เมื่อพูดถึงจอห์น เลนนอน (John Lennon) ภาพแรกที่หลายคนนึกถึงอาจเป็นนักร้องนำวงเดอะบีเทิลส์ ผู้แต่งเพลงที่กลายเป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์ดนตรี หรือชายสวมแว่นทรงกลมที่ออกมาเรียกร้องสันติภาพเคียงข้างโยโกะ โอโนะ (Yoko Ono) แต่ก่อนที่ชื่อของเขาจะกลายเป็นสัญลักษณ์ของดนตรีและวัฒนธรรมต่อต้านสงคราม เลนนอนมีอีกด้านหนึ่งที่น่าสนใจไม่แพ้กัน นั่นคือการเป็นศิลปินทัศนศิลป์ผู้ชอบวาดภาพ เขียนหนังสือ ทดลองกับสื่อ และตั้งคำถามกับสิ่งที่ผู้คนเคยเชื่อว่าเป็นศิลปะ
สิ่งที่น่าสนใจคือ เลนนอนไม่ได้มองการวาดภาพเป็นเพียงงานอดิเรกของนักดนตรี และไม่ได้เริ่มสนใจศิลปะหลังจากมีชื่อเสียงแล้วเท่านั้น ตรงกันข้าม การฝึกฝนด้านศิลปะเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตเขามาตั้งแต่วัยหนุ่ม ขณะที่ความคิดแบบเดียวกันยังแทรกซึมอยู่ในเนื้อเพลง การเล่นคำ การออกแบบปกอัลบั้ม ตลอดจนการทดลองสร้างสรรค์ผลงานร่วมกับโอโนะ
เมื่อพิจารณาผลงานเหล่านี้ต่อเนื่องกัน เราจะเห็นพัฒนาการจากภาพวาดที่เต็มไปด้วยตัวละครประหลาดและอารมณ์ขัน ไปสู่งานศิลปะที่อาจมีเพียงผืนผ้าใบสีขาว ลูกโอ๊กสองลูก หรือข้อความบนป้ายโฆษณา สิ่งที่เปลี่ยนไปไม่ใช่เพียงรูปแบบการทำงาน แต่เป็นคำถามพื้นฐานที่เลนนอนใช้สำรวจความเป็นไปได้ของศิลปะ นั่นคือ หากศิลปะไม่จำเป็นต้องเป็นวัตถุที่สวยงามหรือมีราคา แล้วอะไรคือสิ่งที่ทำให้สิ่งหนึ่งกลายเป็นงานศิลปะได้?
9 ตุลาคม คือวันคล้ายวันเกิดของจอห์น เลนนอน (John Lennon) และหากเขายังมีชีวิตอยู่ในวันนี้ จะมีอายุครบ 86 ปี GROUNDCONTROL จึงอยากชวนทุกคนไปสำรวจอีกด้านของเลนนอน ผ่านเส้นทางการทำงานศิลปะที่อาจไม่เป็นที่รู้จักเท่าบทบาทในฐานะนักดนตรี แต่เต็มไปด้วยการทดลองและความคิดสร้างสรรค์ไม่แพ้กัน
**
ก่อนเป็นนักดนตรีระดับโลก เลนนอนเคยเป็นนักเรียนศิลปะที่หลงใหลในลายเส้น**
ระหว่างปี 1957–1960 จอห์น เลนนอน (John Lennon) เข้าเรียนที่ Liverpool College of Art ในเมืองลิเวอร์พูล ประเทศอังกฤษ ซึ่งเป็นช่วงเวลาสำคัญที่หล่อหลอมความสนใจด้านทัศนศิลป์ของเขา แม้จะไม่ได้ยึดติดกับการวาดภาพตามแบบแผน แต่เลนนอนกลับโดดเด่นด้วยลายเส้นที่รวดเร็วและเป็นธรรมชาติ สนใจการวาดภาพล้อเลียน รูปร่างบิดเบี้ยว และตัวละครเหนือจริง มากกว่าการจำลองโลกให้เหมือนจริงทุกประการ เขายังผสานอารมณ์ขันและการเล่นคำเข้ากับงานวาด ทำให้ภาพแต่ละชิ้นมีลักษณะขี้เล่น แปลกประหลาด และยากจะคาดเดา
