทยว่าเป็นการ ‘ผิดที่ผิดทาง’ มันคือความครีเอทีฟแบบไทย ๆ เป็นการสร้างสรรค์ในสิ่งที่จำกัด หรือการจับคู่สิ่งต่าง ๆ แบบผิดที่ผิดทาง ยกตัวอย่างง่าย ๆ เช่น ทรานส์ฟอร์เมอร์ที่ไปอยู่ตรงวงเวียนอะไรแบบนั้น หรือเวลาเห็นเก้าอี้พัง ๆ แล้วเอามาประกอบใหม่โดยใช้วัสดุรอบตัว ทำให้กลายเป็นเก้าอี้อีกครั้ง”
GC: เป็นความคิดสร้างสรรค์ภายใต้ข้อจํากัด แต่ก็รู้สึกว่ามันจะสะท้อนสังคมไทยในเชิงการเมืองประมาณหนึ่ง
หมิง: “รูปของเราก็สะท้อนอะไรแบบนั้นอยู่เหมือนกัน อย่างในโปรเจกต์ ‘Raw Thai’ เราก็พยายามใส่ประเด็นตรงนั้นลงไป งานศิลปะหรืองานโฟโต้ก็อาศัยประสบการณ์ส่วนตัวของแต่ละคน บางคนมองรูปนี้อาจตีความไปถึงการเมืองหรือช่วงวัยของตัวแบบ แต่ละคนก็มีมุมมองไม่เหมือนกัน เรารู้สึกว่ามันน่าสนใจดี”
ตั้งแต่ความไซไฟมาจนถึงความไทย ความสนใจของช่างภาพล้วนมีผลต่อการทำงานและวิธีการนำเสนอ คุณหมิงใช้คำว่าถ้าอิมพอร์ตเข้าไปเยอะเราก็จะเอกซ์พอร์ตออกมาในงานของเรา และมันก็ไม่ได้หมายถึงแค่เรื่องที่เราชอบเพียงอย่างเดียว มันอย่างหมายถึงการศึกษาข้อมูล การรีเสิร์ชในประเด็นที่สนใจ ซึ่งถ้ามันมากพอ มันก็จะยิ่งทำให้งานของเรามีมิติมากขึ้น
GC: แล้วถ้าคนที่ไม่ได้มีอินพุตเยอะ เขาจะเสียบเปรียบมั้ย
หมิง: “เราคิดว่ามันไม่ผิดนะ เพราะศิลปินบางคนก็อาจเอาเรื่องใกล้ตัวมาก ๆ มาสร้างงาน หรือเป็นเรื่องของตัวเอง มันแล้วแต่คนมากกว่า ยกตัวอย่างที่เราใช้กล้องฟิล์มถ่ายที่บ้าน ก็เป็นเรื่องใกล้ตัว เราเลือกใช้กล้องฟิล์มเพราะมีเหตุผลของมัน ซึ่งไม่เกี่ยวกับความเป็นไทย ความไซไฟ หรือเรื่องมนุษย์ต่างดาวที่เราเคยรีเสิร์ชเลย อาจเป็นแค่ความสัมพันธ์ธรรมดาที่ทัชกับเรา ดังนั้น คนที่อิมพอร์ตน้อยหรือมีองค์ความรู้น้อย ไม่ได้หมายความว่าจะเสียเปรียบในการทำงานศิลปะ เราไม่คิดแบบนั้น”
• Story Behind the Process •
เรื่องราวเบื้องหลังกระบวนการทำงาน
.
ในฐานะที่ยึดถือการถ่ายภาพเป็นอาชีพ คุณหมิงได้แนะนำว่าเราควรซีเรียสกับการถ่ายภาพในระดับหนึ่ง แน่นอนว่าความสนุกในระหว่างทางก็ควรมี แต่ต้องทำให้ภาพถ่ายมันเป็นอะไรที่มากกว่าภาพถ่าย เช่น มีปลายทางหรือช่องทางสำหรับการนำเสนอโปรเจกต์ส่วนตัว มีแผนและการทำงานอย่างเป็นระบบให้กับงานลูกค้า การขัดเกลาไอเดียของภาพให้ชัดเจนตั้งแต่ก่อนถ่าย หรือพัฒนาไปในระหว่างการทำงาน
.
GC: เวลาถ่ายภาพ คุณมองหาอะไร
.
