“บริษัทต้องการคนใช้งาน แต่หนังต้องการมนุษย์” คุยกับ เต๋อ นวพล และ เอิงเอย ประภามณฑล ว่าด้วยระบบที่ออกแบบมาเพื่อผลิตคน ไปจนถึงการดิ้นรนในฐานะมนุษย์สู้ชีวิตธรรมดา ๆ อย่างพวกเรา

Post on 10 February 2026

ในโลกการทำงาน กฎเกณฑ์จำนวนไม่น้อยมักรับใช้อำนาจมากกว่าสร้างความเป็นธรรม คนบางกลุ่มจึงดูเหมือนยอมสู้ชีวิตไปตามชะตา ยอมเงียบ ยอมทน และยอมรับในสิ่งที่ไม่คุ้มจะสู้

แต่ในภาพยนตร์เรื่องล่าสุดของ เต๋อ – นวพล ธำรงรัตนฤทธิ์ อย่าง พนักงานใหม่ (โปรดรับไว้พิจารณา) หรือ HUMAN RESOURCE เขาชวนผู้ชมไปสำรวจเบื้องหลังความ “นิ่ง” ของมนุษย์ ผ่านสายตาของ เฟรน (รับบทโดย เอิงเอย ประภามณฑล) เจ้าหน้าที่ HR ผู้มีหน้าที่พิจารณา “พนักงานใหม่” ภายใต้เงื่อนไขประหลาดของบริษัท ขณะเดียวกันก็ต้องพิจารณา “มนุษย์คนใหม่” ในครรภ์ของตัวเองไปพร้อมกัน ว่าควรรับเขาเข้ามาอยู่ในโลกที่เต็มไปด้วยความขัดแย้ง และระบบที่ดูเหมือนจะทำงานผิดเพี้ยนนี้หรือไม่ และอย่างไร

บทสนทนาชิ้นนี้ขยับออกจากความเคลื่อนไหวบนจอภาพยนตร์ มามองสภาพแวดล้อมที่บีบคั้นให้มนุษย์ต้องสวมหน้ากากและหัวโขน ผ่านมุมมองของผู้กำกับและนักแสดงนำ พร้อมตั้งคำถามกลับไปยังผู้ชมว่า การเงียบและยอมรับในสิ่งที่ “ไม่คุ้มจะสู้” นั้น แท้จริงแล้วคือความพ่ายแพ้ หรืออาจเป็นการเลือกวิธีใหม่ในการอยู่รอด

ท่ามกลางกระแสทุนนิยมและการสั่นคลอนของสถาบันทางสังคม “ระบบ” เหล่านี้ทำงานกับอารมณ์ ความรู้สึก และการรับรู้ของมนุษย์อย่างไร และความเป็นมนุษย์ในยุคปัจจุบันยังเหลือพื้นที่ให้ยืนอยู่ตรงไหนบ้าง

เอิงเอยเล่าว่า “เราดูเฟรนแล้วก็เห็นตัวเองเหมือนกัน เราคิดว่าจริง ๆ แล้วเฟรนอาจไม่ใช่คนที่ยอม แต่เขาแค่รู้สึกว่าสถานการณ์นี้มันไม่คุ้มจะสู้ เลยเลือกเงียบ ถ้าเป็นเรื่องอื่นที่คุ้มจะสู้ เขาก็อาจกลายเป็นคนสู้คนเหมือนกัน ถ้าพี่ด่าหนูทั้ง ๆ ที่หนูไม่ผิด หนูก็ไม่ยอมนะ”

ขณะที่นวพลมองว่า “เหตุการณ์แบบนี้มักเกิดขึ้นในที่ที่กฎอ่อนแอมาก ๆ แล้วพอมีคนทนไม่ได้ ก็ต้องลุกขึ้นสู้ด้วยตัวเอง กลายเป็นการผลักภาระไปให้คนที่มีปัญหาต้องจัดการกันเอง”

