สิ่งเล็ก ๆ ที่เรียกว่า ‘ศิลปะ’ ฉบับ ‘ANCHI’ ศิลปินผู้จัดเก็บสถานที่พิเศษลงบนภาพวาด

Post on 22 June 2026

การเดินทาง คือ หนึ่งในสิ่งที่ทำให้ใครหลายคนรู้สึกสบายใจ อิสระ และเป็นการเปิดขอบเขตสายตา เปิดประสบการณ์ และเปิดจินตนาการ ให้มองเห็นโลกกว้างได้กระจ่างขึ้น การเดินทางมักมาพร้อมกับการทำบันทึก บางคนเลือกบันทึกความทรงจำผ่านภาพถ่าย หรืองานเขียน และถ้าคุณเป็นศิลปินที่ชอบการเดินทาง แน่นอนว่าต้องเป็นการวาดภาพแน่นอน

เหมือนกับที่ 'ANCHI' หรือ 'อันชิ - อัญชิสา อัศวเหม' ศิลปินที่เลือกเก็บทุกอย่างไว้บนภาพวาด เธอบอกกับเราว่า ธีมในการทำงานของเธอมักจะวนเวียนอยู่กับสิ่งที่หลายคนคุ้นชินในชีวิตประจำวัน ไม่ว่าจะเป็นความทรงจำในวันธรรมดา สถานที่พิเศษที่ติดอยู่ในใจ หรือสิ่งของทั่วไปที่แบกเรื่องราวเอาไว้มากกว่าตาเห็น

เธอเล่าว่า “เราคิดว่า ชีวิตประกอบขึ้นจากสิ่งเล็ก ๆ เพราะสิ่งเล็ก ๆ ไม่ว่าจะคำพูดที่ครอบครัวพูดกับเราอยู่เสมอ อย่างแจกันของคุณยายที่เราเห็นทุกวัน จริง ๆ แล้วมันยังมีความทรงจำมากมายที่มาพร้อมกับแจกันใบนี้ หรือสถานที่ที่อาจจะดูธรรมดาทั่วไป แต่มีอะไรบางอย่างที่ทำให้ที่แห่งนั้นติดอยู่ในใจ เรารู้สึกว่าเรื่องราวเหล่านี้นี่แหละคือสิ่งที่หล่อหลอมให้เราเป็นเราทุกวันนี้”

และสิ่งที่เธอพบในการทำงานคือ บางทีความทรงจำส่วนตัวก็อาจจะเป็นความทรงจำร่วมก็เป็นได้ “เรารู้สึกว่าบางทีมนุษย์ก็ใกล้ชิดกันมากกว่าที่เราคิด สถานที่บางที่ในภาพที่เราวาดมีคนจดจำได้ในทันทีที่เห็น ภาพวาดของคุณยายที่ถูกทักว่า เหมือนคุณย่าของเขาเลย คำพูดเหล่านี้จากผู้ที่ผ่านมาพบเห็นงานเรา พร้อมรอยยิ้มหรือเรื่องราวที่ตามมาหลังจากได้พูดคุยกัน”

**กล้วยแขกแม่กิมล้ง**

กล้วยแขกแม่กิมล้ง

“เรารู้สึกว่ามันสวยงามมาก ๆ ที่คนแปลกหน้าที่ไม่เคยพบหน้ากันมาก่อนสามารถยืนคุยกันได้นานนับนาทีเพียงเพราะเสี้ยววินาทีในอดีตเราเคยไปเยือนที่เดียวกัน หรือเติบโตมาแบบใกล้เคียงกัน”

เมื่อถามถึงแรงบันดาลใจ เธอหยิบสองสิ่งขึ้นมาเล่าให้เราฟัง หนึ่งคือความชอบในวัยเด็ก และอย่างที่สองคือเรื่องการเดินทาง เธออธิบาย “แรงบันดาลใจสำคัญน่าจะมาจากความชอบในวัยเด็ก อย่างแรกคือภาพวาดในยุคอิมเพรสชันนิสม์ เราชอบภาพสไตล์นี้เพราะแค่มองก็เหมือนจะรู้สึกได้ถึงไอความอบอุ่น สดใส ออกมาจากภาพ หรือแม้กระทั่งภาพที่ดูหม่นหมองก็ยังทำให้รู้สึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้”