หมิง: “มันแล้วแต่งาน แล้วแต่สถานการณ์ อย่างเมื่อก่อน ออกไปถ่ายเก็บไว้ แล้วค่อยย้อนกลับมาดูว่าจะเล่าเรื่องในมุมมองไหนได้บ้าง เช่น โปรเจกต์ ‘Raw Thai’ เราถ่ายตรงไปตรงมาเป็นภาพโคลสอัพ พอเก็บสะสมรูปไปสักพัก เวลาออกไปถ่ายอีกครั้งก็รู้ว่าต้องมองหาอะไร แต่ถ้าเป็นโปรเจกต์ที่คิดไว้ล่วงหน้าอย่าง ‘คน จิต อวกาศ’ (Human, Mind, Space) เราก็จะรีเสิร์ช คุยกับคนในพื้นที่ กลุ่มเป้าหมาย แล้วกลับมารีเสิร์ชเพิ่ม จากนั้นก็ออกไปถ่าย มีการทดลองเดินทางไป–กลับหลายครั้ง”
“พอภาพเริ่มชัดขึ้น เราก็คิดต่อว่าจะร้อยเรียงอย่างไร สเตทเมนต์ควรมาทางไหน และชิ้นงานสุดท้ายจะไปจบยังไง”
GC: ในงานที่มีความไทยของคุณหมิงจะมีกลิ่นความแปลกประหลาด (Exotic) อยู่ แต่อย่างที่เราบอกว่าการนำเสนอของหมิงไม่ได้ทำให้มันเป็นเชิงลบเลย มีวิธีคิด การจัดการ หรือการนำเสนอความไทยในแบบของเราอย่างไรบ้าง
หมิง: เวลาเราไปถ่าย เราไม่อยากให้คนหรือตัวแบบดูเหนื่อยหรือเศร้า เคยมีคนมาปรึกษาเราว่าอยากทำเรื่องแรงงานคนอีสาน แล้วเล่าถึงตัวโปรเจกต์ให้ฟัง เราก็บอกว่า อย่าพยายามทำให้เขาดูน่าสงสาร เพราะจริง ๆ เขาอาจมีความสุขกว่าเราก็ได้
GC: หมายความว่าถ้าเราจะเล่าเรื่องในประเด็นเชิงลบ มันก็จะมีวิธีการของมันไปเลยใช่ไหม?
หมิง: “ใช่ มันก็จะมีวิธีการของมันเอง แค่เราไม่ได้ทำแบบนั้นเฉย ๆ วิธีคิดนี้เราได้มาจากตอนทำโปรเจกต์ ‘The Good Place’ ตอนไปพาราณสี เหมือนได้เห็นโลกอีกใบ เข้าใจเลยว่าทำไมพระพุทธเจ้าถึงตรัสรู้”
“เราไม่ได้ถ่ายให้ทุกคนดูเศร้า เพราะจริง ๆ เขาก็แฮปปี้ มีความสุขดี อย่างคุณป้าคนหนึ่งโดนน้ำร้อนลวก แต่เธอก็ทาเล็บแต่งตัวสวย เราก็คิดว่าอยากถ่ายรูปเธอมาก ตอนแรกเธอก็เกรง ๆ เหมือนเขิน แต่พอถ่ายแล้วเราให้เธอดู เธอก็ยิ้ม และนั่นก็กลายเป็นหนึ่งในรูปที่เราชอบมากที่สุด หรืออย่างในมุมของศาสนา ความเชื่อที่แข็งแรงจนฝังลึก หรือเรื่องชนชั้นสังคม ที่แม้สมัยนี้อาจไม่มีแล้วแต่ก็ยังเห็นร่องรอยอยู่ ในทริปที่เราไป เราสนิทกับคนพายเรือชื่อซาก้า เราชวนเขาไปกินข้าวที่โรงแรม แต่พนักงานไม่ให้เข้าเพราะเขาเป็นชนชั้นแรงงาน เขาพาเราไปที่บ้าน เราเห็นเตียงอยู่ข้างกรงไก่ แต่เขาก็ดูแฮปปี้กับชีวิต เขาอาจเจอความยากลำบาก แต่ก็มีจุดชิวของตัวเองอยู่”
GC: แล้วอย่างในงานโฆษณาหรืองานคอมเมอร์เชียล คุณมองหาอะไรในระหว่างการถ่าย?