เขายังพูดถึงกระบวนการสร้างตัวละครว่า “สำหรับเรา ตัวละครในหนังมาจากบทครึ่งหนึ่ง และนักแสดงอีกครึ่งหนึ่ง บางทีเรามีบทมาก่อน แล้วไปเจอคนที่มี ‘เชื้อ’ หรือมีลักษณะบางอย่างที่เหมาะกับบท ก็เอามาประกอบกัน เราได้สิ่งใหม่จากการแสดงเยอะมาก แต่ถ้าเทียบกับบริษัทใหญ่ เขาจะชัดเจนเลยว่าอยากได้คนแบบไหน ฟังก์ชันเป็นฟังก์ชัน คำนวณเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ เขาล็อกไว้แล้วว่าจะเอาอะไร แล้วคุณมีอะไรมาตรงบ้าง”

สำหรับประเด็นทุนนิยม นวพลอธิบายว่า “มันเป็นส่วนหนึ่งของคำถามในหนัง เพราะทุกอย่างทำงานด้วยเงิน และเงินก็สร้างความไม่เท่ากันเต็มไปหมด แต่สุดท้ายหนังเหมือนตั้งคำถามกับ ‘ระบบ’ ทั้งหมด ไม่ใช่แค่ทุนนิยมอย่างเดียว ว่าถ้าไม่ทำแบบนี้จะตกขบวนไหม ถ้าไม่ทำแบบนั้นจะอยู่ยังไง มันเลยโยงไปถึงเรื่องสวัสดิการ หรือคำถามทางสังคมอื่น ๆ ได้ด้วย”

คนที่ทนยอม อาจไม่ได้อยากยอมทน

ในจักรวาลของภาพยนตร์เรื่องนี้ “เฟรน” ต้องทำหน้าที่พิจารณาพนักงานใหม่เข้ามาทำงานในบริษัท โดยมี “พี่” คนหนึ่งเป็นปมปัญหาสำคัญ ทั้งในฐานะเหตุผลที่ทำให้พนักงานเก่าลาออก และในฐานะบททดสอบว่าพนักงานใหม่จะยอมรับเงื่อนไขของอำนาจนี้ได้หรือไม่

แต่สิ่งที่หนักหนาไม่แพ้กันคือ เฟรนต้องพิจารณาเด็กในครรภ์ของตัวเองไปพร้อมกัน ว่าจะรับเขาเข้ามาอยู่ในโลกที่เต็มไปด้วยปมปัญหาได้หรือไม่ โลกที่ถนนกลายเป็นสนามปะทะระหว่างกฎหมายกับพฤติกรรม สายสัมพันธ์กับอำนาจดิบ และความขัดแย้งที่กระจายอยู่ในทุกพื้นที่ของชีวิต ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ที่ทำงานหรือบนถนนเท่านั้น

การเลือกให้ผู้ชมมองโลกร้ายใบนี้ผ่านสายตาของผู้หญิงที่ดูเหมือนจะเป็นคน “ยอมคน” สุด ๆ ทั้งในฐานะแฟนและในฐานะแม่ จึงกลายเป็นจุดที่น่าสนใจ ว่าหนังกำลังชวนให้เราลุกขึ้นสู้ หรือกำลังชวนให้เรามองความเงียบในมุมใหม่กันแน่

“เราเลือกให้ตัวละครเป็นแบบนี้ เพราะเราพบคนแบบนี้เยอะมาก” นวพลเล่า “ถ้าเราเป็นคนไม่ยอมคน เราอาจจะมองด้วยสายตาแบบง่าย ๆ ว่าเรื่องนี้มันยอมไม่ได้สิ แต่พอได้คุยกับหลาย ๆ คน เราก็พบว่ามันมีชีวิตแบบนี้อยู่จริง ๆ ที่เขาต้องอดทนกับอะไรไม่รู้เต็มไปหมด”

