เบื้องหลังลวดลายดอกไม้ทับแห้งของ Sandray Studio

Post on 1 October 2026

เชื่อว่าหลายคนน่าจะเคยนำดอกไม้ที่ชอบมาทับไว้ในหนังสือ เพื่อเก็บช่วงเวลาที่ดอกไม้ยังสวยงามเอาไว้ให้นานขึ้น แม้เวลาจะผ่านไปจนกลีบดอกไม้ค่อย ๆ แห้งลง แต่การทับดอกไม้ก็ช่วยให้มันยังคงอยู่กับเราในอีกรูปแบบหนึ่ง กลายเป็นความทรงจำเล็ก ๆ ที่หยิบกลับมามองเมื่อไรก็ยังพาเราย้อนกลับไปหาช่วงเวลานั้นได้

สำหรับ ‘Sandray Studio’ สตูดิโอของ ‘เอม - จารุวรรณ ปานแสงเพ็ชร’ ศิลปินในเรดาร์ของพวกเราประจำอาทิตย์นี้ การเก็บรักษาดอกไม้ไม่ได้จบลงแค่การสตัฟฟ์ดอกไม้ให้คงอยู่ได้นานขึ้น แต่ยังเป็นจุดเริ่มต้นของการจัดช่อดอกไม้ขึ้นใหม่ในอีกวิธีหนึ่งด้วย เพราะเมื่อกลีบและส่วนต่าง ๆ ของดอกไม้ถูกนำมามองในฐานะรูปทรง สี และพื้นผิว แล้วนำมาจัดวางเป็นองค์ประกอบใหม่ มันก็สามารถกลายเป็นงานศิลปะที่ยังคงเก็บความทรงจำของดอกไม้ช่อเดิมเอาไว้ และยังสะท้อนความหมายใหม่สุดยูนีคในแบบฉบับของตัวเอง

“สวัสดีค่ะ เอม - จารุวรรณ ปานแสงเพ็ชร นะคะ เอมเรียนจบจากสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง สาขาวิชาออกแบบผลิตภัณฑ์ค่ะ เรียนจบมานานมาก ๆ แล้ว น่าจะประมาณสิบสามปีแล้ว แต่เพิ่งเริ่มทำ Sandray Studio มาได้สองปีค่ะ”

“ก่อนจะมาทำสตูดิโอนี้ เอมมีอาชีพเยอะเลยค่ะ (หัวเราะ) แต่ส่วนมากจะใช้ชีวิตอยู่ในวงการออกแบบและศิลปะนี่แหละ แต่ไม่เคยทำงานในตำแหน่งดีไซเนอร์เลย จะเป็นในส่วนของตำแหน่ง AE หรือ Project Coordinator เพราะเรารู้ตัวตั้งแต่ตอนเรียนเลยค่ะว่าชอบงานดีไซน์ แต่ไม่ชอบการโดนตรวจงาน”

“หลังจากทำงานมาสักพักก็เจอกับยุคโควิด-19 ถือเป็นจุดเปลี่ยนเลยค่ะ เพราะตอนนั้นเราทำงานอยู่ในวงการอีเวนต์ เลยเป็นกลุ่มแรก ๆ ที่โดนผลกระทบ จึงตัดสินใจลาออกจากงานมาขายก๋วยเตี๋ยวเรือ เพราะมีสูตรของทางบ้าน จากนั้นก็ยึดอาชีพแม่ค้าเป็นหลักเลย จนถึงตอนนี้ก็ผ่านมาหกปีแล้ว ร้านยังอยู่นะคะ แต่ยกให้น้องสาวไปแล้ว เพราะเอมออกมาทำ Sandray Studio เต็มตัวค่ะ”

