คุยกับ สมพจน์ ชิตเกษรพงศ์ ผู้กำกับ กับการรับบทลูกหลาน ควบบทบาทศาสนา ใน '9 วัด สู่สวรรค์' หนังไทยส่งชิงออสการ์

Post on 1 October 2026

ผู้กำกับ สมพจน์ ชิตเกษรพงศ์ ใช้เวลากว่าสิบปีอยู่กับหนังเรื่องหนึ่ง โดยจุดเริ่มต้นของมันย้อนกลับไปไกลถึงความทรงจำในวัยเด็กที่สมุทรปราการ ก่อนที่ความทรงจำนั้นจะค่อย ๆ เติบโตและกลายเป็นภาพยนตร์ที่ได้รับเลือกให้ฉายในเทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์ เป็นตัวแทนภาพยนตร์ไทยไปชิงรางวัลออสการ์ และในวันนี้กำลังพาผู้ชมไทยกลับมาสำรวจคำถามเกี่ยวกับศาสนาและครอบครัว คำถามที่แม้แต่ตัวผู้กำกับเองก็ยังคงค้นหาคำตอบ และอาจไม่มีวันพบคำตอบที่สิ้นสุด

พล็อตของ ‘9 วัด สู่สวรรค์’ อาจฟังดูเหมือนหนังดราม่าครอบครัวธรรมดา เมื่อคุณย่ากำลังจะจากไป สมาชิกทุกคนในครอบครัวจึงต้องออกเดินทางไปทำบุญเก้าวัดเพื่อ ‘ต่อชะตา’ ให้กับเธอ แต่สิ่งที่ทำให้เรื่องนี้มากไปกว่านั้น คือหนังเข้าไปเชื่อมโยงกับประสบการณ์ร่วมของคนไทยจำนวนไม่น้อย เมื่อความเชื่อ ศาสนา และพิธีกรรม กลายเป็นสิ่งที่ยังพอจะดึงสมาชิกในครอบครัวให้กลับมาอยู่พร้อมหน้ากันได้อีกครั้ง

ก่อนจะมาถึงหนังเรื่องนี้ สมพจน์ ชิตเกษรพงศ์ เคยสร้างภาพยนตร์สารคดียาวเรื่อง ‘หมอนรถไฟ’ มาก่อน เขาจบการศึกษาระดับปริญญาตรีจากคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ก่อนศึกษาต่อด้านภาพยนตร์และวิดีโอในระดับปริญญาโทที่ California Institute of the Arts

ในวงการภาพยนตร์ สมพจน์ยังเป็นหนึ่งในผู้ร่วมงานใกล้ชิดของ อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล โดยทำหน้าที่ผู้ช่วยผู้กำกับในภาพยนตร์หลายเรื่อง ทั้ง ‘สัตว์ประหลาด!’, ‘แสงศตวรรษ’, ‘รักที่ขอนแก่น’ และ ‘เมมโมเรีย’

ในบทสนทนากับ GROUNDCONTROL สมพจน์ ชิตเกษรพงศ์ พาเราย้อนกลับไปสำรวจที่มาของท่าทีแบบไม่ตัดสินในภาพยนตร์ ซึ่งเกิดขึ้นจากทั้งประสบการณ์ในฐานะลูกหลานและความสนใจที่เขามีต่อศาสนา ก่อนจะชวนคุยต่อถึงลีลาแห่งการ ‘ประกอบสร้าง’ ที่เขาเลือกเผยให้เห็นร่องรอยของความปรุงแต่งในภาพยนตร์อย่างตรงไปตรงมา ว่าทำไมเขาจึงเลือกเล่าเรื่องด้วยวิธีนี้ และการทำให้ความปรุงแต่งปรากฏขึ้นต่อหน้าคนดูอาจกำลังบอกอะไรเราได้บ้าง บทสนทนายังพาย้อนกลับไปถึงสมุทรปราการ บ้านเกิดที่เป็นจุดเริ่มต้นของเรื่องราวทั้งหมด รวมถึงคำถามบางอย่างที่ยังคงค้างอยู่กับผู้กำกับ และอาจไม่มีคำตอบที่ชัดเจน แม้เขาจะสร้างหนังเรื่องนี้จนเสร็จแล้วก็ตาม