หมิง: “เราชอบความไม่ประดิษฐ์มาก ถ้าเราถ่ายงานคอมเมอร์เชียลหรือแฟชั่น เราไม่อยากให้ตัวแบบโอเวอร์โพสต์เกินไป เราชอบอะไรที่ดูเป็นธรรมชาติ เราเลยชอบงานของ มาร์ติน พารร์ (Martin Parr) เวลาที่เขาถ่ายแฟชั่น เขาจะเซ็ตแบบที่ยังดูเป็นมนุษย์ เป็นคนธรรมดา หรืออย่าง เจอร์เกน เทลเลอร์ (Juergen Teller) ก็พยายามให้งานออกมาเป็นธรรมชาติที่สุด”
GC: เราเห็นบรรยากาศความสแนปช็อตหรือแคนดิดในงานคอมเมอร์เชียลค่อนข้างชัดเจน ภาพเหล่านั้นอยู่ในไฟนอลอิมเมจตั้งแต่แรกเลยหรือเปล่า?
หมิง: “เป็นไฟนอลอิมเมจตั้งแต่แรก เพราะเวลาทำงานคอมเมอร์เชียล เราต้องขายโปรเจกต์ มีพรีโปรดักชัน เลือกมู้ดแอนด์โทนของสไตล์ภาพที่อยากได้ การโพสต์ของตัวแบบ หรือแม้กระทั่งการจัดแสง เราจะขายให้ลูกค้าเห็นภาพชัดที่สุด ดังนั้นภาพจึงถูกเซตมาประมาณหนึ่ง แต่หน้างานเราก็ต้องเวิร์กกับนายแบบนางแบบอีกที บางคนติดความเป็นโมเดลมาก เราก็จะขอมินิมอลลงหน่อย หรือขอให้ดูเป็นธรรมชาติมากขึ้น และถ้ามีเวลาว่างก็จะให้ถ่ายแบบฟรี ความคอมเมอร์เชียลที่ทำงานกับทีมใหญ่ เราต้องเอาชัวร์ไว้ก่อน แต่ถ้าเวลาเหลือก็จะลองถ่ายแคนดิด สแนปช็อตดูว่าสนุกกว่าหรือไม่”
GC: แสดงว่าเราก็ให้ความสําคัญกับการด้นสด (Improvise) อยู่ประมาณหนึ่ง
หมิง: “เรารู้สึกว่าแบบวิชวลหรือฟิลลิ่งมันต่างกัน ระหว่างคนที่หัวเราะปลอมๆ กับคนที่หัวเราะจริงๆ เราสามารถผลักเขาได้และอารมณ์ที่ส่งมาก็ไม่เหมือนกัน”
GC: การทํางานกับแบรนด์หรือลูกค้ามันยากง่ายต่างจากการทํางานส่วนตัวมากน้อยแค่ไหน โดยเฉพาะจากมุมของคนที่มีสไตล์ที่โดดเด่น แล้วลูกค้าก็เข้าหาเราด้วยด้วยสไตล์
หมิง: “พาร์ทคอมเมอร์เชียลของเรามันเติบโตไปด้วยกัน ในช่วงแรกอาจมีความอีโก้เกิดขึ้น เช่น ทำไมต้องเปลี่ยน ทำไมขายแล้วลูกค้าไม่ซื้อ ทำไมลูกค้าไม่เก็ท เราก็จะนอยด์ ๆ ทุกครั้ง แต่เราก็ทำงานให้จบ ช่วงแรกอาจไม่ค่อยโอเค แต่เราก็โตกับมันเรื่อย ๆ และเริ่มเข้าใจว่าไม่มีทางที่ลูกค้าจะยอมซื้อเราร้อยเปอร์เซ็นต์ อย่างน้อยต้อง 50–50 หรือมากที่สุดก็อาจ 60–70 แต่ประเด็นคือเราต้องเสิร์ฟลูกค้าให้ได้ เพราะเขาเป็นคนเอาเงินมาให้เรา และเราก็ไม่ใช่เจ้าของผลงาน ต้องกลับมาปรับวิธีคิด ทำให้เคลียร์ ทำให้เป็นมืออาชีพ กับคนในกองก็เช่นกัน”