**เอม - จารุวรรณ ปานแสงเพ็ชร**

เอม - จารุวรรณ ปานแสงเพ็ชร

เอมเล่าถึงเบื้องหลังการเริ่มต้นของ Sandray Studio ว่า “จุดเริ่มต้นของ Sandray Studio มาจากความเบื่อหน่ายค่ะ ตอนนั้นเอมขายก๋วยเตี๋ยวมาเกือบห้าปีแล้ว ร้านเริ่มอยู่ตัวแล้ว เลยรู้สึกว่า อยากลองหาอะไรใหม่ ๆ ทำดู ซึ่งจริง ๆ แล้วเอมเป็นคนชอบทำทุกอย่างที่ได้ลงมือทำด้วยตัวเองอยู่แล้ว ตั้งแต่เด็กก็ชอบงานคราฟต์มาก ๆ เวลาโรงเรียนให้ทำการ์ดหรือทำงานประดิษฐ์ เราจะเพลินกับการได้ใช้เวลาอยู่กับงานพวกนี้มาก”

“สมัยเรียนมหาลัย เอมยังมีโอกาสได้ลองทำทั้งเทกซไทล์ สกรีนผ้า และย้อมผ้า รวมถึงเซรามิก หรือวิชาที่ต้องทำโมเดลจากวัสดุต่าง ๆ อย่างไม้ เหล็ก และปูน ซึ่งเราสนุกกับทุกอย่างเลยค่ะ เลยรู้ตัวมาตลอดว่าตัวเองชอบงานที่ได้ทำด้วยมือ เพียงแต่ตอนนั้นยังไม่ได้คิดว่าจะนำความชอบนี้มาต่อยอดเป็นงานของตัวเอง”

“พอรู้ตัวว่าเบื่อ เอมก็เลยเสิร์ชหาไปเรื่อยค่ะ ลองคิดว่า เราอยากจะทำอะไรดี ลองหลายอย่าง มีทั้งที่ลองแล้วเลิก และลองแล้วไม่เวิร์ก จนวันหนึ่งไปเจองาน pressed flower หรือ การทับดอกไม้ ของต่างประเทศ ก็รู้สึกสนใจขึ้นมามาก ๆ เลยลองศึกษาต่อเองจาก YouTube แล้วก็เข้าไปอยู่ในกลุ่มคนทำสิงนี้สักพัก เพื่อเรียนรู้และทำความเข้าใจหลักการต่าง ๆ ให้มากขึ้น จนเริ่มเข้าใจหลักการ”

“จากนั้นเอมเริ่มไปตลาดดอกไม้อยู่เป็นเดือน ๆ ตั้งใจว่าจะลองทับดอกไม้ให้ได้ทุกชนิด เพราะพอทำจริงถึงรู้ว่าดอกไม้แต่ละแบบมีเทคนิคและวิธีการทับที่ไม่เหมือนกัน ต้องค่อย ๆ ลองผิดลองถูกไปเรื่อย ๆ แถมการทับดอกไม้ก็เหมือนเป็นเกมแห่งการรอคอย เพราะกว่าจะรู้ว่าผลลัพธ์จะออกมาเป็นอย่างไร ต้องรอให้ดอกไม้แห้งประมาณสามถึงสี่สัปดาห์ ถ้าทับแล้วพังก็ต้องเริ่มใหม่ทั้งหมด เลยกลายเป็นช่วงเวลาที่ต้องฝึกอยู่นานพอสมควร แต่เอมไม่เคยรู้สึกท้อนะคะ เพราะเราสนุกกับการได้ลองและค่อย ๆ เรียนรู้ไปกับมันค่ะ” เธอเสริม

“หลังจากได้ลองทำไปเรื่อย ๆ เอมก็รู้สึกว่างานสไตล์นี้ตอบโจทย์วิธีการทำงานที่เราถนัด เอมเป็นคนชอบงานกราฟิกแต่เอมวาดรูปไม่เก่งค่ะ เรารู้สึกว่าเราถนัดงานแบบคอลลาจมากกว่า คือมีของ มีวัตถุดิบมาให้อยู่แล้ว แล้วเราก็เอามาจัดวาง การทับดอกไม้เลยตอบโจทย์มาก ๆ ค่ะ แค่ต้องถึกนิดนึง เพราะวัตถุดิบที่เราจะใช้ เราต้องนำมันมาสู่กระบวนการทับก่อน หลังจากนั้นต้องรอให้แห้งสนิท ซึ่งเป็นกระบวนการที่ใช้เวลา และเรายังต้องเข้าใจเทคนิคการทับดอกไม้แต่ละชนิดด้วย ถึงสามารถนำมาสร้างงานได้ สำหรับเอม เอมมองว่ามันแฟร์ดีอะ สำหรับตัวเรา เราไม่เก่งอย่างหนึ่ง เราเลยต้องเสียสละอย่างหนึ่งเพื่อให้ได้งานมาค่ะ”