“อีกอย่างคือ ผลงานของ เวส แอนเดอร์สัน (Wes Anderson) โดยเฉพาะ Fantastic Mr. Fox (2009) เป็นแอนิเมชันที่ดูบ่อยที่สุด และอยู่กับเราในเกือบทุกช่วงเวลาของชีวิตเลยก็ว่าได้ ทั้งสองอย่างนี้ไม่ใช่สิ่งที่เรานึกถึงในตอนแรกที่เริ่มสร้างสรรค์ผลงาน แต่มีหลายคนที่ทักถึงสองสิ่งนี้บ่อยมาก และพอมามองดูก็คิดว่า งานเราได้รับแรงบันดาลใจจากความชอบวัยเด็กนี้มาไม่น้อยเลย”

“ส่วนแรงบันดาลใจที่ทำให้เริ่มทำงานสไตล์นี้ น่าจะมาจากการเดินทาง การออกไปเห็นโลกกว้าง เจอคนจากหลาย ๆ ที่บนโลกใบนี้ เรียกว่า เป็นความฝันอันดับหนึ่งเลยก็ได้ เราเริ่มต้นจากการวาดภาพสถานที่ในความทรงจำ ตึกรามบ้านช่องในมุมมองของเราคือสิ่งที่สื่อถึงวัฒนธรรมและวิถีชีวิตของผู้คนได้เป็นอย่างดี การใช้สีหรือวัสดุที่เป็นเอกลักษณ์ของแต่ละเมืองมันน่าสนใจดี ก็เลยเป็นจุดเริ่มต้นให้เราอยากวาดภาพเหล่านี้ออกมา และเพิ่มเติมความเป็นตัวเรา หรือความรู้สึกเราเข้าไปในภาพผ่านสีสัน”

ยังมีเรื่องเอกลักษณ์ในงานที่หลายคนสังเกตเห็นว่า เธอมักเลือกใช้สีสันสดใส ลายเส้นที่มีความเป็นเด็ก และพื้นผิวของเทคนิคผสมที่เธอใช้ ซึ่งอันชิก็ตอบว่า ทั้งหมดล้วนมาจากการเลือกที่ตั้งใจ

“เราเป็นคนชอบงานที่มีผิวสัมผัสมาก ๆ อย่างรอยพู่กันที่มีความไม่สมบูรณ์แบบในตัว เลยเลือกใช้เทคนิคผสมเพื่อให้งานมีพื้นผิวที่โดดเด่นขึ้น และยังเป็นเทคนิคที่ทำให้เกิดสีสันที่สดใสด้วย โดยเฉพาะสีกวอชที่มีเม็ดสีแน่น ๆ ตอนนี้ก็ยังเรียนรู้การใช้เทคนิคนี้ไปเรื่อย ๆ รู้สึกว่ายังสำรวจวิธีการใหม่ ๆ รวมถึงเอฟเฟกต์ที่สีเหล่านี้สร้างขึ้นได้อีกมาก”

เธอยังยกตัวอย่างถึงโปรเจกต์ที่กำลังทำอยู่ในตอนนี้ด้วยว่า “โปรเจกต์ที่กำลังจะทำในตอนนี้จะเป็นโปรเจกต์ที่อยากเล่าถึงประเทศเล็ก ๆ ในยุโรปที่เป็นเหมือนบ้านหลังที่สองของเรา ตอนอายุ 16 ปี เราได้มีโอกาสไปเรียนแลกเปลี่ยนที่ฮังการีเป็นระยะเวลาเกือบ ๆ หนึ่งปี มันเป็นหนึ่งในช่วงเวลาในชีวิตที่เรารักและคิดถึงมากที่สุด ฮังการีเป็นที่ที่ทำให้เราเติบโตอย่างแข็งแรง ได้เห็นโลกในมุมที่กว้างขึ้น พบเจอมิตรภาพมากมาย และเป็นสถานที่ที่ทำให้เราได้ค้นพบตัวเองอย่างเต็มที่ เราเลยอยากถ่ายทอดความคิดถึงนั้นออกมาเป็นภาพวาด”