“เราจำได้แม่นเลย งานคอมเมอร์เชียลแรกของเรา ตอนนั้นสตรีทกำลังบูม มีลูกค้ารายหนึ่งติดต่อเข้ามาให้ถ่ายภาพนิ่งพร้อมวิดีโอ ตอนพรีโปรดักชันเอเจนซี่บอกให้ถ่ายสไตล์เรา เราก็แบบ ‘โอ้ ได้ครับ!’ ตบแฟลช ใส่ทุกอย่างอย่างมั่นใจ แต่พอถึงลูกค้า กลับไม่เก็ท ต้องมานั่งแก้ไขอีก ซึ่งตอนแรกทำให้ใจเสียมาก เพราะเราปล่อยชิวและมั่นใจเต็มที่ คิดว่าลูกค้าต้องชอบแน่ แต่สุดท้ายก็ต้องยอมรับว่า คอมเมอร์เชียลก็คือคอมเมอร์เชียล”
เหตุผลที่เขาคิดว่าการทำงานกับลูกค้าจะไม่สามารถเป็นเราได้อย่างร้อยเปอร์เซ็นต์ เพราะทุกอย่างคือความเสี่ยง คือค่าใช้จ่ายที่จะเกิดขึ้น โดยเฉพาะในวันที่คุณหมิงได้เปิดบริษัทเป็นของตัวเองยิ่งทำให้เขาเข้าใจ แต่ที่แตกต่างคือลูกค้าของเขามักจะเข้ามาเพราะเขาใจในสไตล์ของคุณหมิง แต่ถึงอย่างนั้น ก็ไม่เคยมีงานไหนที่ไปถึงร้อยเปอร์เซ็นต์
• Story with STORY mfg (and other) •
เรื่องราวการร่วมงานกับแบรนด์
การร่วมงานกับแบรนด์อย่าง STORY mfg เป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้เรารู้สึกอยากชวนคุณหมิงมาพูดคุยในครั้งนี้ เพราะมันไม่ใช่แค่โอกาสอันน่าตื่นเต้นในการทำงานร่วมกับแบรนด์แฟชั่นสุดเท่จากอังกฤษเท่านั้น แต่สิ่งที่โดดเด่นและจับใจจริง ๆ คือภาพถ่ายของแคมเปญ ที่เต็มไปด้วยเอกลักษณ์ความไทยในแบบของกันต์รพีสไตล์
ทุกองค์ประกอบของภาพ ตั้งแต่ตัวแบบที่มีคาแรคเตอร์โดดเด่น การเลือกมุมและแสงที่ดูเรียบง่ายแ ไปจนถึงรายละเอียดเล็ก ๆ ที่สะท้อนวัฒนธรรมไทยในชีวิตประจำวัน ทำให้เรารู้ทันทีว่าผลงานชิ้นนี้คือฝีมือของเขา การจัดองค์ประกอบเหล่านี้ไม่เพียงแค่สร้างสไตล์ภาพที่น่าสนใจ แต่ยังบ่งบอกถึงวิธีคิดและวิธีมองโลกแบบเฉพาะตัวของคุณหมิง ซึ่งเป็นสิ่งที่ทำให้ทุกภาพในแคมเปญนี้มีพลังในการสื่อสารและความรู้สึกที่จับต้องได้
หมิง: “ต้องขอบคุณ รุ่นพี่ ‘พี่จง’ (กิติวัฒน์ มัทนพันธ์) เจ้าของ Den Souvenir ที่ส่งชื่อผมไป ตอนนั้น Saeed Al-Rubeyi เจ้าของแบรนด์ STORY mfg กำลังประกาศหาช่างภาพคนไทย เขาต้องการช่างภาพไทยจริง ๆ ไม่ใช่ต่างชาติที่อาศัยอยู่ในไทย นอกจากนี้ยังเหมือนมีอีกคนหนึ่งส่งชื่อผมไปด้วย เราไม่รู้จักเขาเป็นการส่วนตัว แต่ซาร์อีตเล่าว่าเขาเคยเป็น Brand Director ของ Dr. Martens ที่อังกฤษ ไม่แน่ใจว่าเขาไปตามหาชื่อผมมาตอนไหน
“หลังจากนั้น ซาร์อีตก็เข้ามาคุย เราเอาพอร์ตไปให้และบอกว่าจะตอบกลับภายหลัง เพราะเขาต้องเอาไปเสนอแบรนด์ ASICS ด้วย ไม่กี่วันต่อมาเขาก็ตอบกลับมาว่า “You got the job” เราได้ร่วมกันพัฒนางานประมาณหนึ่งว่าต้องถ่ายอะไร แต่จริง ๆ แล้วกระบวนการค่อนข้างสมูทและเรียบง่าย ซาร์อีตบินมาที่เมืองไทย มาถ่ายที่เมืองไทย มีสโคปงานให้ชัดเจน และหลังจากนั้นก็เชื่อใจให้เราทำงานเต็มที่”
