ในโลกศิลปะร่วมสมัยที่คำว่า “Immersive” ถูกใช้อย่างแพร่หลายจนแทบกลายเป็นคำสามัญ ภาพจำของศิลปะแขนงนี้มักพาเราออกเดินทางไปพักใจท่ามกลางธรรมชาติอันสงบ หรือหลุดเข้าไปในจักรวาลภายในภาพวาดขนาดยักษ์ที่โอบล้อมผู้ชมไว้ทุกทิศทาง แต่สำหรับ เคนโตะ โทมิยาชิ แห่ง FLIGHTGRAF กลุ่มศิลปินผู้เชี่ยวชาญด้านภาพและเสียงจากโตเกียว การสร้างประสบการณ์แบบ immersive ไม่ได้มีเป้าหมายเพื่อจำลองความจริงให้สมจริงที่สุด หากเป็นการใช้มันเป็นเครื่องมือในการตั้งคำถาม รื้อโครงสร้าง และประกอบ “ความจริงชุดใหม่” ขึ้นมาอีกครั้ง
โลกของเคนโตะไม่ได้ขับเคลื่อนด้วยทิวทัศน์หรือเรื่องเล่าเชิงอารมณ์ หากเริ่มต้นจากรูปทรงเรขาคณิต แสง เงา จังหวะ และวิธีคิดแบบนักออกแบบที่ได้รับอิทธิพลอย่างลึกซึ้งจาก Bauhaus สำนักคิดด้านศิลปะและการออกแบบจากเยอรมนีที่เชื่อว่า รูปทรงพื้นฐานและแม่สีสามารถทำหน้าที่เป็นภาษาสากลของมนุษย์ได้ งานของเขาจึงไม่พาผู้ชม “หนีโลกความจริง” แต่ชวนให้กลับมามองโครงสร้างของโลกใบเดิม ผ่านระบบภาพและเสียงที่ถูกออกแบบอย่างแม่นยำ
ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา เคนโตะ โทมิยาชิ ได้พาผู้ชมชาวไทยเข้าสู่โลก Immersive Art ของเขาเป็นครั้งแรก ผ่าน Immersive Dome บริเวณหน้าไปรษณีย์กลางบางรัก ในฐานะส่วนหนึ่งของงาน Bangkok Design Week ที่เพิ่งปิดฉากลง ผลงานชิ้นนี้เกิดขึ้นภายใต้โปรเจกต์ “IMMERSIVE PRESS CONFERENCE TO UNFEST’26” การเปิดตัวเทศกาล UNFEST’26 ซึ่ง Unformat ร่วมมือกับ Cloud 11 ออกแบบงานแถลงข่าวให้อยู่ในรูปแบบ Exhibition-based Journey ที่พาผู้ชมค่อย ๆ เดินทางเข้าไปทำความเข้าใจแนวคิดของเทศกาลผ่านประสบการณ์จริง
สำหรับเคนโตะและทีม FLIGHTGRAF งานนี้ไม่ได้เป็นเพียงพื้นที่โชว์เทคโนโลยีหรือภาพสวยงาม แต่คือสนามทดลองที่ทำให้เห็นชัดว่าแนวคิด Immersive ซึ่งหยั่งรากจาก Bauhaus และกระบวนการคิดแบบนักออกแบบ สามารถทำงานร่วมกับ Real-Time Technology และบริบทเมืองร่วมสมัยอย่างกรุงเทพฯ ได้อย่างไร ก่อนที่ภาพทั้งหมดนี้จะถูกขยายสเกลออกไปอย่างเต็มรูปแบบในเทศกาล UNFEST’26 ช่วงปลายปี
และในปลายปี 2569 เคนโตะ โทมิยาชิ จะกลับมาอีกครั้งพร้อมการแสดงพิเศษในงาน UNFEST’26 เทศกาลสร้างสรรค์ที่นำ Real-Time Technology มาเป็นแกนหลักในการเชื่อมโยงภาพ เสียง และประสบการณ์ดิจิทัลให้เกิดขึ้นพร้อมกันแบบเรียลไทม์ สร้างรูปแบบ Immersive ใหม่ที่ผสานศิลปะ เทคโนโลยี และความร่วมมือจากหลากหลายสาขาเข้าไว้ด้วยกันในพื้นที่เดียว แม้รายละเอียดของผลงานจะยังถูกเก็บไว้เป็นเซอร์ไพรส์ แต่สิ่งที่พอคาดเดาได้คือ เขากำลังเตรียมพาภาษาแห่งรูปทรง แสง และโครงสร้าง มาสร้างบทสนทนาใหม่กับผู้ชมไทยอีกครั้ง
