LOCAL MADE GOODS แบรนด์แฮนด์เมดสตรีทแวร์ไทย ที่ขอเท่ตามใจตัวเอง และไม่ได้บอกว่าเรา Sustainable ขนาดนั้น

Post on 25 June 2026

“LOCAL MADE GOODS ไม่ได้ทำเพราะ Sustainable เราทำเพราะชอบกระบวนการ ความซับซ้อน การได้ไปคุยกับพ่อแม่ที่เขาเป็นคนทอผ้า เราเคารพคุณค่าของงานพวกนี้ เพราะมันมีคุณค่าของมันอยู่แล้ว เราแค่เอามาสร้างสรรค์ต่อในสไตล์ที่เราชอบ และเราไม่ได้ทำแบรนด์เพื่อ ‘สนับสนุนชุมชน’ หรือใช้คำว่า ‘ยั่งยืน’ เป็นการตลาด เราทำเพราะเราชอบแค่นั้นเลย”

ในยุคที่ใคร ๆ ต่างก็ให้ความสนใจเรื่องการรักษ์โลก ขายความยั่งยืน หรือมีจุดยืนอะไรบางอย่างเกี่ยวกับการขับเคลื่อนโลกใบนี้ LOCAL MADE GOODS แบรนด์แฮนด์เมดสตรีทแวร์ไทยของ อาหรู–โชติพัฒน์ สุวิสุทธะกุล และ มิลลี่–กันตวรรณ นรากุลมงคล กลับเลือกทำแบรนด์จากความชอบ แพสชัน และตัวตนของตัวเองมากกว่าการยืนตะโกนบอกว่า ฉันคือแบรนด์รักษ์โลก

LOCAL MADE GOODS ก่อตั้งในปี 2024 และเป็นที่รู้จักในฐานะแบรนด์เสื้อผ้าทำมือ โดยช่างฝีมือหลากหลายชุมชนในไทย ขายตั้งแต่เสื้อยืด เชิ้ตแขนสั้น กางเกง กระเป๋า หมวก และแอคเซสเซอรี แต่สิ่งที่น่าสนใจมากกว่าเสื้อผ้าที่พวกเขาทำขาย ก็คือแนวคิด ความแตกต่าง และความฉีกแบบไม่ก้าวร้าวในการทำแบรนด์ของทั้งคู่ และเราก็อยากให้ทุกคนได้สัมผัสกับอีกมุมที่อยู่ลึกมากกว่าตาเห็น ผ่านบทสนทนาสุดชิลที่จะทำให้คุณได้รู้จักพวกเขาไปพร้อมกับเรา

ตามไปสำรวจวิธีคิด ส่องออฟฟิศกึ่งโชว์รูม พร้อมให้อาหรูและมิลลี่อวดคอลเลกชันเก่าและใหม่ รวมถึงพูดคุยเกี่ยวกับเอเวอรีติงเกี่ยวกับ LOCAL MADE GOODS ในบทความนี้กัน

รู้จักอาหรูและมิลลี่

“นั่งที่พื้นแล้วคุยกันชิล ๆ ดีกว่า”

เราผู้ซึ่งเป็นแขก ชวนเจ้าของบ้านนั่งคุยบนพื้นห้องชิล ๆ เพราะอยากให้บทสนทนาครั้งนี้เป็นกันเองและเรียบง่ายที่สุด เพราะจากไวบ์ของอาหรูและมิลลี่ดูจะเป็นคนชิล ๆ อย่างที่ตาเห็น ไม่เกร็ง ไม่ทำทรง และไม่ต้องมีพิธีรีตองอะไรเยอะ