ในปี 1964 ท่ามกลางกระแส Beatlemania ที่ทำให้เดอะบีเทิลส์กลายเป็นปรากฏการณ์ระดับโลก เลนนอนตีพิมพ์ In His Own Write หนังสือรวมเรื่องสั้น บทกวี และภาพประกอบ ก่อนจะตามมาด้วย A Spaniard in the Works ในปี 1965 หนังสือทั้งสองเล่มเผยให้เห็นโลกทางความคิดที่เต็มไปด้วยการบิดเบือนภาษา ความหมายที่พลิกกลับ และสถานการณ์ชวนงุนงง โดยภาพประกอบมีบทบาทสำคัญในการขยายจินตนาการเหล่านั้นให้ชัดเจนยิ่งขึ้น
ตัวละครในภาพของเลนนอนมักมีสัดส่วนผิดธรรมชาติ ใบหน้าบิดเบี้ยว หรือผสมผสานลักษณะของมนุษย์และสัตว์เข้าด้วยกัน แต่ความผิดเพี้ยนเหล่านี้ไม่ได้มุ่งสร้างความน่ากลัว หากยังแฝงอารมณ์ขันและการเสียดสีเอาไว้ด้วย ผลงานของเขาจึงไม่ได้เป็นเพียงภาพประกอบหนังสือ แต่เป็นพื้นที่ทดลองที่ทำให้ภาพและภาษาทำงานร่วมกันเพื่อสร้างความหมายใหม่
แนวทางดังกล่าวสะท้อนความสนใจของเลนนอนในการท้าทายสิ่งที่ผู้คนคุ้นเคย และไม่จำเป็นต้องแยกศิลปะออกจากความไร้สาระหรือเรื่องราวในชีวิตประจำวัน ประสบการณ์จากการวาดภาพและเขียนหนังสือในช่วงแรกจึงเป็นรากฐานสำคัญที่ต่อยอดไปสู่การทดลองทางศิลปะในช่วงปลายทศวรรษ 1960 เมื่อเขาเริ่มขยับจากการสร้างภาพบนกระดาษไปสู่การตั้งคำถามว่า ความคิด การกระทำ และประสบการณ์ของผู้ชมจะกลายเป็นส่วนหนึ่งของงานศิลปะได้อย่างไร
ศิลปะที่ไม่จำเป็นต้องสมบูรณ์แบบ: ความงามของเส้นที่เกิดขึ้นในชั่วขณะ
หากมีสิ่งหนึ่งที่เชื่อมโยงผลงานภาพวาดของเลนนอนตั้งแต่ช่วงแรกไปจนถึงช่วงท้ายของชีวิต นั่นคือลายเส้นที่เรียบง่ายและดูเหมือนเกิดขึ้นอย่างฉับพลัน
แทนที่จะสร้างภาพด้วยการลงน้ำหนักแสงเงาหรือเพิ่มรายละเอียดจนเกิดมิติสมจริง เลนนอนมักเลือกใช้เส้นโครงร่างที่ต่อเนื่องและกระชับ เพื่อจับลักษณะสำคัญของบุคคลหรือสิ่งของให้ได้ในเวลาอันสั้น บางครั้งภาพหนึ่งอาจประกอบด้วยเส้นเพียงไม่กี่จังหวะ แต่กลับทำให้ผู้ชมจดจำตัวละครหรือบุคคลที่ถูกวาดได้ทันที
ภาพเหมือนตนเองของเขาเป็นตัวอย่างที่เห็นได้ชัด โดยใช้เส้นไม่กี่เส้นแทนแว่นตากรอบกลม จมูก และเส้นผม รูปแบบที่ลดทอนรายละเอียดจนเหลือเพียงองค์ประกอบจำเป็นนี้ทำให้ภาพมีลักษณะคล้ายสัญลักษณ์มากกว่าภาพเหมือนตามแบบแผน