เรานัดพบกับเขาที่วัดธาตุทอง สถานที่ซึ่งครั้งหนึ่งเคยเป็นสถานที่ประกอบพิธีฌาปนกิจของคุณย่าของเขาเอง เนื่องจากเป็นวัดที่เดินทางสะดวกสำหรับญาติพี่น้องจากทั่วกรุงเทพฯ ทำให้ทุกคนสามารถมารวมตัวกันได้ง่าย คล้ายกับ ‘ข้ออ้างในการรวมตัว’ ที่ปรากฏอยู่ในหนังของเขา และบางทีสถานที่แห่งนี้อาจทำให้บรรยากาศของการพบกันในวันนี้อบอุ่นขึ้นมาอีกระดับ

จากสมุทรปราการสู่คานส์และโลก

‘9 วัด สู่สวรรค์’ เพิ่งฉายรอบปฐมทัศน์ในไทยอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 13 กันยายนที่ผ่านมา ในฐานะภาพยนตร์เปิดเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติกรุงเทพมหานคร หลังจากเปิดตัวครั้งแรกในสาย Directors’ Fortnight ที่เทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์ ครั้งที่ 79 จากนั้นจึงเดินทางไปฉายตามเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติสำคัญ ๆ ทั่วโลก ทั้งซิดนีย์ เซี่ยงไฮ้ นิวซีแลนด์ เมลเบิร์น นิวยอร์ก แวนคูเวอร์ ปูซาน ไปจนถึง BFI ลอนดอน พร้อมคว้ารางวัลผู้กำกับยอดเยี่ยมและนักแสดงนำอย่าง สมภพ ทรงกำพล ยังคว้ารางวัลนักแสดงนำชายยอดเยี่ยม ในสาย Asian New Talent Competition ของเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติเซี่ยงไฮ้ รวมถึงรางวัลภาพยนตร์ยอดเยี่ยมจากเทศกาลภาพยนตร์นานาชาตินิวซีแลนด์ และล่าสุดยังได้รับเลือกเป็นตัวแทนประเทศไทยเข้าชิงรางวัลออสการ์ ครั้งที่ 99 สาขาภาพยนตร์นานาชาติยอดเยี่ยม

เรื่องราวเริ่มต้นขึ้นเมื่อมีคนทักว่า คุณย่าสลวยอาจมีชีวิตอยู่ไม่ถึงวันเกิดในอีกสองสัปดาห์ข้างหน้า สมาชิกทั้งเก้าของครอบครัว ทั้งคุณย่า ลูกชายสองคน ลูกสาว ลูกสะใภ้ หลานชายสองคน หลานสาว และแฟนของหลานชาย ซึ่งต่างมีความเชื่อและอาชีพแตกต่างกัน จึงตัดสินใจพาคุณย่าตระเวนถวายสังฆทานให้ครบเก้าวัดภายในวันเดียว เพื่อสะเดาะเคราะห์และต่อชะตาให้กับเธอ แต่ยิ่งจำนวนวัดเพิ่มขึ้นและแต้มบุญถูกสะสมมากขึ้นเท่าไร คุณย่ากลับยิ่งอ่อนล้าลงทั้งกายและใจ

ฟังดูเป็นพล็อตที่มีรากมาจากเรื่องส่วนตัวอย่างชัดเจน ขณะเดียวกันก็พาดพิงไปถึงประสบการณ์ร่วมของผู้คนอีกมากมาย สำหรับ สมพจน์ ชิตเกษรพงศ์ การทำหนังเรื่องนี้จึงไม่ได้เป็นเพียงการบันทึกเหตุการณ์ หากยังเป็นการบันทึกประสบการณ์และความคิดของตัวเขาเองที่เปลี่ยนแปลงไปตามเวลา