บทสนทนากับเคนโตะ โทมิยาชิ สะท้อนตัวตนของเขาได้อย่างชัดเจน เขาไม่ใช่ศิลปิน Immersive ที่หลงใหลอยู่กับซอฟต์แวร์หรือพิกเซลเพียงอย่างเดียว แต่คือ “นักออกแบบ” ที่มองเห็นเส้นสาย โครงสร้าง และพื้นที่ว่าง เป็นวัตถุดิบหลักในการปรุงแต่งประสบการณ์ให้เกิดขึ้นจริงต่อหน้าผู้ชม และทำให้ศิลปะ Immersive กลับมาเป็นเรื่องของการคิด การออกแบบ และการรับรู้ มากพอ ๆ กับความตื่นตาตื่นใจทางเทคโนโลยี
จากโลกนาฬิกา สู่โลกเรขาคณิต
เคนโตะ โทมิยาชิ ไม่ได้เติบโตมาในสายวิจิตรศิลป์หรือภาพยนตร์อย่างที่หลายคนอาจคาดเดาจากลักษณะของผลงานที่เห็นในวันนี้ หากแต่เส้นทางอาชีพของเขาเริ่มต้นขึ้นจากโลกของการออกแบบผลิตภัณฑ์ เขาเคยทำงานในฐานะ Product Designer ให้กับ Casio แบรนด์นาฬิกายักษ์ใหญ่ที่ขึ้นชื่อเรื่องความแม่นยำ เทคโนโลยี และการออกแบบเชิงอุตสาหกรรม โลกของเขาในเวลานั้นเต็มไปด้วยรายละเอียดทางโครงสร้าง กลไกภายใน และการคิดอย่างเป็นระบบเพื่อให้วัตถุหนึ่งชิ้นทำงานได้จริงในชีวิตประจำวัน
“เดิมทีผมเป็นนักออกแบบผลิตภัณฑ์ ไม่ใช่นักออกแบบวิดีโออาร์ต ผมเคยทำงานที่บริษัทผลิตนาฬิกา Casio และได้ออกแบบนาฬิกาเยอะมาก ตอนนั้นผมใช้โปรแกรม 3D ได้ เพื่อนร่วมงานก็เลยบอกผมว่า ลองเอางานออกแบบผลิตภัณฑ์นี้มาทำให้มันเคลื่อนไหวดูไหม ผมก็เลยลองดู ต่อมาเขาก็ถามอีกว่า อยากฉายโปรเจกเตอร์งานดีไซน์นี้ไปไหม ผมก็เลยลองดู แล้วเขาก็ถามต่อว่าผมทำ Projection Mapping ได้ไหม”
การ “ลอง” ในบทสนทนาธรรมดาระหว่างเพื่อนร่วมงานวันนั้น กลายเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนทิศทางครั้งสำคัญ เคนโตะเริ่มนำทักษะด้านการออกแบบเชิงโครงสร้างและการใช้โปรแกรม 3D มาทดลองกับการเคลื่อนไหว แสง และพื้นที่ ก่อนจะค่อย ๆ พัฒนามาเป็นงาน Projection Mapping ร่วมกับทีม FLIGHTGRAF กลุ่มศิลปินและนักออกแบบด้านภาพและเสียงจากโตเกียว ที่ทำงานข้ามสาขาระหว่าง Projection Mapping, Immersive Art, Design และ Sound Art โดย FLIGHTGRAF ไม่ได้ทำงานในฐานะสตูดิโอผลิตภาพเพียงอย่างเดียว แต่ทำหน้าที่คล้ายห้องทดลองทางความคิด ที่สมาชิกแต่ละคนมีพื้นฐานแตกต่างกัน ตั้งแต่งานออกแบบผลิตภัณฑ์ กราฟิก ไปจนถึงเทคโนโลยีภาพและเสียง โดยที่เคนโตะคือหนึ่งในกำลังสำคัญที่นำวิธีคิดแบบนักออกแบบเชิงโครงสร้างเข้ามาเป็นแกนหลักของทีม
สิ่งที่ทำให้งานของ FLIGHTGRAF แตกต่างจากงาน Projection Mapping ทั่วไป ไม่ใช่การพยายามเล่าเรื่องแบบภาพยนตร์ หรือการสร้างโลกแฟนตาซีที่ตระการตาเกินความจำเป็น แต่คือการหันกลับไปโฟกัสที่ความงามของรูปทรง (Form) และโครงสร้าง (Structure) แทน วิธีคิดแบบนี้ไม่ใช่สิ่งที่เกิดขึ้นโดยบังเอิญ หากเป็นผลลัพธ์ของรากฐานความเป็น “นักออกแบบ” ที่ฝังอยู่ในตัวเคนโตะมาโดยตลอด