ภาพถ่ายในแคมเปญนี้ไม่ได้สาดแฟลชแรง ๆ แบบที่ผ่านมา โดยเป็นความตั้งใจของคุณหมิงที่พยายามออกจากเทคนิคเดิม ๆ แต่ยังคงไว้ซึ่งวิธีการสังเกต การนำเสนอที่เรียบง่าย และทักษะการทำให้คนในภาพที่ไม่ใช่นายแบบหรือนางแบบสบายใจ ซึ่งเขาได้มาจากแนวทางและการถ่ายภาพในแบบของสตรีทโฟโต้
หมิง: “งานของเราตรงไปตรงมา เข้าใจง่าย เราอยากคงความนั้นไว้ เลยพยายามทำงานอย่างซินเซียกับตัวแบบและกับตัวเราเอง งานเซตนี้ก็เหมือนถอดลอกสิ่งที่เป็นตัวเรามา ทุกอย่างสมูทและเรียบง่ายมาก ตัวแบบที่ถ่ายมีภูมิหลังที่เชื่อมโยงกับ STORY mfg จริง ๆ เราไม่ได้พยายามใส่ความเป็นไทยหรืออะไรเข้าไป ทุกอย่างชัดเจนอยู่แล้ว จึงรู้สึกว่างานไม่ต้องการอะไรเยอะ”
GC: ตัวคอนเซปต์หรือบรีฟมาจากเขาเลยไหม?
หมิง: “เราติดต่อกับโปรดิวเซอร์ชื่อว่าเจสซี่ มีช่วงหนึ่งที่คุยกันว่าอยากถ่ายอะไรบ้าง ใครบ้าง เขามีมู้ดบอร์ดคร่าว ๆ ที่สะท้อนลายเซ็นต์ของ STORY mfg แค่นั้นที่บรีฟเรา หลังจากนั้นก็ต้องด้นสดไปทั้งหมด การไปถ่าย การเลือกสถานที่ การเอาของไปวาง ทุกอย่างเกิดขึ้นหน้างานเลย แล้วเขาก็พูดว่า ‘I trust you’ ทำให้ทุกอย่างง่ายขึ้นและทำให้เราตั้งใจทำให้งานออกมาดี ผลลัพธ์ที่ได้เราพอใจมาก งานเรียบง่าย ชัดเจน ไม่ต้องปรุงแต่งอะไรเยอะ”
GC: แล้วบรรยากาศในกองเป็นอย่างไรบ้าง มีความกดดันไหมกับการทำงานกับแบรนด์ระดับนี้
หมิง: ไม่มีความกดดันอะไรเลย ด้วยตัวเขาที่เป็นกันเองด้วย แล้วเขาก็เชื่อใจเรา มันก็เลยยิ่งง่าย มีแค่ความกดดันที่จะต้องทําออกมาให้ดี เขาบินมากันแค่ 2 คน มีซาร์อีต แล้วก็โปรดิวเซอร์ ออกกองกันแค่ 3 คน
GC: ก็คือมีคุณหมิงโปรดิวเซอร์ เจ้าของแบรนด์แค่นั้นเลย
หมิง: “ใช่ แค่นั้นเลย ไปสกลนครกันก็มีแค่ 3 คน นอนด้วยกัน 2 คืน ทำให้มีช่วงเวลาที่ได้ทำความรู้จักกัน เป็นเพื่อนกินเบียร์ ทำให้บรรยากาศสมูทขึ้น ทาง ASICS เองก็เชื่อ STORY mfg แบบว่า ‘ไอ้หมิงทำเลย’ แต่จริง ๆ มีรูปมากกว่านั้น แต่พอเป็นแบรนด์ญี่ปุ่น ก็มีข้อจำกัดเรื่องรอยสักหรือกราฟฟิตี้ ทางแบรนด์กลัวปัญหากฎหมาย เพราะเคยมีประเด็นภาพในแคมเปญที่มีงานของกราฟิตี้ไรเตอร์อยู่ แล้วเกิดการฟ้องร้อง พอเป็นแบรนด์ใหญ่ก็ต้องระวังหลายอย่าง มีหลายรูปที่ไม่ได้ถูกใช้ เช่น คนที่เป็นช่างสัก ถ่ายกับแก๊ง 4–5 คน ใช้เลนส์ฟิชอาย แต่ไม่สามารถเอาไปใช้ได้ก็เสียดายเหมือนกัน หรือรูปคุณลุงลอยสักก็ไม่ได้ใช้ STORY mfg เขาเก็บไว้ใช้เอง”