“มันก็เป็นการอยากบันทึกสิ่งที่เกิดขึ้น ประสบการณ์ของเรา ประสบการณ์การทำบุญมาตลอดตั้งแต่เด็กจนโต ความคิดความอ่านของเราที่เปลี่ยนแปลงไป” เขาอธิบาย

ฉากหลังของหนังได้รับแรงบันดาลใจจากสมุทรปราการ พื้นที่ที่เป็นทั้งบ้านเกิดของผู้กำกับและเมืองที่มีประวัติศาสตร์สะท้อนธีมของหนังโดยตรง โดยเฉพาะเหตุการณ์ ร.ศ. 112 เมื่อฝรั่งเศสเข้ามาทางปากน้ำเพื่อมุ่งหน้าสู่กรุงเทพฯ

“มันเป็นเมืองที่เหมือนเป็นจุดเริ่มต้นของการปะทะกันระหว่างความใหม่ ความข้างนอก กับความเป็นท้องถิ่นของเรา ซึ่งเรารู้สึกว่าหนังเรื่องนี้มันก็มีลักษณะแบบนั้นเหมือนกัน เป็นเรื่องการปะทะกันระหว่างความเชื่อสองแบบ”

ขณะเดียวกัน ในสายตาของสมพจน์ สมุทรปราการยังเป็นเมืองที่ไม่ค่อยถูกพูดถึงและเหมือนถูกเพิกเฉยอยู่เล็ก ๆ เมืองที่เต็มไปด้วยโรงงานอุตสาหกรรมซึ่งผลิตสินค้าให้กับยุคบริโภคนิยม จนแม้แต่คำขวัญประจำจังหวัดยังลงท้ายด้วยคำว่า ‘อุตสาหกรรม’ และในแง่นี้ เมืองแห่งโรงงานและการเดินทางผ่านไปมาจึงกลายเป็นฉากหลังที่สอดคล้องกับหนังอย่างน่าสนใจ

“เช่นเดียวกับที่หนังเรื่องนี้เองก็เป็นเหมือนเรื่องของทางผ่านไปสู่อะไรสักอย่าง”

เป็นลูกเป็นหลานก่อนเป็นศาสนิกชน

ช่วงหนึ่งที่น่าสนใจของ ‘9 วัด สู่สวรรค์’ คือท่าทีของหนังที่ไม่ได้เลือกวิพากษ์วิจารณ์อย่างรุนแรง หรือขยี้ความขัดแย้งให้เข้มข้นจนคนดูแทบนั่งไม่ติดเก้าอี้ ไม่ว่าจะเป็นประเด็นเรื่องศาสนาหรือความสัมพันธ์ในครอบครัว แต่ท่าทีที่ดูเหมือนจะไม่ตัดสินนี้กลับไม่ใช่ความผิดพลาด หากอาจเป็นจุดยืนสำคัญในวิธีการกำกับของสมพจน์เอง

“เรารู้สึกว่าทุกวัดมันมีทั้งแง่งามและแง่ที่ชวนให้ตั้งคำถาม” เขาอธิบาย “คนเราเข้าไปวัดเดียวกัน คนหนึ่งก็มองแบบหนึ่ง อีกคนก็มองอีกแบบหนึ่ง หน้าที่ของเราคือถ่ายทอดตรงนี้ออกมา แล้วเปิดพื้นที่ให้คนดูเข้าไปจับเองว่าคุณอยากจะมองวัดนี้ยังไง”

สำหรับสมพจน์ การเปิดพื้นที่ให้มุมมองที่หลากหลายเข้ามาอยู่ร่วมกันจึงเป็นส่วนสำคัญของหนัง เพราะเรื่องราวไม่ได้มีเพียงคนกลุ่มเดียว หากประกอบขึ้นจากผู้คนหลายวัยและหลายความคิด

“หนังเรื่องนี้มันเป็นเรื่องของคนหลาย ๆ คน หลาย ๆ วัย หลาย ๆ มุมมอง ตัวหนังเองก็ต้องโอบอุ้มความหลากหลายตรงนี้ด้วย ทั้งคนที่เห็นคุณค่า คนที่ไม่เห็นคุณค่า คนที่กึ่ง ๆ เห็นแต่ก็สงสัย คนที่ตั้งคำถาม”