ความเรียบง่ายดังกล่าวไม่ได้หมายความว่าเลนนอนไม่สนใจทักษะการวาดภาพ แต่สะท้อนการเลือกว่าจะเก็บอะไรไว้และตัดอะไรออก เขาสนใจความสามารถของเส้นในการถ่ายทอดท่าทาง บุคลิก และอารมณ์ มากกว่าการทำให้ภาพดูสมบูรณ์แบบตามมาตรฐานทางวิชาการ
ในช่วงปลายทศวรรษ 1970 เมื่อเลนนอนใช้ชีวิตอยู่ในนิวยอร์กและทุ่มเทเวลาให้ครอบครัวมากขึ้น เขายังทดลองวาดภาพด้วยหมึกซูมิและพู่กันแบบญี่ปุ่น เทคนิคนี้ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างมือ เครื่องมือ และพื้นผิวกระดาษปรากฏชัดขึ้น เพราะทุกจังหวะของพู่กันทิ้งร่องรอยที่ไม่อาจควบคุมหรือแก้ไขได้ทั้งหมด
จากการวาดภาพสู่การตั้งคำถามว่าอะไรคือศิลปะ
การพบกันของจอห์น เลนนอน และโยโกะ โอโนะ ในปี 1966 เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้เลนนอนเริ่มขยับออกจากกรอบการสร้างสรรค์แบบเดิม โอโนะเป็นศิลปินที่ทำงานกับศิลปะเชิงแนวคิด การแสดง และคำสั่งที่เปิดพื้นที่ให้ผู้ชมใช้จินตนาการสร้างประสบการณ์ของตัวเอง ดังที่เห็นได้จาก Grapefruit หนังสือรวมคำสั่งทางศิลปะที่ไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนเป็นวัตถุจริงเสมอไป แต่สามารถเกิดขึ้นได้ผ่านความคิดและจินตนาการของผู้รับสาร
แนวคิดเหล่านี้ทำให้เลนนอนเริ่มมองศิลปะในมิติที่กว้างกว่าภาพวาดหรือประติมากรรม เขาหันมาสนใจว่าความคิดจะกลายเป็นผลงานได้อย่างไร การกระทำธรรมดาจะมีความหมายทางศิลปะได้หรือไม่ และผู้ชมจะเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของผลงานได้อย่างไร ขณะเดียวกัน ขบวนการฟลักซัส (Fluxus) ซึ่งมีบทบาทในวงการศิลปะนานาชาติตั้งแต่ต้นทศวรรษ 1960 ก็เป็นอีกบริบทหนึ่งที่ช่วยให้เข้าใจการทดลองของทั้งคู่ ฟลักซัสท้าทายเส้นแบ่งระหว่างศิลปะกับชีวิตประจำวัน โดยให้ความสำคัญกับการแสดง เหตุการณ์ คำสั่ง และการใช้วัตถุธรรมดา โดยไม่จำเป็นต้องสร้างผลงานถาวรเพื่อให้ศิลปะเกิดขึ้น
แม้เลนนอนจะไม่ได้เป็นสมาชิกหลักของฟลักซัส แต่เขาก็นำแนวคิดที่สอดคล้องกับการทดลองของศิลปินกลุ่มนี้มาพัฒนาต่อในแบบของตัวเอง โดยมีทั้งชื่อเสียงในฐานะนักดนตรีและความสนใจจากสื่อมวลชนเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการสร้างสรรค์