เธอยังยกอีกหนึ่งตัวอย่าง ด้วยการแชร์ถึงนิทรรศการเดี่ยวครั้งแรกที่จัดขึ้นเมื่อปี 2025 ด้วยว่า “ในปี 2025 เราได้มีโอกาสไปทำนิทรรศการเดี่ยวเล็ก ๆ ครั้งแรกชื่อว่า ‘Finding Me at Nangloeng’ เราได้ไปทำงานในย่านชุมชนนางเลิ้ง แล้วก็ค้นพบชุมชนที่น่ารักและเรื่องราวที่สวยงามมาก ๆ ของชุมชนนี้ เราเลยตั้งใจว่าในอนาคตอยากจะเดินทางไปอีกหลาย ๆ ที่ ไปพบเจอเรื่องราวใหม่ ๆ พบผู้คนจากหลายวัฒนธรรม เรารู้สึกว่ายังมีอีกหลายนับพันที่บนโลกนี้ที่รอให้ผู้คนได้ไปสัมผัสถึงความพิเศษและเรื่องราวใหม่ ๆ เสมอ”

“เราเลยอยากจะเป็นคนที่ได้ไปพบเจอความพิเศษเหล่านั้น แล้วมาบันทึกไว้ผ่านภาพวาดของเรา และจริง ๆ เราเป็นคนชอบทำงานกระดาษมาก เพราะมันให้ความรู้สึกเหมือนได้หยั่งรากลงกับสิ่งที่ทำในเวลาที่สร้างชิ้นงานขึ้นมา ในอนาคตก็คิดว่าคงจะได้เห็นงานที่ผสมคอลลาจเข้ากับเทคนิคผสมที่เราใช้ หรือการวาดลงบนงานประติมากรรมกระดาษ”

Lou Pitchoun's

ชิ้นนี้เป็นผลงานชิ้นที่สามในฐานะศิลปิน เป็นภาพมาจากวันที่ได้ไปเดินเล่นในย่านมงต์มาตร์ ในกรุงปารีส เราตกหลุมรักมุมถนนเล็ก ๆ แห่งนี้ และถนนที่ทอดยาวลงไปจากเนินเขาพร้อมตึกรามบ้านช่องที่เรียงรายกันไป และเพราะแสงยามเย็นที่ตกกระทบกับตึก ทำให้ลวดลายของสถาปัตยกรรมที่สวยงามอยู่แล้ว ยิ่งดูต้องมนต์ขึ้นไปอีก เหมือนจะเป็นจุดธรรมดาไม่ได้มีสถานที่พิเศษหรือร้านชื่อดังอะไร แต่กลับเป็นมุมถนนที่ทำให้เราหยุดเดิน และมองมันอยู่นาน ความทรงจำในวันนั้นยังคงชัดเจนแม้เป็นเพียงไม่กี่นาที แต่ก็ทำให้เราตกหลุมรัก เมืองแห่งความรักนี้ได้อีกครั้ง

เราชอบภาพนี้มากเพราะพาเลตต์สีของงานออกมาถูกใจตามที่เราจินตนาการเอาไว้ทุกอย่าง พร้อมทั้งตอนวาดความรู้สึกในวันนั้นก็มักจะวนกลับมาอีกครั้ง และตอนนี้ไม่ว่าเมื่อไหร่ที่ได้มอง ภาพนี้ก็ยังคงพาเรากลับไปสู่โมเมนต์นั้นอยู่เสมอ

ครัวสีเขียว

ภาพนี้ถูกวาดขึ้นมาเพื่อเป็นส่วนหนึ่งของนิทรรศการ ‘รัตนา มานิจ แด่ตาและยาย ของเราในปี 2025’ เพื่อมอบให้เป็นของขวัญให้ตากับยายของเรา เรายังจำรอยยิ้มและเสียงหัวเราะในวันที่เอารูปนี้ไปโชว์เจ้าตัวได้ จากที่เราชอบภาพนี้มากอยู่แล้วตั้งแต่แรก เลยยิ่งทำให้ภาพนี้เป็นภาพที่มองแล้วมีความสุขที่สุดเมื่อเราได้แชร์กับคนในครอบครัว