ความสนใจเรื่องพุทธศาสนาของเขาย้อนไปได้ตั้งแต่วัยเด็ก ผ่านครอบครัวที่พาเข้าวัด ท่องบทสวดมนต์ยาว ๆ ปฏิบัติตามความเชื่อที่ส่งต่อกันมาแบบเด็ก ๆ ทั่วไป แต่เมื่อโตขึ้นความสนใจก็ค่อย ๆ เปลี่ยนทิศไปเรื่อย ๆ ตามวัยและประสบการณ์ชีวิต แต่ “เรื่องอะไรที่เป็นคำสอนเราก็สนใจทั้งหมด เพราะเรารู้สึกว่าที่จริงคำสอนของพระพุทธเจ้าในหลายส่วนก็มีความปฏิบัติได้จริง เราอ่านหนังสือพุทธธรรมของท่าน ป.อ. ปยุตฺโต ท่านอธิบายคำสอนจากพระไตรปิฎกออกมาเหมือนงานเขียนของนักวิชาการเลย ทุกอย่างดูเป็นเหตุเป็นผล มีแง่มุมที่ปรับใช้ได้”

เมื่อถามว่า แล้วตัวเขาเองยืนอยู่ตรงไหนในครอบครัวที่มีทั้งคนสายมูและคนที่เคร่งกับพิธีกรรม สมพจน์กลับไม่ได้วางตัวเองไว้ในตำแหน่งใดอย่างชัดเจน เพราะสำหรับเขา การอยู่ร่วมกับความหลากหลายเหล่านี้ไม่ได้หมายถึงการต้องเป็นทั้งผู้ปกป้องหรือผู้ต่อต้านศาสนา หากเป็นเพียงการรับมือกับมันในฐานะคนคนหนึ่งที่มีบทบาทแตกต่างกันไปในแต่ละสถานการณ์

ในฐานะสมาชิกคนหนึ่งของครอบครัวที่มีความเชื่อหลากหลาย เขายอมรับว่าเคยแสดงความเห็นค้านคนในครอบครัวมาแล้วหลายรูปแบบ เคยพูดจนรู้สึกว่าพูดไปก็ไม่มีประโยชน์ และเคยถึงจุดที่เลือกจะเงียบ ไม่ใช่เพราะเขาเปลี่ยนมุมมองที่มีต่อศาสนา หรือได้ข้อสรุปว่าความเชื่อของใครถูกหรือผิด แต่เพราะ ‘คนเราไม่ได้จำเป็นต้องพูดเรื่องพุทธศาสนากันตลอดเวลา เราก็มีชีวิตด้านอื่นอยู่ด้วย เหมือนกับหนังที่อาจจะสะท้อนประเด็นต่าง ๆ ไปก็ได้ในเรื่องอื่น’

“ผมไม่ได้รับมือความหลากหลายในครอบครัว แบบผู้ปกป้องพุทธศาสนาหรือผู้ต่อต้านศาสนา ผมรับมือในฐานะผู้เป็นลูก ผู้เป็นหลาน เป็นคนหนึ่งในสังคม มันแล้วแต่บทบาทของเราในวันนั้น ๆ ว่าเราสามารถทำอะไรได้แค่ไหน”

“ถ้าตราบใดที่มันไม่ถึงขั้นเกินการควบคุมหรือสุดโต่ง ในแง่หนึ่งการที่ครอบครัวมาเจอกัน มีกิจกรรมร่วมกันมันก็มีคุณค่าแล้ว พิธีกรรมทางศาสนาไม่ได้มีคุณค่าแค่เชิงศาสนาอย่างเดียว แต่เป็นเรื่องของการดึงคนมาทำอะไรบางอย่างร่วมกันด้วย หนังเรื่องนี้ก็เลยพูดถึงสถานการณ์เมื่อครอบครัวต้องมารวมตัวกัน ไม่ใช่แค่เฉพาะเรื่องผลลัพธ์ของการทำบุญ”