อาหรู จบจาก ม.กรุงเทพฯ คณะบริหารธุรกิจ ที่ดูจะชัดเจนกับความชอบของตัวเองมาตั้งแต่เด็ก เริ่มจาก ป.4 ที่เอาขนมมาขายเพื่อนในห้อง ขยับไปสู่การเป็นตัวตั้งตัวตีในการเอาของเล่นมาป้ายยาเพื่อน คล้ายเด็กมาก่อนกาลที่รู้ว่า เดี๋ยวกระแสอะไรจะมาและอะไรจะฮิตในช่วงนั้น “ตอนเรียนอยู่สวนกุหลาบ มันเป็นครั้งแรกที่รู้จักเพลงฮิปฮอป เรารู้สึกว่าเพลงมันเท่มากเลย จนกลายเป็นว่าเราอิน รู้ตัวอีกทีคือหยุดฟังเพลงทุกประเภทแล้วหันมาโฟกัสแค่ฮิปฮอป เพราะเรารู้สึกว่าเพลงมันลึก มีอะไรให้เรียนรู้เยอะมาก

“พอเริ่มฟังฮิปฮอป มันก็พาเราไปสู่การดูเอ็มวี และกลายเป็นว่า เราอยากลองแต่งตัวเหมือนคนในเอ็มวี ในขณะที่ทุกคนใส่กางเกงยีนส์ หยิบรองเท้าผ้าใบแบบแมส ๆ มาใส่ เราไม่เอาเลย เราอยากเป็นขั้วตรงข้ามของสิ่งที่คนเขาฮิตกัน

“เราเริ่มใส่กระโปรงตอนม.ปลาย พอเราใส่มันก็จะมีคนไม่เก็ท เพราะสมัยนั้นมันไม่มีหรอกผู้ชายใส่กระโปรง เขาก็จะพูดกันแนว ๆ ว่า “มึงแต่งตัวอะไรของมึง” “เป็นตุ๊ดรึเปล่า?” แต่เหตุผลที่เราใส่เพราะเรารู้สึกว่ามันเท่ ใส่แล้วมั่นใจ สำหรับเรา สุดท้ายแล้วคำว่า แฟชั่นยังไงมันก็คือแฟชั่นอยู่ดี

“ตอนจะเลือกเข้าคณะมหาวิทยาลัย เรารู้เลยว่า ตัวเองชอบหลายอย่างมาก ทั้งแฟชั่น ถ่ายรูป แล้วก็ธุรกิจ แต่แฟชั่นนี่ตัดออกอย่างแรกเลย เพราะคนรอบตัวเราจะรู้ว่า เรามาสายนี้ตั้งแต่เด็กแล้ว เราไม่อยากทำอะไรที่คนอื่นเขาคาดเดาได้ ส่วนเรื่องถ่ายภาพ เราอยากให้มันเป็นสิ่งที่ทำให้เราแฮปปี้ เลยให้มันเป็นงานอดิเรกดีกว่า ไม่ได้อยากเรียนให้ลึกเพราะกลัวมันจะเครียด สุดท้ายก็เลยตัดสินใจเลือกเรียนธุรกิจ เพราะคิดว่ามันน่าจะไปได้ไกล ต่อยอดไปทำอะไรแบบที่เราชอบได้แน่ ๆ” อาหรูเล่า

ตัดภาพมาที่มิลลี่ ที่รู้ว่าตัวเองชอบวาดรูปตั้งแต่เด็ก บวกกับที่บ้านอยู่ในสายงานดีไซน์เกือบทั้งหมด จึงตัดสินใจเลือกเรียนคณะดีไซน์คราฟต์ De Montfort University (DMU) ประเทศอังกฤษ “มิลลี่ค่อนข้างชัดเจนในตัวเอง รู้ว่าตัวเองชอบอะไร ด้วยความที่ที่บ้านเป็นสายอาร์ตกันหมดเลย เหมือนเราซึมซับมาตั้งแต่เด็ก แล้วก็รู้ตัวว่าตัวเองชอบเรียนอะไรที่มันได้ลองทำหลาย ๆ อย่าง ซึ่งที่ De Montfort University มันเป็นที่เดียวที่มีคณะดีไซน์คราฟต์ แล้วมันได้ทำหมดเลย ตั้งแต่งานเซรามิกไปถึงเป่าแก้ว เชื่อมเหล็ก ขัดไม้ ทำเรซิ่น ทุกอย่างเลย มันเหมือนเป็นที่ที่ให้เราได้ลองค้นหาตัวเอง