เมื่อการทำดอกไม้ทับแห้งกลายเป็นสิ่งที่เอมคุ้นเคยมากขึ้น วิธีมองดอกไม้ของเธอก็ค่อย ๆ ชัดเจนขึ้นด้วย จากการเก็บรักษาดอกไม้ตามรูปแบบเดิม สู่การมองกลีบดอกไม้เป็นรูปทรง สี และพื้นผิวที่สามารถนำมาจัดวางใหม่ได้

เอมอธิบายกระบวนการทำงานว่า “จริง ๆ แล้วงานถนอมดอกไม้ (flower preservation) เป็นเหมือนงานบริการมากกว่าค่ะ คือเรารับเก็บรักษาดอกไม้ที่มีคุณค่าทางใจให้กับลูกค้า แต่เอมคิดว่างานของเอมจะต่างจากการนำช่อดอกไม้มาถนอมรักษาแล้วจัดเรียงให้ตรงตามลักษณะของช่อเดิมตรงที่ว่า เอมมองกลีบดอกไม้ที่ทับแห้งเสร็จเรียบร้อยแล้วเป็นเหมือนรูปทรงแบบกราฟิกค่ะ”

“เวลาที่ดอกไม้ทับแห้งเสร็จแล้วและถูกนำมาเรียงใส่กรอบ เอมแทบไม่สนเลยค่ะว่าช่อเดิมรูปทรงมันเป็นยังไง เอมจะมองว่า ตอนนี้เรามีกลีบดอกไม้ฟอร์มไหนบ้าง สีอะไรบ้าง เทกซเจอร์เป็นยังไง แล้วนำมาเรียงใหม่ในสไตล์ที่เอมชอบ หรือบางทีก็ตัดแต่งกลีบดอกไม้ให้เป็นรูปทรงอื่น ๆ ที่แทบจะมองไม่ออกเลยว่า เดิมทีมันคือดอกอะไร งานของเอมเลยค่อนข้างมีความเป็นกราฟิกพอสมควรค่ะ แต่ใด ๆ ก็ยังพยายามจะบาลานซ์ให้ลูกค้ายังพอจำได้ว่า เออ มันมาจากช่อของเขานะ ไม่ใช่แปลงร่างจนเลยไปไกลค่ะ”

“นอกจากงานบริการลูกค้าแล้ว เอมก็ยังอยากมีพื้นที่ให้ตัวเองได้ทดลองทำงานที่สนองความสนใจของตัวเองด้วย งานล่าสุดที่ทำไม่ใช่งานบริการลูกค้า แต่เป็นงานที่เราอยากทำสนองตัวเอง คือการทำ pressed petal tiles art เป็นการนำกลีบดอกไม้มาตัดเป็นสี่เหลี่ยมแล้วมาเรียงเหมือนเรียงกระเบื้อง หรือที่เรียกว่า tile art ค่ะ โดยจัดเป็นเวิร์กช็อปทำเป็นกรอบรูปด้วย งานนี้มันเกิดจากว่าเวลาที่กลีบดอกไม้ถูกทับแห้งแล้ว เราเห็นว่ามีสีและเทกซเจอร์ที่ไล่เฉดเป็นเอกลักษณ์มาก ๆ แล้วมันเกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ เราเลยอยากเก็บความสวยงามตามการเปลี่ยนแปลงตามธรรมชาติ อันนี้มาสร้างงานในแบบกราฟิกแบบที่เราชอบ”

“งานประเภทนี้ได้รับผลตอบรับดีมาก ๆ เลยใน Instagram ชาวเน็ตฝรั่งมามุงกันเต็มเลย ล่าสุดกำลังจะได้ไปจัดเวิร์กช็อปนี้อีกครั้งที่นิวยอร์กเดือนพฤศจิกายนนี้ค่ะ”