ตั้งแต่จำความได้ยายมักจะอยู่ในครัวเสมอ ไม่ว่าจะทำอาหารหรือทำขนมก็อร่อยไปหมด ยายคือคนที่คิดถึงและดูแลทุกคนในบ้านมาอย่างดีเสมอมา ครัวในภาพนี้คือครัวของคุณยายจริง ๆ ที่บ่งบอกถึงตัวตนของยายได้ดี ยายชอบสีเขียวมาก ๆ การออกแบบครัวจึงมีความพิถีพิถันและเป็นสีเขียวตามเจ้าตัวอยาก แล้วยายก็ชอบลายดอกไม้ ไม่ว่าจะบนของตกแต่งก็มักจะมีลายดอกไม้เล็ก ๆ ประดับประดาอยู่เสมอ ของทุกชิ้นในภาพล้วนมีอายุไม่ต่ำกว่า 20 ปี บางชิ้นมีอายุ ถึง 40 - 50 ปีก็มีไม่น้อย

เมื่อตอนสมัยเด็ก ๆ เราเองไม่ค่อยกินข้าว ​โดยเฉพาะเนื้อสัตว์ ด้วยความที่ยายกลัวหลานจะตัวเล็กไม่แข็งแรง แกเลยจะทำอาหารเป็นรูปสัตว์ สิ่งของต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นคุณหมี คุณพระจันทร์เสี้ยว หรือครอบครัวเป็ด เยอะแยะไปหมด แถมยังหั่นลูกเกดและแครอทเป็นอันเล็กๆมาทำปากทำตาอีกจะได้หน้าตาน่ากิน เพราะฉะนั้นไม่มีเมนูเด็กที่ไหนจะชนะใจเด็กคนนี้ได้อีก เพราะของยายสุดยอดที่สุดเสมอ มันเป็นภาพความทรงจำที่ดีที่สุดจนต้องนึกเสียดายที่ไม่ได้มีรูปสักใบเก็บไว้ดูจนต้องวาดภาพนี้เก็บไว้

ปัจจุบันอาหารของยายก็ยังเป็นมื้อโปรดอยู่เสมอและคงไม่มีอะไรมาแทนที่ได้เลย เมนูของยายที่เราชอบที่สุดคือ ก๋วยเตี๋ยวไก่มะระ กินตั้งแต่เด็กจนโต และถ้าถามว่าถ้าต้องกินอาหารอย่างเดียวไปตลอดชีวิตจะเลือกเมนูไหนก็คงจะต้องเป็นจานนี้ของคุณยายเท่านั้น

Tram 47

ภาพนี้ถูกวาดขึ้นมาตามภาพถ่ายที่เราถ่ายไว้เมื่อปี 2018 เป็นภาพรถรางสาย 47 ในกรุงบูดาเปสต์ ประเทศฮังการี ภาพนี้เป็นภาพที่มีความพิเศษที่เราชอบอยู่หลายสิ่ง อย่างตัวเลข 47 เป็นเลขโปรดของเรา โดยเฉพาะเมื่อมันอยู่บนรถรางที่เรานั่งอยู่เป็นประจำเมื่อตอนนั้น

สีเหลืองสดคาดด้วยแถบสี Burnt Sienna (สีน้ำตาลไหม้โทนอุ่น) ที่เป็นเอกลักษณ์ของรถรางในบูดาเปสต์ ถือว่าเป็นคู่สีที่เราชอบใช้มาก ๆ อีกทั้งในวันที่เราถ่ายภาพนี้ ยังเป็นวันที่เรานั่งรถไฟเข้าเมืองมาเที่ยวคนเดียว ได้กินติ่มซำอร่อย ๆ ในรอบหลายเดือน ได้เดินร้านสิ่งของอาร์ต ๆ แบบเต็มอิ่ม ภาพนี้ก็เลยถูกยกขึ้นมาวาดด้วยความคิดถึง เหมือนเราได้กลับไปเป็นเด็กวัย 16 ที่ตื่นเต้นกับการขึ้นรถรางสาย 47 อีกครั้ง