“พอได้มาลองเรียนทุกอย่าง เราก็ได้รู้ว่า สิ่งที่เราชอบอย่างเซรามิก เราไม่ได้ชอบมันที่สุด เพราะมันคาดเดาอะไรไม่ได้เลยระหว่างทำ ยิ่งเรามีนิสัยรักความสมบูรณ์แบบมาก ๆ มันเลยจะเฟลมากตอนที่งานมันไม่ได้ออกมาในแบบที่เราคาดหวัง เราเลยคิดว่า งั้นเราน่าจะเหมาะเป็นคนดูมากกว่าเป็นคนไปนั่งทำเอง ฟีลขอชื่นชมอยู่ห่าง ๆ พอ

“พอเรียนไปเรื่อย ๆ ก็เริ่มรู้ตัวว่า แฟชั่นมันสนุก เพราะตอนเรียนก็ได้ลองเรียนทอผ้า แต่ตอนนั้นมันไม่ได้อินนะ แค่รู้สึกเจ๋งดี แต่โลกแฟชั่นตอนนั้นสำหรับมิลลี่มันดูน่ากลัว ทุกคนดูคาแรกเตอร์จัด เข้าถึงยาก แต่เราชอบฟังเพื่อน ๆ คุยกันนะ แบบเด็กเรียนแฟชั่นเขามาแชร์นู่นนี่กัน แต่เราแค่ไม่ได้สนใจมันมากขนาดนั้น จนมารู้จักกับอาหรูเรื่องแฟชั่นมันก็เปลี่ยนไป” มิลลี่เล่า

ล้มเหลวจนได้ทำสิ่งชอบ

“ธุรกิจแรกที่เราสองคนทำด้วยกันคือบริหารโฮสเทล เป็นธุรกิจที่ส่งต่อมาจากที่บ้าน ตอนนั้นทำช่วยกันทำระบบเซลฟ์เช็กอิน-เช็กเอาต์ ทำอยู่ได้ประมาณปีกว่า แล้วก็มารับงานผลิตเซรามิก เป็น OEM ที่รับจ้างขึ้นแบบ-ผลิตให้ลูกค้า ต่อมาก็มาช่วยญาติทำธุรกิจผลิตกรงสัตว์ ที่ใช้เครื่องเลเซอร์ตัดแผ่นอะคริลิกเพื่อประกอบขึ้นมาเป็นกรงใส

“จุดเปลี่ยนชีวิตน่าจะเป็นเพราะไอเครื่องตัดอะคริลิกนี่แหละ มีอยู่คืนนึงมิลลี่นั่งกินข้าวอยู่แล้วหันไปเห็นแสงวูบวาบมาจากห้องทำงาน พอชะโงกไปดูเท่านั้นแหละ ไฟท่วมห้องเลย เครื่องเลเซอร์มันระเบิด คือตอนนั้นมันน่ากลัวมาก แล้วเหตุการณ์นั้นก็ทำให้เกือบเสียบ้านไป สำหรับมิลลี่มันเป็นเหตุการณ์ที่หนักที่สุดในชีวิตแล้ว

“หลังจากนั้นเหตุการณ์ไฟไหม้ก็เริ่มเข็ดกับธุรกิจที่เป็นอุตสาหกรรม พวกงานที่ต้องผลิตจำนวนเยอะ ๆ ก็เลยมานั่งคุยกันว่าจะทำอะไรดี แล้วก็เริ่มมาลองขายอาหารออนไลน์ เป็นเมนูข้าวเหนียวคอหมูย่าง สำหรับเรามันเป็นคอหมูย่างที่เท่มาก เพราะเราทำภาพโปรโมตเอง เมนูก็ออกแบบมาให้เป็นฟีลนิตยสารยุค 90s ทำอยู่ได้เดือนสองเดือนมั้ง สุดท้ายก็ไม่ได้ไปต่อ คือถ้าขายอยู่ตอนนี้คงโดนดราม่า เพราะราคาที่เราตั้งแพงกว่าบางร้านที่โดนดราม่าในสมัยนี้อีก แต่เรารู้สึกว่า ตัวเองไม่สามารถขายของถูก ๆ ได้ เพราะเราเชื่อในของที่เราขาย เราเชื่อในอะไรที่ไม่ได้แมส ราคาสำหรับเรามันเป็นเรื่องส่วนบุคคล มันแล้วแต่คนให้คุณค่าเลย”