GC: ผลตอบรับเป็นอย่างไรบ้าง เพราะอย่างในไทยเองก็ไวรัลมากเลย
หมิง: “ฟีดแบคจากงาน STORY mfg ที่อังกฤษดีมาก ตัว ซาร์อีตเองก็ชอบ เขาบอกว่ามันเป็น “Best Shoot” เราก็รู้สึกดีใจมาก ฟีดแบคจากสื่อต่าง ๆ ที่เขาส่งไปก็ออกมาดี รูปภาพถูกใจทั้งแบรนด์และลูกค้า ทุกคนชอบรูป เรารู้สึกว่ามันสุดยอดแล้ว แค่ทุกคนแฮปปี้ก็เพียงพอแล้ว”
นอกจากแบรนด์แฟชันแล้ว คุณหมิงยังมีโอกาสได้รับคอมมิชชั่นจากสื่อระดับโลกอย่าง TIME Magazine ถ่ายภาพเบื้องหลังการถ่ายทำซีรีส์ White Lotus ที่สมุย ซึ่งเต็มไปด้วยข้อจำกัดสุดเข้ม แต่หลังจากพิสูจน์ว่าการทำงานของเขาไม่รบกวนบรรยากาศ ก็ได้อิสระในการทำงานและกลายเป็นหนึ่งในงาน Editorial ที่สามารถใส่ตัวตนของเขาลงไปได้อย่าง 100% หรืออย่างการทำ Key Visual ให้กับอัลบั้มของ “Meetsysteem” ศิลปินระดับนานาชาติ โดยเริ่มจากภาพเพ้นท์แอบสแตรกต์ ขยายออกมาเป็นมู้ดบอร์ดด้วยซีนจากอนิเมะสุดอมตะอย่างดราก้อนบอล เสริมด้วยเรื่องเล่าพื้นบ้านเกี่ยวกับมนุษย์เรืองแสง จนกลายเป็นภาพที่มีอารมณ์ ไซไฟ ผสมความเหนือจริงและแฟนตาซี สะท้อนเอกลักษณ์การทำงานของคุณหมิง ราวกับว่าภาพถ่ายและดนตรีเกิดขึ้นมาเพื่อกันและกัน
• Story of Creative Industry •
เรื่องราวของอุตสาหกรรมสร้างสรรค์
ด้วยประสบการณ์การทำงานที่หลากหลาย ตั้งแต่โปรดักชั่น โปรเจกต์ส่วนตัว ไปจนถึงการเป็นหนึ่งในผู้ก่อตั้งสำนักพิมพ์อิสระ Arc Press ที่ช่วยพาซีนและโฟโต้บุ๊คของศิลปินไทยหลายคนไปสร้างชื่อเสียงในระดับนานาชาติ คุณหมิงเป็นคนที่เห็นภาพรวมของอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ได้ชัดเจนคนหนึ่ง มันจึงเป็นที่มาของพาร์ทสุดท้ายนี้
เราเริ่มด้วยการถามถึงเคล็ดลับว่าอะไรคือปัจจัยที่ทำให้ลูกค้าเลือกเขา แน่นอนว่าสไตล์เป็นสิ่งสำคัญ แต่มันไม่ได้ถูกพัฒนาขึ้นมาอย่างลอย ๆ มันคือการนำสิ่งที่เขาสนใจในหลาย ๆ อย่าง เช่น สตรีทโฟโต้ แฟชัน ซับคัลเจอร์ ทั้งหมดรวมกันจนเกิดเป็น Position ที่กว้างพอที่ยังคงสามารถคุมได้ด้วยสไตล์ของเขา นอกจากนี้ที่สำคัญไม่แพ้กันก็คือเรื่องความเป็นมืออาชีพในการทำงานที่หลายคนอาจจะมองข้ามไป