นอกจากคู่สีที่ถูกใจและความทรงจำที่เราชอบแล้ว ยังเป็นภาพที่เรามีอะไรหลายอย่างที่เราไม่มั่นใจตอนวาด ทั้งไซส์ที่ใหญ่ขึ้นเป็นครั้งแรก การวาดเงาในกระจกก็ถือเป็นอะไรที่แอบท้าทายแต่ที่สนุกมาก ๆ เราลองใส่สีแบบที่ไม่สมจริงแล้วก็ใช้พื้นผิวเข้ามาช่วย ถึงมันจะเป็นแค่จุดเล็ก ๆ ในภาพแต่เรารู้สึกมันทำให้ ภาพนี้สมบูรณ์มากขึ้น รวมถึงทำให้เราได้ลองเทคนิคใหม่ ๆ แล้วก็กล้าที่จะลงสีแบบมั่นใจมากขึ้น

Saint Nicholas

ภาพนี้เกิดจากความผูกพันของเรากับเมืองเกนต์ ประเทศเบลเยี่ยม เราไปใช้เวลาเป็นนักเรียนแลกเปลี่ยน อยู่หกเดือนตอนสมัยเรียนมหาวิทยาลัย กล้าเรียกได้เต็มปากว่า เกนต์รู้สึกเหมือนบ้านอีกหลังที่เรารัก เป็นครั้งแรกที่ได้ลองอยู่อพาร์ตเมนต์ด้วยตัวเอง ใช้ชีวิตแบบเต็มที่ ลองทำอะไรใหม่ ๆ พบเจอผู้คนมากมาย และหนึ่งในประสบการณ์ สำคัญของเราคือ การทำงานที่ร้านอาหารแบบพาร์ทไทม์ เป็นครั้งแรกที่ได้เป็นเด็กเสิร์ฟในร้านอาหาร แล้วเป็น งานที่สนุกมาก ๆ ด้วย ส่วนใหญ่เราจะทำกะเย็น ซึ่งกว่าจะเลิกเวลาก็มักล่วงเลยถึงช่วงสี่ห้าทุ่ม เราเลยมักจะเดินกลับอพาร์ตเมนต์เสมอเพราะมันเป็นช่วงที่เกนต์สวยที่สุดสำหรับเราในรอบวัน

ภาพที่เราเห็นเป็นประจำแทบทุกคืนหลังเลิกกะคือ โบสถ์ Saint Nicholas ที่ตั้งตระหง่านอยู่ใจกลางเมืองเกนต์ มีคนเคยบอกเราก่อนมาที่นี่ว่า เกนต์เป็นเมืองที่เหมือนหลุดออกมาจากนิยายแฟนตาซี ซึ่งมันไม่เกินจริงเลยสำหรับภาพที่เห็นอยู่ตรงหน้า และเวลาที่เราชอบที่สุดก็คงเป็นตอนดึกที่ถนนเงียบงัน มีเพียงแต่เสียงลมและ แสงไฟจากตึกรามบ้านช่องที่ให้ความสว่างเท่านั้น เพราะในเวลานั้นเหมือนเราต้องมนต์สะกดบางอย่างกับภาพตรงหน้า โบสถ์สูงใหญ่ท่ามกลางสถาปัตยกรรมแบบยุคกลางและโกธิคที่รายล้อมไปด้วยแสงไฟสีนวล คงยากที่จะไม่หยุดมองทุกครั้งที่เดินผ่าน

เราชอบรูปนี้มากเพราะมันเป็นประสบการณ์แบบที่ถ้าเราไม่ได้อยู่ตรงนั้นในวัยนั้น ก็คงไม่ได้ทำอะไรแบบนี้อีกแล้ว และมันก็คงยากที่จะกลับไปเห็นภาพนี้ทุกคืนอีกครั้ง มันจึงกลายเป็นเหมือนความทรงจำที่ถูกบรรจุเอาไว้อย่างดี ในภาพที่เต็มไปด้วยความคิดถึงและโหยหา