ในวันที่ 15 มิถุนายน 1968 เลนนอนและโอโนะร่วมกันสร้างผลงาน Acorn Event บริเวณมหาวิหารโคเวนทรี ประเทศอังกฤษ ด้วยการปลูกลูกโอ๊กสองลูกในตำแหน่งที่หันไปทางทิศตะวันออกและตะวันตก พร้อมจัดวางม้านั่งเหล็กสีขาวทรงกลมไว้รอบพื้นที่ เพื่อให้ผู้คนสามารถนั่งเฝ้าดูการเติบโตของต้นไม้ได้ในระยะยาว
ผลงานชิ้นนี้ไม่มีรูปทรงประติมากรรมซับซ้อนหรือสัญลักษณ์สันติภาพที่คุ้นตาอย่างนกพิราบและธง แต่เลือกใช้ลูกโอ๊กซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของต้นไม้มาแทนความคิดเรื่องการเติบโต ขณะที่ตำแหน่งทางทิศตะวันออกและตะวันตกสื่อถึงความหวังในการเชื่อมโยงโลกสองฟากฝั่งเข้าด้วยกัน
สิ่งสำคัญของ Acorn Event คือผลงานไม่ได้สิ้นสุดลงเมื่อการปลูกต้นไม้เสร็จสิ้น เพราะความหมายของมันต้องอาศัยเวลา ลูกโอ๊กต้องเติบโตเป็นต้นไม้ และผู้คนสามารถกลับมาสังเกตความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นได้ ศิลปะจึงไม่ได้จำกัดอยู่แค่สิ่งที่ศิลปินสร้างขึ้นในช่วงเวลาหนึ่ง แต่ยังดำเนินต่อไปผ่านธรรมชาติและการมีส่วนร่วมของผู้ชม แม้ศิลปินจะออกจากพื้นที่ไปแล้วก็ตาม
โอโนะเคยกล่าวถึงกิจกรรมนี้ว่าเป็นหนึ่งในกิจกรรมเพื่อสันติภาพชิ้นแรก ๆ ที่ทั้งคู่ทำร่วมกัน Acorn Event จึงสะท้อนวิธีคิดที่เลนนอนและโอโนะสนใจร่วมกัน นั่นคือการเปลี่ยนแนวคิดนามธรรมให้กลายเป็นการกระทำที่เรียบง่าย โดยไม่จำเป็นต้องสร้างวัตถุศิลปะที่เสร็จสมบูรณ์ตั้งแต่ต้น และแสดงให้เห็นว่าบางครั้งศิลปะอาจเริ่มต้นจากการปลูกต้นไม้สองต้น แล้วปล่อยให้เวลาเป็นส่วนหนึ่งของผลงาน
You Are Here (1968): เมื่อผืนผ้าใบว่างเปล่ากลายเป็นคำถามถึงการดำรงอยู่
วันที่ 1 กรกฎาคม 1968 เลนนอนเปิดนิทรรศการศิลปะเดี่ยว You Are Here ที่ Robert Fraser Gallery ในกรุงลอนดอน โดยอุทิศให้แก่โยโกะ โอโนะ ผ่านข้อความ “To Yoko” โดยนิทรรศการนี้ถือเป็นหมุดหมายสำคัญที่แสดงให้เห็นว่าเลนนอนเริ่มขยับจากการสร้างภาพบนหน้ากระดาษไปสู่การออกแบบประสบการณ์ที่ทำให้ผู้ชมเข้ามามีส่วนร่วมกับงานศิลปะโดยตรง
ผลงานชิ้นสำคัญกลางนิทรรศการคือผืนผ้าใบสีขาวขนาดใหญ่ทรงกลม ซึ่งมีเพียงข้อความ “you are here” เขียนด้วยลายมือของเลนนอนอยู่ตรงกลาง ปราศจากภาพประกอบ สีสัน หรือรายละเอียดอื่นที่ช่วยชี้นำการตีความ ความเรียบง่ายนี้กลับทำให้ผู้ชมต้องหยุดคิดกับคำถามที่ดูเหมือนตรงไปตรงมาอย่าง ‘คุณอยู่ที่นี่’ แล้วที่นี่คือที่ไหน และใครกันแน่ที่กำลังถูกกล่าวถึง