อิทธิพลทางความคิดที่เห็นได้ชัดในงานของเขาคือ Bauhaus สำนักศิลปะและการออกแบบจากเยอรมนีที่ก่อตั้งขึ้นในช่วงต้นศตวรรษที่ 20 ซึ่งมีเป้าหมายสำคัญในการเชื่อมศิลปะ งานหัตถกรรม และอุตสาหกรรมเข้าด้วยกัน Bauhaus ยึดหลักความเรียบง่าย การใช้รูปทรงเรขาคณิต เส้นสายที่ชัดเจน และการออกแบบที่ให้ความสำคัญกับหน้าที่การใช้งานควบคู่ไปกับความงาม ภายใต้แนวคิดที่มองว่างานออกแบบควรเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน ไม่ใช่สิ่งฟุ่มเฟือยสำหรับคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง การนำปรัชญา Bauhaus มาปรับใช้กับสื่อใหม่อย่าง Immersive Art อาจฟังดูไม่เกินความคาดหมายในเชิงทฤษฎี แต่ในโลกศิลปะร่วมสมัยที่ Immersive Art ยังถือเป็นพื้นที่ใหม่ แนวทางเช่นนี้กลับไม่ได้พบเห็นบ่อยนัก
“ตอนนี้ผมโฟกัสที่รูปทรง รูปทรงคือสไตล์ที่สำคัญมากในงานของเรา ตัวอย่างเช่น Bauhaus จากเยอรมนี ผมเรียนรู้เกี่ยวกับมันและรักยุคนั้นมาก บาวเฮาส์มันเก่าก็จริง แต่ก็ไม่ได้เก่าขนาดนั้น คนส่วนใหญ่เรียนรู้จากมัน และมันมีรูปแบบที่พิเศษมาก”
เมื่อเคนโตะพูดถึง Bauhaus แววตาของเขาเต็มไปด้วยความกระตือรือร้น อิทธิพลของสำนักคิดนี้ไม่ได้มาจากการอ่านตำราหรือการศึกษาทางประวัติศาสตร์ศิลป์เพียงอย่างเดียว หากฝังรากลึกมาตั้งแต่ช่วงที่เขาศึกษาอยู่ที่ Nihon University College of Art มหาวิทยาลัยศิลปะชั้นนำของญี่ปุ่นที่ขึ้นชื่อเรื่องการวางรากฐานการคิดแบบนักออกแบบมากกว่าการผลิตศิลปินเฉพาะทาง สถาบันแห่งนี้ให้ความสำคัญกับความเข้าใจเรื่องโครงสร้าง รูปทรง วัสดุ และความสัมพันธ์ระหว่างศิลปะกับสังคมร่วมสมัย หลักสูตรจำนวนมากได้รับอิทธิพลจากแนวคิดแบบ Bauhaus อย่างชัดเจน ทั้งการบูรณาการศิลปะ การออกแบบ และเทคโนโลยีเข้าด้วยกัน การมองงานสร้างสรรค์ในฐานะสิ่งที่ต้องใช้งานได้จริง และการฝึกให้นักศึกษาคิดเชิงระบบมากกว่าการแสดงตัวตนเพียงอย่างเดียว รากฐานการศึกษานี้เองที่ทำให้เคนโตะมอง Immersive Art ไม่ใช่แค่พื้นที่ทดลองทางภาพและเสียง แต่เป็นสนามของการออกแบบประสบการณ์ ซึ่งยิ่งตอกย้ำชัดเจนขึ้นผ่านประสบการณ์ในเวทีนานาชาติ
และหนึ่งในหมุดหมายสำคัญของเส้นทางอาชีพเคนโตะ คือการคว้ารางวัลจากการประกวด Projection Mapping ระดับนานาชาติอย่าง Genius Loci Weimar ในเมืองไวมาร์ ประเทศเยอรมนี เมืองต้นกำเนิดของ Bauhaus ถึงสองครั้ง
“ในเมืองไวมาร์มีการประกวด Projection Mapping ที่ใหญ่มาก ชื่อว่า Genius Loci การประกวดนั้นมีทีมจาก Bauhaus เข้ามาเกี่ยวข้อง และตัวเมืองเองก็เป็นแหล่งสะสมงาน Bauhaus การได้เข้าร่วมและชนะถึงสองครั้งเป็นประสบการณ์ที่พิเศษมากในอาชีพของผม และงานของผมก็ได้รับแรงบันดาลใจจาก Bauhaus อย่างมาก”