La Barceloneta

ถ้าไม่มีภาพนี้อาจจะไม่มีอันชิที่ทุกคนรู้จักในวันนี้ เราวาดรูปไปเรื่อยมาตลอดตั้งแต่จำความได้ แต่การเป็นศิลปินไม่เคยอยู่ในหัวเราเลยก็ว่าได้ ตลอดที่ผ่านมาตั้งแต่ช่วงมัธยมเราไม่เคยเจอสไตล์ของตัวเอง Subject ที่วาดก็เปลี่ยนไปเรื่อย ๆ

จนกระทั่งวันที่เราเรียนจบและตั้งใจอีกสักครั้งที่อยากจะหาสไตล์การวาดรูปของตัวเองให้เจอเท่านั้น แค่อยากลองมีลายเส้นที่มาจากเราจริง ๆ สักที ใครบอกว่า วาดตามอารมณ์หรือสิ่ง ที่ชอบได้เลยสำหรับเรามันไม่จริงมาก ๆ เพราะเราใช้เวลามากกว่า 10 ปีกว่าจะเจออันชิที่ทุกคนรู้จักในวันนี้ เราใช้เวลากับการนั่งดูภาพวาดเป็นร้อยรูป กลับไปดูสมุดสเกตช์ที่เราวาดมาทั้งหมด และพยายามมทำความเข้าใจ กับสิ่งที่เราอยากเล่ามันผ่านภาพวาด พร้อมเอาอุปกรณ์ที่ฝุ่นเขรอะออกมาอีกครั้ง

ภาพแรกที่เราวาดในฐานะศิลปินก็คือภาพ La Barceloneta เราใช้คำนี้เพราะภาพนี้แหละที่ทำให้เรารู้สึกอยาก เป็นศิลปินขึ้นมาเป็นครั้งแรกในชีวิต เป็นภาพที่ตอนวาดเราได้หลุดเข้าไปอยู่ในสิ่งที่อยู่ตรงหน้าเป็นครั้งแรก สัมผัสของสีและความสดใสทำให้เราเข้าไปอยู่ในโลกของการวาดภาพอย่างสิ้นเชิงซึ่งเราไม่เคยรู้สึกแบบนี้มาก่อนเลย เราเลยรู้สึกว่านี่คือภาพที่ทำให้เราอยากสร้างผลงานออกมาอีกเรื่อย ๆ

ภาพนี้เป็นภาพวาดตึกริมทะเลที่หาด La Barceloneta เมืองบาร์เซโลนา เราเลือกวาดภาพนี้เพราะเราชอบ ความคึกคักมีชีวิตชีวาของสเปนมาก ๆ ไม่ว่าจะสถาปัตยกรรม ผู้คน หรือวัฒนธรรมล้วนมีเสน่ห์ที่ดึงดูดเราตั้งแต่ครั้งแรกที่เท้าแตะเมือง เป็นภาพที่ธรรมดามาก ๆ ภาพหนึ่ง ถูกถ่ายเก็บไว้ในจังหวะกำลังหิวโซ แล้วก็ร้อนจนหน้าจะมืดจาก แรงแดดที่ไม่แพ้บ้านเรา แต่จำได้ว่าหันไปเห็นต้นปาล์มสูง ๆ ฟ้าที่สีสดกว่าทุกวันตัดกับตึกสี terracotta (สีส้มอิฐ) และตึกสีขาว มันน่ารักมากเสียจนต้องเอากล้องขึ้นมาถ่าย แต่ใครจะไปคิดว่าอีกหนึ่งปีถัดมามันจะทำให้เราได้ค้นพบตัวเองอีกหนึ่งครั้ง และเจอเส้นทางใหม่ที่เราไม่เคยคิดจะเดินมาก่อน

ไม่แปลกใจเลยที่งานของ ANCHI ให้ความรู้สึกคล้ายกับโปสการ์ดที่ถูกส่งต่อไปกับจดหมาย ที่คอยบอกเล่าว่าที่นั่นที่นี่มีอะไรรออยู่ เป็นจดหมายที่ชี้ชวนให้เราอยากออกไปสัมผัสโลกใบนั้นด้วยตัวเองบ้างสักครั้ง

ใครที่สนใจอยากติดตามผลงานของเธอสามารถตามได้ที่ Instagram: https://www.instagram.com/anchi__________/