คำตอบแรกอาจเป็นเพียงสถานที่จัดแสดง แต่เมื่อคิดต่อไป ข้อความดังกล่าวกลับชวนให้ผู้ชมตระหนักถึงการมีอยู่ของตัวเองในพื้นที่ รวมถึงผู้คนที่กำลังยืนอยู่ร่วมกันในช่วงเวลาเดียวกัน เลนนอนเคยอธิบายว่า เมื่ออ่านข้อความนี้ ผู้ชมอาจตระหนักว่าตัวเองอยู่ตรงนี้จริง ๆ และคนอื่นก็อยู่ตรงนี้ด้วยเช่นกัน งานศิลปะจึงไม่ได้ทำหน้าที่เพียงนำเสนอสิ่งให้มอง แต่ยังชวนให้ผู้ชมรับรู้ถึงตัวเองและความสัมพันธ์กับคนรอบข้าง
ภายในนิทรรศการยังมีกระป๋องรับบริจาคสำหรับองค์กรการกุศลหลายสิบใบ หมวกที่มีข้อความ “FOR THE ARTIST. THANK YOU.” สำหรับรับเงินจากผู้ชม และเข็มกลัดสีขาวขนาดเล็กที่พิมพ์คำว่า “you are here” ให้ผู้เข้าชมนำกลับไปได้ องค์ประกอบเหล่านี้เปลี่ยนผู้ชมจากผู้สังเกตการณ์ให้กลายเป็นผู้มีส่วนร่วม พวกเขาต้องตัดสินใจว่าจะบริจาคเงินหรือไม่ จะหยิบเข็มกลัดกลับไปหรือเปล่า และจะตอบสนองต่อการขอรับเงินของศิลปินอย่างไร โดยเฉพาะหมวกที่ใช้รับเงินให้เลนนอนเอง ซึ่งชวนให้ตั้งคำถามว่าการสนับสนุนศิลปินเป็นส่วนหนึ่งของประสบการณ์ทางศิลปะ หรือเป็นเพียงธุรกรรมที่เกิดขึ้นภายในแกลเลอรี
อีกหนึ่งเหตุการณ์สำคัญเกิดขึ้นในวันเปิดนิทรรศการ เมื่อเลนนอนปล่อยลูกโป่งสีขาวบรรจุก๊าซฮีเลียมจำนวน 365 ลูกสู่ท้องฟ้า ลูกโป่งแต่ละลูกติดป้ายข้อความ “you are here” พร้อมคำเชิญชวนให้ผู้ที่พบลูกโป่งเขียนจดหมายกลับมาหาเขาที่แกลเลอรีในลอนดอน การกระทำนี้ทำให้ผลงานเดินทางออกจากพื้นที่จัดแสดงไปสู่โลกภายนอก ผู้ที่พบลูกโป่งอาจอยู่ห่างออกไปหลายสิบไมล์ และเมื่อพวกเขาส่งจดหมายกลับมา การตอบสนองนั้นก็กลายเป็นส่วนหนึ่งของเรื่องราวที่นิทรรศการกำลังสร้างขึ้น เลนนอนยังตอบจดหมายเหล่านั้นด้วย ทำให้การสื่อสารระหว่างศิลปินกับผู้ชมดำเนินต่อไปแม้ลูกโป่งจะลอยออกจากแกลเลอรีไปแล้ว
สิ่งที่น่าสนใจคือ ลูกโป่งซึ่งเป็นวัตถุธรรมดาและมีอายุจำกัด กลับกลายเป็นสื่อกลางที่เชื่อมโยงผู้คนเข้าด้วยกัน โดยผู้รับสารไม่จำเป็นต้องเดินทางมายังแกลเลอรีหรือพบศิลปินด้วยตัวเอง You Are Here จึงไม่ได้จำกัดตัวเองอยู่แค่ผืนผ้าใบหรือพื้นที่จัดแสดง แต่ขยายขอบเขตของงานศิลปะผ่านการเคลื่อนไหว การตัดสินใจ และการสื่อสารระหว่างผู้คน พร้อมทิ้งคำถามสำคัญไว้ว่า หากความหมายของผลงานเกิดขึ้นจากการกระทำและการตอบสนองของผู้คน งานศิลปะจำเป็นต้องอยู่ภายในแกลเลอรีเสมอไปหรือไม่?