สำหรับเคนโตะ การนำรูปทรงเรขาคณิต เส้นสายที่คมกริบ และองค์ประกอบแบบมินิมัลไปเคลื่อนไหวบนสถาปัตยกรรม ไม่ใช่เพียงการฉายภาพทับลงไปบนพื้นผิว หากเป็นการสร้างบทสนทนาระหว่างแสงกับพื้นที่ เป็นการเพิ่มมิติใหม่ที่ยังเคารพโครงสร้างเดิมของสถานที่ ขณะเดียวกันก็ชวนให้ผู้ชมรับรู้พื้นที่นั้นในรูปแบบที่แตกต่างออกไปจากเดิม
จุดสมดุลระหว่างความจริงและนามธรรม
ในยุคที่คำว่า Immersive ปรากฏอยู่แทบทุกพื้นที่ของโลกศิลปะ เคนโตะมองว่าหัวใจสำคัญของงานไม่ใช่การใช้เทคโนโลยีที่ล้ำสมัยที่สุด หากคือประสบการณ์ (Experience) และความรู้สึก (Feeling) ที่เกิดขึ้นจริงในช่วงเวลานั้น
“ผมคิดว่า Immersive เป็นแค่คำคำหนึ่ง สิ่งที่สำคัญจริง ๆ คือประสบการณ์ สำหรับผม ความจริงคือบรรยากาศและสิ่งแวดล้อมในเวลานั้น ความรู้สึกที่เกิดขึ้นจริง ไม่ใช่แค่การดูผ่านหน้าจอ แต่ต้องเป็นความสวยงามที่คุณและผู้ชมรู้สึกได้พร้อมกัน”
เมื่อถามว่า FLIGHTGRAF สร้างความรู้สึกจริงนั้นขึ้นมาได้อย่างไร คำตอบของเคนโตะคือการเล่นแร่แปรธาตุระหว่างสิ่งที่จับต้องได้กับจินตนาการ หรือการรักษาสมดุลระหว่างความจริง (Real) และความนามธรรม (Abstract)
“ผมคิดว่าบางครั้งมันต้องไม่จริง ศิลปินบางคนทำงานที่สมจริงมาก แต่ผมอยากให้งานไปทางนามธรรม ผมจะผสมงานดีไซน์นามธรรมเข้ากับฝั่งที่ดูสมจริง และพยายามรักษาสมดุลไว้ เพราะถ้าทำเป็นนามธรรมทั้งหมด ผู้ชมอาจจะเบื่อได้”
แนวคิดเรื่องสมดุลนี้เองที่ทำให้งานของเขาไม่ได้พาผู้ชมหลุดเข้าไปในโลกธรรมชาติที่มีต้นไม้ใบหญ้าสมจริง หากแต่พาไปสู่ป่าแห่งเส้นสายและรูปทรงที่ดูคล้ายสิ่งมีชีวิต แต่ไม่ยึดโยงกับความจริงตรงหน้า
ในก้าวถัดไป เคนโตะเผยว่าเขากำลังสนใจความงามของ “เส้น” อย่างจริงจัง ทั้งเส้นเดี่ยว เส้นบาง และการเคลื่อนไหวของเส้นจำนวนมากบนสถาปัตยกรรม ซึ่งสะท้อนการลดทอนรายละเอียดที่เข้มข้นขึ้น และสอดคล้องกับแนวคิดมินิมัลและวิถีเซน
จากผู้สร้างถึงผู้ชม อย่าคิด แค่รู้สึก
เบื้องหลังผลงานที่ดูซับซ้อนและเต็มไปด้วยการคำนวณอย่างแม่นยำ ทีม FLIGHTGRAF ประกอบด้วยผู้เชี่ยวชาญจากหลากหลายสาขา ทั้ง Visual, Sound Design, Product Development และ Graphic Design ซึ่งเคนโตะอธิบายการทำงานร่วมกันนี้ว่าเป็นงานอดิเรกที่จริงจัง
ท้ายที่สุดแล้ว แม้งานของเขาจะอัดแน่นไปด้วยหลักการออกแบบแบบ Bauhaus และเทคโนโลยีที่ซับซ้อน สิ่งที่เคนโตะต้องการจากผู้ชมกลับเรียบง่ายอย่างยิ่ง
“ผมอยากให้ผู้ชมมีอิสระ ไม่ต้องคิด ไม่ต้องพยายามทำความเข้าใจอะไร แค่รู้สึกก็พอ รับความรู้สึกผ่านรูปทรง แสง และเสียง แล้วปล่อยให้ตัวเองอยู่กับงานในขณะนั้น”
ในโลกที่เต็มไปด้วยข้อมูล ข่าวสาร และความเร่งรีบ งานของ FLIGHTGRAF อาจทำหน้าที่เป็นพื้นที่ว่างทางความรู้สึก ที่เปิดโอกาสให้เราได้หยุดคิดชั่วคราว และปล่อยให้เส้นสายและแสงเงาพาเราไปสู่สมดุลระหว่างความจริงและความฝัน ระหว่างอดีตแบบ Bauhaus และอนาคตแบบ Immersive