เมื่อไม่ได้อินกับธุรกิจอาหารขนาดนั้น มิลลี่กับอาหรูเลยตัดสินใจให้ข้าวเหนียวคอหมูย่างลอยหายไปในอากาศ ทั้งคู่เริ่มคุยกันใหม่ถึงความต้องการและสิ่งที่อยากทำจริง ๆ “ก่อนหน้านี้พวกงานที่เราทำ มันเริ่มมาจากเงินเป็นหลัก แต่หลังจากนี้ เราคิดว่ามันควรจะเป็นสิ่งที่เราอยากทำมันจริง ๆ อะไรที่เป็นความชอบ ทำแล้วมีความสุข” มิลลี่เล่าเสริมจากอาหรู “มิลลี่บอกกับอาหรูว่า อยากทำอะไรที่อีก 10 ปี เราโตไปแล้วเรามองย้อนกลับมาแล้วจะรู้สึกไม่เสียดายที่ได้ทำมัน ก็เลยมาคุยกันว่า ถ้าให้มันเหลือแค่ใจ ไม่ห่วงเรื่องธุรกิจ เราจะทำอะไร จนได้คำตอบว่า เราทั้งคู่อยากทำแบรนด์ของตัวเอง”

จุดเริ่มต้นของ LOCAL MADE GOODS

“ช่วงที่อาหรูไปอยู่กับมิลลี่ที่อังกฤษ เราได้รู้จักกับแบรนด์ Story mfg (แบรนด์แฟชั่นสตรีทแวร์จากอังกฤษ) รู้สึกชอบงานเขามาก ๆ คือเคยไปที่ร้านเขาแล้วรู้สึกว่า เราไม่เคยได้รับประสบการณ์จากร้านเสื้อผ้าดีเท่านี้มาก่อน ทั้งตัวสินค้า ป้ายอธิบายสินค้า บรรยากาศรอบ ๆ รวมถึงพนักงานหน้าร้าน ทุกอย่างมันเป็นไวบ์ที่น่ารักมาก ตราตรึงอะ แล้วเรารู้สึกว่า อยากทำอะไรแบบนี้ ให้คนรู้สึกแบบเดียวกับที่เรารู้สึกกับแบรนด์ ๆ นึง ก็เลยตัดสินใจมาเริ่มทำ LOCAL MADE GOODS

“ชื่อ LOCAL MADE GOODS มันเริ่มจากที่เรารู้สึกชอบคำว่า ‘โลคอล’ ก่อน แล้วก็คิดต่อไปว่า มันควรจะต้องหาคำมาเพิ่ม เพราะใจอยากให้ชื่อแบรนด์มีตัวอักษรย่อ เลยได้มาเป็น LOCAL MADE GOODS (LMG) ซึ่ง ‘LOCAL’ ในความหมายของเรา มันหมายถึงทุกคนในทุกมุมโลก ไม่จำกัดเฉพาะคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง เพราะเราเชื่อว่า ในแต่ละพื้นที่มันจะมีคนโลคอลที่เขาเชี่ยวชาญไม่อย่างใดก็อย่างหนึ่ง ส่วน ‘MADE GOODS’ ที่เติม S เข้าไปเพราะมันสามารถสื่อไปถึงอะไรก็ได้เลย ไม่จำกัดแค่ว่า ต้องเป็นแบรนด์เสื้อผ้า เราอยากให้ชื่อแบรนด์นี้มันอยู่กับเราไปยาว ๆ ไม่ได้หยุดอยู่แค่การทำเสื้อผ้า ซึ่งมันก็จะอิงกับความชอบของเราในแต่ละช่วงเวลา ก็เลยใส่ตัว S เข้าไป”