เขามองว่าบางครั้ง สิ่งที่คนเหล่านี้เผชิญอาจใหญ่กว่าปัญหาในที่ทำงานอย่างการถูกปากระดาษใส่ หรือความไม่เป็นธรรมเล็ก ๆ น้อย ๆ “ในบางสถานการณ์ ความสัมพันธ์เชิงอำนาจของอีกฝ่ายมันมากกว่าจริง ๆ มันเลยไม่ใช่เรื่องบุคลิกว่าเป็น People pleaser หรือไม่ แต่ขึ้นอยู่กับบริบทและสถานการณ์ตรงหน้าด้วย”

แล้วตัวละครประเภทนี้ในหนังใกล้เคียงกับชีวิตจริงแค่ไหน เมื่อถามถึงโลกของการทำงานในวงการภาพยนตร์ เอิงเอย ประภามณฑล ตอบสั้น ๆ ว่า “มี แต่ไม่ใช่กองนี้”

เธออธิบายว่า ความรุนแรงเหล่านี้อาจไม่ได้มาในรูปแบบชัดเจนอย่างการปากระดาษใส่ “แต่มาในลักษณะของการใช้อำนาจ ที่มองเห็นแต่ตัวเอง เห็นแต่เป้าหมายที่อยากไปให้ถึง โดยมองข้ามบรรยากาศการทำงาน หรือสภาพจิตใจของเพื่อนร่วมงาน”

สำหรับเอิงเอย การมองเฟรนจึงเหมือนการได้มองย้อนกลับมาที่ตัวเอง “เราดูเฟรนแล้วก็เห็นตัวเองเหมือนกัน เรามีโมเมนต์ที่คิดว่า จริง ๆ แล้วเฟรนอาจไม่ใช่คนที่ยอม แต่เขาแค่รู้สึกว่าสถานการณ์นี้มันไม่คุ้มจะสู้ เลยเลือกเงียบ”

“ถ้าเป็นสถานการณ์อื่นที่คุ้มจะสู้ เขาก็อาจกลายเป็นคนสู้คนเหมือนกัน ถ้าพี่ด่าหนูทั้ง ๆ ที่หนูไม่ผิด หนูก็ไม่ยอมนะ” เธอพูดพร้อมรอยยิ้มบาง ๆ ที่ชวนให้ผู้ฟังตีความต่อ

สภาพแวดล้อมสร้างสถานการณ์

คำตอบของทั้งคู่ชวนให้เราถอยออกมาจากการมองตัวละครเป็นรายบุคคล แล้วหันไปมองสภาพแวดล้อมที่ตัวละครอาศัยอยู่ และสภาพแวดล้อมที่ส่งผลต่อชีวิตอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ไม่ว่าจะเป็นในภาพยนตร์ ในบริษัท หรือในชีวิตจริงของเราเอง

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ผู้คนจำนวนไม่น้อยมองว่าสังคมไทยกำลัง “ล้มเหลว” พร้อมกับสถาบันหลัก ๆ ที่ไม่ทำงานอย่างที่ควรจะเป็น ตั้งแต่ระบบยุติธรรม การศึกษา ไปจนถึงศาสนาและความเชื่อ ซึ่งทั้งหมดนี้เหมือนจะค่อย ๆ ปรากฏบทบาทของมันอยู่เงียบ ๆ เบื้องหลังในหนังเรื่องนี้

“ผมไม่ได้คิดว่ามันไม่ฟังก์ชันขนาดนั้น เพียงแต่มันไม่มีทางเลือกมากกว่านี้” นวพลอธิบาย “อย่างเรื่องการศึกษา โรงเรียนนานาชาติในเรื่องก็ดูเป็นตัวเลือกที่ดี ทำให้ได้อะไรที่เหนือกว่ามาตรฐานทั่วไป แต่ก็ไม่ได้เหมาะกับทุกคน แต่ละคนมีวิถีชีวิตของตัวเอง ถ้าเรามีโรงเรียนอื่น ๆ ที่ไม่มีครูเขวี้ยงแปรงลบกระดานใส่ โรงเรียนเหล่านั้นก็ฟังก์ชันในแบบของเขาเหมือนกัน ปัญหาคือเรามีตัวเลือกน้อยมาก ทั้ง ๆ ที่คนเรามีความหลากหลายกว่านั้นเยอะ”