Bag One (1969–1970): เมื่อชีวิตคู่กลายเป็นภาพพิมพ์ และความรักเผชิญหน้ากับข้อหาลามกอนาจาร
หาก You Are Here แสดงให้เห็นว่าเลนนอนสามารถใช้พื้นที่และการมีส่วนร่วมของผู้ชมเป็นส่วนหนึ่งของงานศิลปะได้อย่างไร Bag One ก็เผยให้เห็นอีกด้านของเขา นั่นคือการนำชีวิตส่วนตัว ความสัมพันธ์ และร่างกายมาเป็นหัวข้อของการสร้างสรรค์
ผลงานชุดนี้เริ่มต้นขึ้นในปี 1969 เพื่อเป็นของขวัญแต่งงานที่เลนนอนมอบให้โอโนะ ทั้งคู่แต่งงานกันในเดือนมีนาคมปีเดียวกัน และภาพวาดในชุดนี้บันทึกช่วงเวลาสำคัญของชีวิตคู่ ตั้งแต่พิธีแต่งงาน การแลกแหวน ไปจนถึงช่วงฮันนีมูนและกิจกรรม Bed-In for Peace ซึ่งทั้งคู่ใช้การพักอยู่บนเตียงต่อหน้าสื่อมวลชนเป็นการรณรงค์เพื่อสันติภาพ
ภาพวาดเหล่านี้ได้รับการคัดเลือกมาจัดทำเป็นภาพพิมพ์หินจำนวน 14 ชิ้น ก่อนบรรจุลงในกระเป๋าสีขาวที่ออกแบบโดยเท็ด ลาปิดุส (Ted Lapidus) นักออกแบบแฟชั่นชาวฝรั่งเศส ชื่อ Bag One จึงเชื่อมโยงกับทั้งรูปแบบการจัดเก็บผลงานและการเดินทางของภาพวาดจากพื้นที่ส่วนตัวไปสู่การจัดแสดงต่อสาธารณะ
ภาพส่วนหนึ่งถ่ายทอดเหตุการณ์ที่มีลักษณะเป็นสาธารณะ เช่น พิธีแต่งงานและการรณรงค์เพื่อสันติภาพ ขณะที่อีกส่วนเป็นภาพวาดเชิงอีโรติกที่เผยให้เห็นร่างกายของทั้งคู่ในสถานการณ์ส่วนตัว ลายเส้นของเลนนอนยังคงเรียบง่ายและต่อเนื่อง แต่การลดทอนรายละเอียดกลับทำให้ท่าทางและความใกล้ชิดระหว่างบุคคลในภาพเด่นชัดขึ้น
แทนที่จะนำเสนอความรักผ่านภาพอุดมคติ เลนนอนเลือกถ่ายทอดความสัมพันธ์ผ่านร่างกายและช่วงเวลาที่มีความเป็นส่วนตัวสูง Bag One จึงอยู่กึ่งกลางระหว่างการบันทึกความทรงจำของชีวิตคู่กับการแสดงออกทางเพศอย่างเปิดเผย และทำให้เรื่องราวที่เดิมเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตส่วนตัวกลายมาเป็นสิ่งที่ผู้ชมสามารถเข้าถึงและตีความได้
เมื่อ Bag One เปิดแสดงที่ London Arts Gallery ในกรุงลอนดอน เมื่อวันที่ 15 มกราคม 1970 ผลงานก็กลายเป็นประเด็นถกเถียงอย่างรวดเร็ว วันถัดมา เจ้าหน้าที่ Scotland Yard เข้ายึดภาพพิมพ์หิน 8 ชิ้นจากทั้งหมด 14 ชิ้น โดยกล่าวหาว่ามีเนื้อหาลามกอนาจารและดำเนินการตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับสิ่งพิมพ์ลามก