หลังจากได้ชื่อแบรนด์มาเป็นที่เรียบร้อย ประจวบกับที่ช่วงนั้นมีงาน Crafts Bangkok 2023 ที่ไบเทค บางนา พอดี อาหรูและมิลลี่เลยตัดสินใจใช้เวลาในช่วงนั้นไปกับการรีเสิร์ช ผ่านการเข้าไปพูดคุยและทำความรู้จักแบรนด์ต่าง ๆ ทั้งคู่ใช้เวลา 4-5 วันเต็ม อยู่กันตั้งแต่เวลาประตูงานเปิดยันปิด “เหมือนตอนนั้นเรามีเงินเหลือติดตัวกันประมาณสองหมื่นสำหรับจะเริ่มทำธุรกิจ งบมันแทบจะหมดแล้วก็เลยต้องประหยัดให้ได้มากที่สุด ก็เลยคิดว่า ที่นี่แหละที่เหมาะจะเป็นข้อมูลให้เรา เพราะเขารวมสิ่งที่เราอยากรู้มาให้หมดแล้วอะ ทำไมเราถึงจะไม่ไปล่ะ?

“เราไปที่นั่นทุกวันเพื่อไปคุยกับร้านต่าง ๆ แต่ละบูธใช้เวลาเป็นชั่วโมง เพื่อให้ได้ความรู้มากที่สุด แล้วแบบเซอร์ไพรส์มาก ทุกคนที่เราเดินเข้าไปหาไปขอความรู้เขาน่ารักมาก ให้ความรู้แบบไม่กั๊กเลย เหมือนเราได้ Positive Energy มันเป็นอะไรที่สนุกมาก ๆ จนเราได้ทุกอย่างที่อยากรู้ สุดท้ายเลยตัดสินใจกันว่า ต้องไปเชียงใหม่ เพราะที่นั่นน่าจะมีสิ่งที่เราตามหาอยู่” อาหรูและมิลลี่เล่า

“การทำ LMG มันเริ่มจากความอยากทำของเราทั้งสองคน และในความเป็นงานคราฟต์ เราไม่ได้ทำเพราะมัน Sustainable แต่ที่เลือกมาทางนี้เพราะเราชอบในกระบวนการของมัน ชอบในความซับซ้อน ความยาก ทั้งในแง่ของการเริ่มจากข้อมูล การได้เข้าไปคุยกับคนทอผ้า ผ้าทออะ มันมีคุณค่าในตัวของมันอยู่แล้ว เพราะไม่งั้นมันก็จะไม่มีคนทำมันหรอก แต่เราแค่เอามาสร้างสรรค์ในแบบของเรา” มิลลี่เล่า

“แต่ในเวลาเดียวกัน เราเคารพในการทำงานกับแต่ละชุมชนนะ เราไม่ใช่คนประเภทที่ว่า ทำงานกับพ่อ ๆ แม่ ๆ เขาเสร็จแล้วก็จบกันเลย เราเคารพเขามาก ๆ เพราะตัวงานที่เขาทำมันเจ๋ง และที่สำคัญคือเราไม่ได้ใช้คำว่า ‘ชุมชน’ หรือ ‘Sustainable’ มาเป็นการขายของแบรนด์ เราไม่ได้อยากนำเสนอภาพความเป็นงานคราฟต์ที่ทำงานร่วมกับพ่อ ๆ แม่ ๆ คนทอผ้ามาเป็นการตลาดหรือเอาเขามาหากิน เราเคารพเขามากกว่านั้น เขาเป็นเหมือนครู เพราะการที่เราทำแบรนด์มาได้จนถึงทุกวันนี้ ก็คือคนในชุมชนทอผ้านี่แหละ อย่างพวกเรื่องภาพลักษณ์ของความ ‘Sustainable’ สำหรับเราแล้วเรามองว่า บางอย่างที่เราทำก็ไม่ได้ยั่งยืนขนาดนั้น เพราะวัสดุบางอย่างเราก็นำเข้ามาจากต่างประเทศ ขนส่งด้วยค่าใช้จ่ายที่เยอะพอสมควร เลยไม่อยากให้มองว่าเราเป็นแบรนด์สายกรีนขนาดนั้น” อาหรูเล่า