สำหรับเขา ประเด็นทุนนิยมจึงไม่ใช่คำถามเดียวของหนัง “ทุนนิยมเป็นส่วนหนึ่งของคำถาม เพราะมันอยู่ทุกที่ ทุกอย่างทำงานด้วยเงิน และมันสร้างความไม่เท่ากันเต็มไปหมด แต่ทั้งเรื่องมันเหมือนตั้งคำถามกับระบบอะไรก็ตามที่ครอบคลุมชีวิตเรา ว่าถ้าไม่ทำแบบนี้จะตกขบวนไหม ถ้าไม่ทำแบบนั้นวันหนึ่งจะไม่มีเงินหรือเปล่า ถ้าไม่ทำแบบนี้อนาคตจะอยู่ยังไง มันเลยโยงไปถึงเรื่องสวัสดิการ หรือคำถามทางสังคมอื่น ๆ ได้ ไม่ใช่แค่เรื่องทุนนิยมอย่างเดียว”

นวพลยังมองความเป็นมนุษย์ผ่านเลนส์ของสภาพแวดล้อมมากกว่าบุคลิกส่วนตัว “ผมชอบคิดว่าคนเราเป็นอย่างไร มันขึ้นอยู่กับสิ่งแวดล้อมด้วย ยังไม่ต้องพูดถึงระบบใหญ่ ๆ ก็ได้ แค่นึกถึงยีราฟที่คอยาวเพราะมันอยู่ในสภาพแวดล้อมแบบหนึ่ง ถ้าเราเกิดคนละที่กันในประเทศเดียวกัน เราก็อาจมีวิธีคิดคนละแบบกันแล้ว”

เขาอธิบายต่อว่าการเล่าเรื่องครั้งนี้พยายามหลีกเลี่ยงโครงสร้างแบบหนังทั่วไป “โดยปกติหนังมักเล่าถึงตัวละครคนหนึ่งที่พ่ายแพ้ใจตัวเอง แล้วถ้าผ่านอุปสรรคไปได้ก็ถือว่าชนะ แต่ชีวิตจริงมันไม่ง่ายแบบนั้น เราอดทน สู้อะไรไป ก็ไม่ได้ชนะเสมอไป บางทีทำทุกอย่างแล้วมันก็ไม่เกิดอะไรขึ้น แต่เราก็ยังต้องเดินต่อ เราเลยอยากเล่าเรื่องที่ให้ความสำคัญกับบรรยากาศและเงื่อนไขรอบตัวมากขึ้น”

ในมุมของเอิงเอย หนังเรื่องนี้จึงไม่ได้พยายามนิยามตัวละครให้ชัดเจน “ที่เราไม่ค่อยอธิบายว่าตัวละครแต่ละคนเป็นคนแบบไหน เพราะหนังเองก็ไม่ได้โฟกัสที่บุคลิก แต่มันแสดงให้เห็นว่าคนคนหนึ่งอาจมีหลายบุคลิกตามสถานการณ์ เช่นบางคนดูโผงผางมาก แต่พออยู่ในสภาพแวดล้อมหนึ่ง เราก็ต้องใส่หน้ากาก สวมหัวโขน แล้วกลายเป็นคนอีกแบบหนึ่งขึ้นมา”

บริษัทต้องการคนใช้งาน แต่หนังต้องการมนุษย์

มาถึงจุดนี้ของบทสนทนา เราน่าจะเห็นตรงกันแล้วว่า มนุษย์ไม่ใช่สิ่งมีชีวิตที่จัดหมวดหมู่ได้ง่าย ๆ แต่คำถามที่ตามมาคือ แล้วระบบที่มีหน้าที่จัดคนออกเป็นประเภทต่าง ๆ จะถูกออกแบบให้รองรับความซับซ้อนเหล่านี้ได้อย่างไร