“นอกจากงานรับเก็บรักษาดอกไม้ให้ลูกค้าทั่วไปที่เราคิดว่าคงจะต้องทำต่อไปเรื่อย ๆ เพราะเป็นรายได้หลัก แกนหลักของสตูดิโอแล้ว เอมก็วางแผนที่จะแบ่งเวลาบางช่วงของปีมาทำอะไรที่เป็นงานที่เป็นแบบที่เราชอบและได้สำรวจ อย่างช่วงนี้ก็ได้เริ่มทดลอง botanical cyanotype print สนุกมากค่ะ กำลังอยู่ในช่วงที่พัฒนาว่าจะเอามาต่อยอดเป็นงานในสตูดิโอได้ยังไง หรืออย่างงาน botanical gel printing ก็แอบเล็ง ๆ อยู่ค่ะ”

ชิ้นนี้เป็นงานชิ้นแรกเลยค่ะ เรียกว่าเป็นงานเดบิวต์ของเราเลย เราเป็นคนไปขอพี่เขาทำค่ะ พี่เขาเป็นคนรู้จัก เป็นเพื่อนของพี่สาวเรา ถือว่าเป็นผู้มีพระคุณ เป็นเหมือนพ่อแม่ทูนหัวของ Sandray Studio เลยก็ว่าได้ เพราะถ้าไม่มีช่อดอกไม้จากพี่เขา ก็คงไม่มีงานชิ้นแรกของเราค่ะ

ทั้งหมดนี้เป็นงานเก็บรักษาดอกไม้จากงานแต่งงานของลูกค้าค่ะ มันเลยจะคล้าย ๆ กัน เหตุผลที่ชอบทั้งสามชิ้นนี้เพราะเรารู้สึกสะใจ มันกราฟิกดีจังเลยอะ เราได้จัดวางแบบที่ใช้จุด เส้น ระนาบ แล้วเราเลือกที่จะลงบนพื้นดำด้วย ต้องขอบคุณลูกค้ามาก ๆ เลยที่เปิดกว้างให้ทำอะไรที่อาจจะไม่ตรงตามขนบของการถนอมรักษาดอกไม้

งานสุดท้ายเป็นงานที่มีกรอบใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยทำมาเลยค่ะ แล้วยิ่งฟอร์มของดอกไม้เป็นฟอร์มเล็ก ๆ พอมาอยู่ในสเปซที่ใหญ่ ก็ยิ่งชอบความรู้สึกที่เหมือนมีดาวดวงเล็ก ๆ หลายดวง แล้วก็มีเทกซเจอร์หลากหลายแบบมาอยู่รวมกันค่ะ

ในตอนท้ายเธอได้พูดถึงเป้าหมายในอนาคตของตัวเองไว้ว่า “เอมตั้งเป้าไว้ว่า อยากให้ Sandray Studio เป็น botanical art studio ที่สร้างงานศิลปะ งานคราฟต์หลาย ๆ แบบ โดยมีแกนหลักเป็นดอกไม้ใบไม้ ก็ค่อย ๆ สำรวจและพัฒนาไปค่ะ” เธอสรุป

จะเห็นได้เลยว่า สำหรับ Sandray Studio แล้ว ดอกไม้หนึ่งช่อไม่ได้มีเพียงช่วงเวลาที่มันเคยเบ่งบาน แต่ยังเก็บเรื่องราวและความรู้สึกบางอย่างเอาไว้ได้ แม้เวลาจะพาให้กลีบดอกไม้ค่อย ๆ เปลี่ยนไป จากดอกไม้ที่เคยอยู่ในช่วงเวลาหนึ่งของชีวิต จึงค่อย ๆ กลายเป็นความทรงจำชิ้นเล็ก ๆ ที่ยังหยิบกลับมามองได้เสมอ

ถ้าใครอยากเห็นดอกไม้เหล่านี้ในวันที่เปลี่ยนสถานะจากช่อดอกไม้มาเป็นงานศิลปะ ลองแวะไปติดตามผลงานของ ‘Sandray Studio’ หรือ ‘เอม - จารุวรรณ ปานแสงเพ็ชร’ กันได้ที่ https://www.instagram.com/sandray.studio/

แล้วมาดูกันว่ากลีบดอกไม้ธรรมดา ๆ เมื่อถูกมองผ่านสายตาของเธอ จะกลายเป็นอะไรได้อีกบ้าง