เก้าวัด หนึ่งเหตุผล

การทำบุญเก้าวัดในหนังเรื่องนี้จึงไม่ได้ทำหน้าที่เพียงเป็นพิธีกรรมทางศาสนา หากยังเป็นเหตุผลที่ทำให้ครอบครัวได้กลับมารวมตัวกันอีกครั้ง ไม่ใช่เพียงเป้าหมายทางจิตวิญญาณ แต่บางครั้งอาจเป็นเหตุผลเดียวที่ทำให้สมาชิกในครอบครัวมีโอกาสกลับมาเจอกันเป็นครั้งคราว

“ถ้าไม่มีเงื่อนไขมาให้ทำบุญ ครอบครัวก็อาจไม่รวมตัวกัน” เขายกตัวอย่าง “หลายครอบครัวรวมตัวกันก็เพราะมาเช็งเม้ง มาไหว้เจ้า หรือมาทำบุญครบรอบวันตาย ถ้าไม่มีเหตุผลแบบนั้น บางทีก็ไม่รู้จะรวมกันทำไม”

สำหรับสมพจน์ นี่ไม่ใช่มุมมองที่เศร้าหรือมองโลกในแง่ร้าย แต่เป็นจุดที่พาไปสู่แนวคิดเรื่อง ‘การประกอบสร้าง’ ในปรัชญาพุทธ ซึ่งมองว่าสิ่งต่าง ๆ รอบตัวมนุษย์ ตั้งแต่ร่างกาย ความสัมพันธ์ ไปจนถึงกิจกรรมอย่างการทำบุญ หรือแม้แต่สิ่งที่เราเรียกว่า ‘ครอบครัว’ ล้วนเกิดจากการประกอบและการปรุงแต่งขึ้นมา ไม่มีสิ่งใดดำรงอยู่อย่างถาวรด้วยตัวมันเอง

“ชีวิตทั้งหมดมันคือการประกอบสร้างอยู่แล้ว การปรุงแต่ง” เขาว่า “ถ้าเรามองในเชิงพุทธธรรม รถมันก็ไม่ใช่รถ มันแค่มีล้อ มีเครื่องยนต์มาเป็นองค์ประกอบ ร่างกายก็เหมือนกัน สุดท้ายมันก็แยกออกมาได้เป็นองค์ประกอบต่าง ๆ แต่เราไปยึดติดกับสิ่งเหล่านั้น”
แนวคิดนี้ไม่ได้อยู่เพียงในเนื้อหาของหนัง แต่ยังกลายเป็นวิธีที่สมพจน์ใช้สร้างตัวหนังขึ้นมาด้วย เขาอธิบายว่า ภาพยนตร์เองก็เป็นการนำองค์ประกอบต่าง ๆ มาประกอบเข้าด้วยกัน ก่อนจะรัดรวมทุกอย่างไว้ภายในเวลาสองชั่วโมง เพื่อสร้างความรู้สึกว่าผู้ชมกำลังมองชีวิตจริงอยู่ ทั้งที่แท้จริงแล้วสิ่งที่อยู่ตรงหน้าก็เป็นเพียงสิ่งที่ถูกสร้างขึ้นมา

“หนังเป็นการจับองค์ประกอบทั้งหมดมารัดรวมกันในสองชั่วโมงเพื่อจำลองความรู้สึกว่ามันคือชีวิตจริง แล้วเราก็ทำมันราวกับว่ามันเป็นชีวิตจริง แต่จริง ๆ แล้วมันก็คือการประกอบสร้าง เรารู้สึกว่าเราทำภาพยนตร์อยู่ ก็เลยอยากให้ความรู้สึกว่ามันเป็นการประกอบสร้างสะกิดคนดูสักนิดว่า สิ่งที่เรากำลังดูอยู่และรู้สึกว่ามันธรรมชาติมาก ๆ จริง ๆ แล้วมันก็เป็นการประกอบสร้างเหมือนกัน”