คอลเลกชัน (แรก) ที่เฟลตั้งแต่แรก

LMG เปิดตัวในปี 2024 ผลิตเสื้อผ้าคอลเลกชันแรกออกมาอย่างละสามสี่ตัว และเฟลตั้งแต่อคอลเลกชันแรก และถึงแม้จะใช้เวลาปั้นแบรนด์กันนานกว่าครึ่งปี สุดท้ายแล้วก็ยังเฟลอยู่ดี สต็อกค้าง ยอดผู้ติดตามในไอจีก็ดูไม่มีวี่แววจะขยับ “ตอนนั้นใจคืออยากยอมแพ้แล้วด้วย เกือบจะเลิกทำ แต่คิดขึ้นมาได้ว่า ถ้าเราอยู่แต่ในออนไลน์ใครมันจะไปรู้จัก เราเลยฮึดอีกครั้ง พยายามพาแบรนด์ออกไปตามอีเวนต์ต่าง ๆ ที่ดูแล้วจะเข้ากับทิศทางของแบรนด์ คิดแค่ว่า ทำยังไงก็ได้ให้คนเห็นสินค้าเรา แล้วเราก็คิดว่า คิดถูกมาก เพราะอีเวนต์ที่เราไป มันทำให้ได้เจอกลุ่มคนที่เขาสนใจงานเรา จนสิ่งเหล่านี้มันปลุกไฟเราอีกครั้ง ทำให้มีพลังขึ้นมา 50 เปอร์เซนต์ (หัวเราะ)

“แต่จุดที่ทำให้เรารู้สึกไฟลุกแบบจริง ๆ เลยคือ เจ้าของแบรนด์ Story mfg เขามาไทยพอดี เราเลยตัดสินใจทักเขาไปในสตอรีไอจีว่าแบบ เราชอบแบรนด์เขามาก อยากบอกความในใจให้เขาได้รู้ ผ่านไปสองนาที เขาตอบกลับมา คือแบบหัวใจจะวาย แล้วประเด็นคือเขาตอบกลับมาด้วยข้อความยาวกว่าที่เราพิมพ์ส่งไปให้เขาอีก

“ช่วงแรกของ LMG เรายอมรับว่า ได้อินสไปร์มาจาก Story mfg เยอะมาก มันก็จะมีความเกรงใจเจ้าของแบรนด์เขา แล้วเราก็กลัวว่า หลาย ๆ คนจะมองว่าเราไปทำตาม Story mfg แต่ตอนนั้นเราแค่คิดว่า ยังหาตัวตนของแบรนด์ไม่เจอ มันเลยอยู่ในจุดที่มองว่า Story mfg เป็นอินสไปร์เดียวที่เราพอจะมองเห็นแบรนด์ตัวเองเป็นแบบนี้ ทั้งเรื่องการผลิต การเล่าเรื่อง ดีเทลต่าง ๆ ของเขามันเข้ากับสิ่งที่เราสนใจ แต่เราไม่ได้อยากให้สตอรีหรือแนวทางการทำงานของแบรนด์เราไปซ้ำกับเขา เพราะเราเคารพเขามาก ๆ จนพอเราได้พูดความในใจกับเขาไปทั้งหมดในวันที่ได้คุยกัน ทุกอย่างมันเหมือนปลดล็อกเราเลยว่า เราไม่จำเป็นต้องแคร์สายตาคนอื่นแล้วว่าใครจะคิดหรือมองยังไงกับแบรนด์เรา เพราะคนที่เราเคารพและเห็นเขาเป็นแรงบันดาลใจ เขามองเห็นความตั้งใจของพวกเราจริง ๆ แถมเขายังช่วยแชร์งานของเราลงไอจีของตัวเองด้วย แล้วยอดผู้ติดตามของเราก็เพิ่มขึ้นจากที่เขาช่วยแชร์ให้เรานี่แหละ โคตรรู้สึกว่า ตัวเองมีไอดอลถูกคน” อาหรูและมิลลี่เล่า