เหตุการณ์นี้ทำให้คำถามเรื่องเสรีภาพทางศิลปะปรากฏขึ้นอย่างชัดเจน เพราะภาพที่เกิดจากความสัมพันธ์ส่วนตัวของศิลปินกลับต้องเผชิญกับการพิจารณาจากมาตรฐานทางศีลธรรมของสังคม เมื่อถูกนำมาจัดแสดงในพื้นที่สาธารณะ ร่างกายและความใกล้ชิดซึ่งอาจเป็นเรื่องธรรมดาในชีวิตคู่กลับกลายเป็นสิ่งที่รัฐสามารถเข้ามาตัดสินได้
WAR IS OVER! (1969): เมื่อป้ายโฆษณากลายเป็นผลงานศิลปะที่เดินทางไปทั่วโลก
ในเดือนธันวาคม 1969 เลนนอนและโอโนะเปิดตัวแคมเปญ WAR IS OVER! IF YOU WANT IT ด้วยการติดตั้งป้ายโฆษณาใน 12 เมืองทั่วโลก ตั้งแต่ลอนดอน นิวยอร์ก และลอสแอนเจลิส ไปจนถึงฮ่องกงและโตเกียว โปสเตอร์ใช้พื้นสีขาว ตัวอักษรสีดำขนาดใหญ่ พร้อมข้อความ “WAR IS OVER! IF YOU WANT IT” และคำอวยพร “Happy Christmas from John & Yoko”
ในช่วงที่สงครามเวียดนามยังดำเนินอยู่ ทั้งคู่เลือกใช้ระบบโฆษณาเชิงพาณิชย์เป็นเครื่องมือส่งต่อแนวคิดเรื่องสันติภาพ แทนการสร้างวัตถุศิลปะเพื่อจัดแสดงในแกลเลอรี ป้ายโฆษณาจึงกลายเป็นสื่อที่ผู้คนพบเห็นได้ในชีวิตประจำวัน โดยไม่ต้องตั้งใจมาชมงานศิลปะหรือมีความรู้เกี่ยวกับศิลปะร่วมสมัย ทั้งคู่ยังเผยแพร่ข้อความผ่านโปสเตอร์ ใบปลิว และโฆษณาในหนังสือพิมพ์ เพื่อให้แนวคิดเดียวกันเข้าถึงผู้คนในวงกว้าง
จุดสำคัญอยู่ที่คำว่า “IF YOU WANT IT” ซึ่งเปลี่ยนข้อความจากการประกาศว่าสงครามสิ้นสุดลง ให้กลายเป็นคำถามถึงผู้พบเห็นว่า หากต้องการสันติภาพจริง พวกเขาจะมีส่วนทำให้สิ่งนั้นเกิดขึ้นได้อย่างไร โปสเตอร์จึงไม่ได้เพียงส่งสารจากศิลปินไปยังผู้ชม แต่ยังส่งคำถามกลับไปให้ผู้ชมคิดต่อด้วยตัวเอง
แคมเปญนี้ยังท้าทายเส้นแบ่งระหว่างศิลปะกับการโฆษณา เพราะแม้จะใช้รูปแบบที่คุ้นเคยจากสื่อเชิงพาณิชย์ แต่สิ่งที่ต้องการเผยแพร่กลับไม่ใช่สินค้า หากเป็นแนวคิดที่ต้องอาศัยการรับรู้และการมีส่วนร่วมของผู้คน ขณะเดียวกัน การพิมพ์ข้อความซ้ำและกระจายไปตามเมืองต่าง ๆ ก็ทำให้ผลงานไม่จำเป็นต้องผูกติดกับวัตถุต้นฉบับเพียงชิ้นเดียว แม้ป้ายจะถูกถอดออกเมื่อหมดระยะเวลา แต่ข้อความยังคงเดินทางต่อผ่านภาพถ่ายและสื่อรูปแบบอื่น
แนวคิดเดียวกันนี้ถูกนำมาต่อยอดผ่านเพลง Happy Xmas (War Is Over) ที่เลนนอนและโอโนะเขียนร่วมกัน ก่อนออกจำหน่ายเป็นซิงเกิลเมื่อวันที่ 1 ธันวาคม 1971 โดยมีฟิล สเปกเตอร์ (Phil Spector) ร่วมผลิต และ Harlem Community Choir ร่วมร้องประสานเสียง ทั้งคู่เลือกถ่ายทอดข้อความเรื่องสันติภาพผ่านบทเพลงที่มีบรรยากาศอบอุ่นของเทศกาลคริสต์มาส ทำให้ประเด็นสงครามเข้าไปอยู่ในวัฒนธรรมสมัยนิยมได้อย่างเป็นธรรมชาติ