หมิง: “เราค่อนข้างให้ทุกอย่างมันเป๊ะประมาณหนึ่ง เราไม่เคยทำงานเกินโอที ทุกอย่างมันเร็วแล้วจบ ไม่รู้เหมือนกันว่าเกี่ยวรึเปล่า อีกเรื่องน่าจะเป็นการเดลิเวอรี่งานให้ลูกค้า ลูกค้าเชื่อเราและลูกค้ามีเงิน ทำให้มันสามารถสรรค์สร้างงานออกมาดีได้”
“ถ้าเป็นในวงการคอมเมอร์เชียล เราทำงานแล้วออกมาดี ลูกค้าแฮปปี้ เขาก็อาจจะไปบอกกับคนอื่นที่อาจจะเคยเห็นงานเรา เฮาส์หลายๆ เฮาส์ก็เป็นเฮาส์ที่ทํางานด้วยกันมาตลอด ถ้าเขาเคยใช้เรา เขาก็จะใช้เราเรื่อยๆ เราก็พยายามทําให้ดีที่สุดในทุกงาน ความมืออาชีพ ทําดีร้อยครั้งไม่เท่ากับทําเสียทำพังครั้งเดียว”
รูปแบบและวิธีการทำงานระหว่างลูกค้าที่เป็นคนไทยกับเป็นต่างชาติก็มีความแตกต่างกัน อย่างไทยเราอาจจะติดภาพของความคอมเมอร์เชียล ทำให้ต้องมีการต่อรอง มีการเตรียมแผนสำรอง และอาจจะไม่ได้เป็นสไตล์ของเราได้ถึง 100% ในขณะที่ลูกค้าต่างประเทศจะมีความเชื่อใจและเปิดกว้างมาก ๆ โดยเฉพาะคอนเซปต์ของงาน แต่ถึงแม้ลูกค้าต่างประเทศจะเปิดใจแค่ไหน จากประสบการณ์ทำงานร่วมกับเฮาส์ในหลากหลายประเทศของคุณหมิง เขาบอกว่าในพาร์ทโปรดักชัน ต่อให้เราเก่งอย่างไรเราก็ยังคงมีจุดอ่อนที่ถ้าได้รับการเสริมแกร่งแล้ว อุตสาหกรรมโปรดักชันของบ้านเรา คงจะไปได้ไกลยิ่งกว่านี้
หมิง: “ผมว่าอุตสาหกรรมโปรดักชันบ้านเราเก่งแบบเก่งมากด้วย เลยเข้าใจว่าทำไมลูกค้าต่างประเทศชอบมาจ้างคนไทย เสกอะไรก็ได้ ทีมอาร์ต ทีมโปรดักชัน ทีมวีดีโอ ผู้กํากับบ้านเราเก่ง ช่างภาพเราก็เก่ง แต่น่าเสียดายที่หลายคนคงสไตล์ตัวเองไว้ไม่ได้ สุดท้ายก็ต้องไปอยู่ในลูปคอมเมอร์เชียล หรือเข้าไปอยู่ในลูปการทํางานที่มันต้องหล่อเลี้ยงตัวเองก่อน ภาพลักษณ์หรือสไตล์ที่เราเคยเห็นจากงานส่วนตัวของเขามันก็เริ่มหายไป”
“เราคิดว่าสิ่งนี้มันคือข้อเสียของไทย เราไม่ได้มีองค์กรอะไรที่เข้ามาสนับสนุนอย่างการกำหนดค่าแรงที่ไม่ควรต่ำกว่าเท่านั้นเท่านี้ หรืออย่างการรวมกลุ่มกันเป็นสหภาพที่อาจจะมีการพูดถึง เริ่มมีการรวมกลุ่มกันขึ้นมาบ้างแล้ว เพียงแต่เราอาจจะยังขาดการมีส่วนร่วม มันเลยทําให้วงการโปรดักชันบ้านเราตัดราคากันเอง เราพยายามทำความเข้าใจเพราะเราเองทำบริษัทของเราด้วย เด็กจบใหม่อยากทําโปรดักชันแล้วอยากได้งาน บางคนก็เอาแค่เท่าทุน บางคนก็ทําฟรี มันเหมือนมีคนที่พร้อมจะถูกกว่าเราเสมอในแง่ของโปรดักชัน คงจะน่าเสียดายเหมือนกันที่การไม่มีสหภาพที่แข็งแรง การแข่งกันตัดราคาจะทำให้อุตสาหกรรมจะต้องพังลง”