ด้วยเหตุนี้ หลายฉากในหนังจึงมีลักษณะคล้ายมุกตลกที่เกิดขึ้นจากการจงใจเผยองค์ประกอบของภาพยนตร์ออกมา ขณะเดียวกันก็ใช้ภาษาที่ชวนให้นึกถึงหนังทดลอง เมื่อถามว่าการทลายมนตร์ลวงของภาพยนตร์เช่นนี้มีเป้าหมายทางการเมืองแบบเดียวกับหนังทดลองบางประเภทหรือไม่ สมพจน์ตอบว่า แม้ปลายทางอาจมีบางอย่างคล้ายกัน แต่จุดตั้งต้นของเขาแตกต่างออกไป

“ปลายทางอาจคล้ายกัน แต่จุดตั้งต้นต่างกัน” เขาตอบ “ปรัชญาการเมืองบางอย่างอาจนำมาสู่เทคนิคเหล่านั้นได้ แต่ของเรามีที่มาจากทางพุทธมากกว่า เพราะตัวหนังเองก็เล่าเรื่องลักษณะนี้อยู่ด้วย”

อย่างไรก็ตาม นั่นไม่ได้หมายความว่าแนวคิดทางศาสนาจะไม่มีมิติทางการเมืองอยู่เลย เขายกตัวอย่างสหรัฐอเมริกาที่มีงานศึกษาถึงความสัมพันธ์ระหว่างความเคร่งศาสนากับแนวโน้มทางการเมืองแบบอนุรักษ์นิยม แต่ในอีกด้านหนึ่ง เขามองว่าต้องแยก ‘ปรัชญาทางศาสนา’ ออกจาก ‘สถาบันและองค์กรทางศาสนา’ เพราะสิ่งเหล่านี้ไม่ได้เป็นเรื่องเดียวกันเสมอไป

“พระพุทธเจ้าก็อย่างหนึ่ง คำสอนก็อย่างหนึ่ง พระสงฆ์ก็อย่างหนึ่ง องค์กรที่ตั้งขึ้นมาเพื่อเป็นคณะสงฆ์ของไทยก็เป็นอีกอย่างหนึ่ง เราจะมองว่าองค์กรหนึ่งเป็นตัวแทนทุกอย่างของความเป็นพุทธไม่ได้ ความเป็นวัดแต่ละวัดก็ไม่เหมือนกัน”

คำถามต่อไปในเส้นทางนี้

แม้จะใช้เวลากว่าเก้าปีในการสร้างหนังเรื่องนี้ หลังจากภาพยนตร์สารคดีเรื่อง ‘หมอนรถไฟ’ (Railway Sleepers) ในปี 2559 สมพจน์ก็ไม่ได้มองว่าการสร้างหนังจนเสร็จหมายถึงการเดินทางมาถึงคำตอบสุดท้ายของคำถามที่หนังตั้งไว้ ตรงกันข้าม หนังเรื่องนี้เกิดขึ้นจากความสงสัยที่ยังคงอยู่กับเขาจนถึงปัจจุบัน

“เรารู้สึกว่านั่นคือเหตุผลที่เราทำหนังเรื่องนี้ เพราะหนังเรื่องนี้มันเต็มไปด้วยการตั้งคำถามและการสงสัยในตัวเองว่าสุดท้ายมันคืออะไร”
และเมื่อถามว่าหลังจากใช้เวลาถึงเก้าปีอยู่กับคำถามเหล่านี้ วันนี้เขาได้คำตอบแล้วหรือยัง คำตอบของสมพจน์ยังคงเปิดกว้าง
“เราว่าเราก็ยังมีอีกหลายคำถามอยู่เหมือนเดิม” เขากล่าว

ภาพยนตร์ ‘9 วัด สู่สวรรค์’ (9 Temples to Heaven) เขียนบทและกำกับโดย สมพจน์ ชิตเกษรพงศ์ ถ่ายภาพโดย โจนาธาน ริกบูร์ อำนวยการสร้างโดย กฤษฎา ขำยัง และ อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล ผลิตโดย Kick the Machine Films และ At A Time Pictures เข้าฉายในโรงภาพยนตร์ทั่วประเทศแล้ววันนี้