ท่อนร้อง “War is over, if you want it” ยังคงย้ำสารเดียวกับโปสเตอร์ ขณะที่เสียงประสานของคณะนักร้องช่วยขยายเสียงเรียกร้องจากคนสองคนให้กลายเป็นเสียงของผู้คนที่ร่วมส่งต่อข้อความเดียวกัน หากโปสเตอร์ปรากฏอยู่บนท้องถนนเพียงช่วงเวลาหนึ่ง เพลงกลับสามารถถูกนำมาเปิดซ้ำได้ทุกปี โดยเฉพาะในเทศกาลคริสต์มาส ทำให้แนวคิดเรื่องสันติภาพได้รับการทบทวนอยู่เสมอ
จากโปสเตอร์บนป้ายโฆษณาสู่บทเพลงที่ผู้คนร้องตาม เลนนอนและโอโนะจึงไม่ได้เพียงเปลี่ยนสื่อจากภาพเป็นเสียง แต่กำลังทดลองว่างานศิลปะจะเดินทางเข้าสู่ชีวิตประจำวันและสร้างประสบการณ์ร่วมกับผู้คนได้อย่างไร โดยไม่จำเป็นต้องมีแกลเลอรีเป็นจุดเริ่มต้นหรือจุดสิ้นสุดของผลงาน
เมื่อมองผลงานของจอห์น เลนนอน (John Lennon) ตลอดช่วงปลายทศวรรษ 1960 จะเห็นว่าการทำงานด้านทัศนศิลป์ไม่ได้แยกขาดจากการทำเพลง แต่กลับสะท้อนแนวคิดที่พัฒนาควบคู่กัน ตั้งแต่การเล่นกับภาษาและความหมายในหนังสือ การใช้ลายเส้นเรียบง่าย ไปจนถึงการทดลองศิลปะเชิงแนวคิดและแคมเปญรณรงค์เพื่อสันติภาพ
สิ่งที่เชื่อมโยงผลงานเหล่านี้เข้าด้วยกันคือการไม่จำกัดว่าสื่อแต่ละประเภทต้องทำหน้าที่อย่างไร ภาพวาดอาจกลายเป็นเรื่องตลก หนังสือเป็นพื้นที่ทดลองทางภาพ ลูกโป่งเป็นช่องทางสื่อสาร และเพลงป๊อปเป็นเครื่องมือส่งต่อแนวคิดทางศิลปะได้ ขณะเดียวกัน ชื่อเสียงของเลนนอนในฐานะนักดนตรีก็กลายเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยให้ผลงานเดินทางไปถึงผู้คนในวงกว้าง โดยไม่จำเป็นต้องผ่านพื้นที่จัดแสดงเฉพาะทางเสมอไป
เส้นทางศิลปะของเลนนอนจึงชวนให้มองว่า งานศิลปะไม่จำเป็นต้องเริ่มต้นจากการสร้างวัตถุที่สมบูรณ์ และไม่จำเป็นต้องจบลงเมื่อผู้ชมเดินออกจากแกลเลอรี มันอาจเริ่มจากเส้นดินสอบนกระดาษ ข้อความบนผืนผ้าใบ ลูกโอ๊กสองลูกที่ถูกปลูกลงในดิน หรือโปสเตอร์ที่ผู้คนพบเห็นระหว่างเดินทางในเมือง
แม้วัตถุจะถูกถอดออกหรือสูญสลายไป สิ่งที่หลงเหลืออาจไม่ใช่ผลงานในรูปแบบเดิม แต่เป็นคำถามที่ฝากไว้กับผู้ชม และความคิดที่เดินทางต่อไปในชีวิตประจำวัน สำหรับเลนนอน ศิลปะจึงไม่จำเป็นต้องหยุดอยู่แค่ภาพวาดหรือเสียงดนตรี แต่สามารถขยายออกไปเป็นส่วนหนึ่งของโลกที่ผู้คนใช้ชีวิตร่วมกันได้