ทำงานแบบคนทำเพลง

“การได้มาทำ LMG มันทำให้เราไปสู่คอมมูนิตี้ที่หลากหลาย มันเหมือนต้นไม้ที่แตกยอดเป็นกิ่งก้านใบ คอนเนกชันมันกว้างมาก และทำให้เราได้รู้ว่า จริง ๆ เราชอบอะไร เราตอบได้ว่า ชอบฮิปฮอปและนำไปสู่การคิดต่อว่า เราจะเอาสิ่งที่ชอบเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในแบรนด์เราได้ยังไง” มิลลี่เล่า

“จากร้อยเปอร์เซนต์ของสิ่งที่เราทำ LMG มา เราคิดว่ามันเป็นแค่ 30 เปอร์เซนต์ แต่สำหรับเรามันค่อนข้างมาไกลนะ จากตอนแรกที่มันแอบคล้าย Story mfg หรือดูเป็นแบรนด์เสื้อผ้าที่หลาย ๆ คนคิดว่ามันกรีนมาก (รักษ์โลก) ตอนนี้เริ่มมีความสตรีท ฮิปฮอป และเป็นตัวเรามากขึ้น” อาหรูเสริม

ก่อนที่แบรนด์จะชัดเจนทั้งสไตล์และการทำงาน เมื่อก่อนอาหรูและมิลลี่จะเน้นผลิตสินค้าออกมาเป็นจำนวนชิ้นที่ไม่เยอะ เพราะด้วยงบประมาณในการผลิตที่จำกัด บวกกับความต้องการของกลุ่มคนในคนที่สนใจงานของพวกเขายังไม่ชัด แต่ปัจจุบัน LMG เริ่มวางแผนการออกคอลเลกชันจริงจังมากขึ้น เริ่มตั้งแต่คอลเลกชัน Fall Winter 2025 “LMG เริ่มวางแผนการออกคอลเลกชันรายปีจริงจังกันตั้งแต่ LMG Fall Winter 2025 แต่เราไม่ได้วางแผนการทำงานกันเหมือนแบรนด์แฟชั่นอื่น เราทำงานคล้ายคนทำเพลง ดีเจ โปรดิวเซอร์สมัยก่อน มันคือวิธีการที่เรียกว่า Sampling ที่เอาเพลงเก่า ๆ จากยุคก่อนมาตัด แล้วก็เอาเพลงอื่นมาเรียงต่อกัน ทำให้มันกลายเป็นเพลงใหม่หนึ่งเพลง วิธีการของเรามันคือแบบนั้น หยิบวัสดุ แฟชั่น แรงบันดาลใจ และความชอบ มารวมจนกลายเป็นคอลเลกชันที่ให้ความรู้สึกเหมือนการทำเพลง”

ปัจจุบัน LMG วางแผนการออกคอลเลกชันออกมาเป็น 1 ปี 2 ฤดูกาล คือ Spring Summer และ Fall Winter และผลิตแคปซูลย่อย ๆ ออกมาตามอารมณ์และความชอบ โดยอิงกับเจ้าของแบรนด์เป็นหลัก และวางแผนกันล่วงหน้ากันไปถึง 2 ปีแล้ว “เราพยายามคาดการณ์ล่วงหน้า โดยใช้เซนส์ของตัวเองว่าเทรนด์อะไรจะมา คนจะฮิตอะไร” อาหรูเล่า มิลลี่เสริม “มิลลี่คิดว่าเซนส์ของอาหรูค่อนข้างล่วงหน้ากว่าคนอื่นอยู่แล้ว จากการที่ชอบแฟชั่น อัปเดตเทรนด์ต่าง ๆ ในวงการแฟชั่น มันเลยเหมือนจะรู้ว่าอะไรที่อีกปีสองปีมันจะมา อะไรที่มิลลี่มองว่าแบบไม่เห็นจะสวยเลย แต่พออาหรูบอกว่า เดี๋ยวมันจะฮิต มันจะเป็นเทรนด์ สุดท้ายมันก็มาจริง ๆ จนตอนนี้อาหรูชี้หรือบอกอะไรเราก็จะเชื่อเลย (หัวเราะ)”