“ถ้าเรามีกฎอะไรสักอย่าง อย่างเช่นกฎหมาย เราคิดว่ามันจะช่วยได้มาก” นวพลตอบ “เหตุการณ์การถูกกระทำแบบนี้มักเกิดขึ้นในพื้นที่ที่กฎอ่อนแอมาก ๆ แล้วพอมีคนทนไม่ได้ ก็ต้องลุกขึ้นสู้ด้วยตัวเอง ซึ่งมันเป็นการผลักภาระไปให้คนที่มีปัญหาต้องลุยกันเอง”

เขาอธิบายต่อว่า ในอุดมคติ ระบบควรมีจุดรองรับให้คนร้องเรียนได้ “อาจจะมีคณะกรรมการ มีเจ้าหน้าที่ หรือมีใครบางคนที่ทำหน้าที่แทนเราในการลุกขึ้นสู้ เป็นพื้นที่ที่เราสามารถส่งเสียงได้ และเขามีอำนาจจัดการได้จริง ๆ แต่ในโลกความเป็นจริงมันไม่ง่าย ถ้าคนที่เขียนกฎเหล่านั้น เป็นคนเดียวกับที่ปากระดาษใส่ลูกน้องเสียเอง”

เมื่อบริษัทใหญ่มีแผนกทรัพยากรบุคคลคอยคัดเลือกคน แล้วโลกของภาพยนตร์มีระบบอะไรทำหน้าที่คล้ายกันหรือไม่ การแคสต์นักแสดงพอจะเทียบได้ไหม หรือบริษัทสามารถเรียนรู้อะไรจากโลกอื่น ๆ บ้าง

“ผมไม่แน่ใจว่ามันจะเทียบกันได้หรือเปล่า” นวพลบอก “สำหรับเรา ตัวละครในหนังมาจากบทครึ่งหนึ่ง และนักแสดงอีกครึ่งหนึ่ง บางทีเรามีบทมาก่อน แล้วไปเจอคนที่มี ‘เชื้อ’ หรือมีลักษณะบางอย่างที่ดูเหมาะกับบท เราก็ค่อย ๆ ประกอบมันเข้าด้วยกัน แล้วได้อะไรใหม่จากการแสดงเยอะมาก”

เขาเปรียบการเขียนบทเหมือนการทำความรู้จักใครบางคนผ่านจดหมาย “มันเป็นการจินตนาการระดับหนึ่ง เหมือนมีเพื่อน Pen friend ที่เรารู้จักเขาจากตัวอักษร แต่ยังไม่รู้เลยว่าเขาหน้าตาเป็นอย่างไร”

ตรงกันข้ามกับโลกขององค์กรขนาดใหญ่ “บริษัทใหญ่เขาจะชัดเจนมากว่าอยากได้คนแบบไหน ฟังก์ชันเป็นฟังก์ชัน คำนวณมาแล้วว่าจะเอาอะไร แล้วคุณมีอะไรมาตรงบ้าง เขาก็เลือกแค่นั้น อาจยกเว้นบางตำแหน่งสายครีเอทีฟที่ต้องปรับเข้าหาคนบ้าง”

เอิงเอยเสริมด้วยน้ำเสียงกึ่งขำกึ่งขม “มันคนละหน่วย คนละขนาดกันด้วย แล้วอีกอย่าง นายทุนเขาเคยยอมปรับอะไรด้วยเหรอคะ เขาไม่ปรับอะไรกันอยู่แล้วค่ะ”

คำตอบตลกร้ายที่ชวนหัวเราะเบา ๆ แต่ก็สะท้อนความจริงไม่ต่างจากโลกในภาพยนตร์ที่เธอแสดงอยู่เลย