“ใน LMG อาหรูเป็นครีเอทีฟไดเรกเตอร์นะ ซึ่งตอนแรกเลยมิลลี่คิดว่า ตำแหน่งนี้มันไม่ได้สำคัญกับการทำแบรนด์ แต่ตอนนี้รู้สึกว่า มันแบบจำเป็นมาก ๆ โดยเฉพาะตอนที่เราต้องมาวางแผนว่า คอลเลกชันนี้สินค้าตัวไหนจะต้องเป็นฮีโร่ ตัวไหนจะตรงกับเทรนด์ในช่วงนั้น อาหรูตอบได้หมด เขาเหมือนใช้ทุกอย่างที่สะสมมาตั้งแต่เด็ก” มิลลี่เล่า อาหรูเสริม “คือแฟชั่น สุดท้ายมันจะวนกลับมาซ้ำ ๆ นั่นแหละ แต่เราแค่เดาว่า อะไรมันจะกลับมา ง่าย ๆ เลยคือ ลองมองกลับไป 10 ปีก่อน ตอนนั้นเราหยิบอะไรมาใส่ เขาฮิตอะไร ใช้สีอะไร

“ตอนนี้สำหรับเรา มองว่า LMG คือความอัดอั้น ในแง่ที่มีอะไรที่เราอยากจะโชว์เยอะมาก มันจะไปได้ไกลกว่านี้มาก มีของที่เรารอปล่อย ไม่ใช่แค่เสื้อผ้า แต่มันคือวิชวลที่เราเตรียมไว้สำหรับอนาคต เราอยากเท่กว่านี้ แต่แค่รู้สึกว่ายังไม่ถึงเวลา ก็เลยต้องรอ” อาหรูเล่า

เคารพ ตั้งคำถาม และเชื่อมโยงกับผู้คน

บทสรุปที่ช่วยขมวดความเป็น LOCAL MADE GOODS ได้ดีที่สุดก็คือ สามคำที่อาหรูและมิลลี่ช่วยกันคิดและอธิบายมันออกมาได้อย่างเห็นภาพชัดเจนนั่นคือ Respect, Question และ Connect

“คำแรกเลย เราคิดว่า Respect คำนี้มันคือทุกอย่างเลย ทั้งวิธีการทำงาน วิธีการที่เราปฏิบัติกับคนอื่น ๆ รอบตัวที่เข้ามามีส่วนร่วมกับแบรนด์ มันคือความเคารพพวกเขาจริง ๆ

“สองคือ Question เราตั้งคำถามกับสิ่งที่พวกเราทำอยู่ ระบบต่าง ๆ เพื่อให้ได้คำตอบออกมาเป็นสิ่งที่ดีที่สุด สามคือ Connect เราเชื่อมโยงกับทุกคน ทั้งลูกค้า ชุมชน พ่อ ๆ แม่ ๆ ที่ทอผ้า รวมไปถึงคนรอบตัวเราทุกคน เรารู้สึกว่า การมีคอนเนกชันกับผู้คนหลาย ๆ กลุ่ม มันเหมือนต้นไม้ที่ค่อย ๆ เติบโต และการได้มาทำ LMG มันทำให้เรารู้จักกับคนเยอะมาก ๆ รู้สึกโชคดี รวมไปถึงการที่เรารู้สึกเชื่อมโยงกับเสื้อผ้า สินค้าที่เราออกแบบมาด้วยนะ เรารู้สึกแบบนั้นจริง ๆ

“มีอยู่เรื่องนึงที่เราได้ยินมาแล้วรู้สึกประทับใจมาก ๆ แบบฟังแล้วใจชื้น มีคนที่ชอบแบรนด์เรานี่แหละเขามาบอกว่า เขารู้สึกหวงแบรนด์เรามาก ไม่อยากแชร์ให้ใครรู้ว่าเขาใส่แบรนด์อะไร เพราะกลัวมันแมส หรือแม้แต่การที่มีคนใส่เสื้อแบรนด์เราแล้วมีคนเดินเข้ามาถามเขาว่า แบรนด์นี้แบรนด์อะไร พอเราได้ยินอะไรแบบนี้คือโคตรดีใจ เหมือนสิ่งที่พยายามทำมาตลอดมันมีคนเห็น มีคนมาชม มันเป็นการเชื่อมโยงกันหมดเลย” อาหรูเล่า